The Outlanders ep8

จาก SuikoFriendWiki, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

ความเดิมตอนที่แล้ว


--Shiryu 09:28, 30 ธันวาคม 2008 (ICT)


"มาถึงกันเร็วกว่าที่คิดนะ" อาร์คโซลออกมาต้อนรับวาก้าบอนด์ทั้งสามคนที่มายังปราสาทจักราศีทางตะวันออกสุดของฮาร์โมเนีย

"ข้าตัดห้วงเวลาออกมาเลยมาถึงเร็ว เราไม่มีเวลามากเท่าไหร่หรอก รีบๆลงมาโดนกระทืบซะ" อัลคาเชลพร้อมสู้มาตั้งแต่เกิด เร่งพลังขึ้นไปถึงชั้นไอโอโนสเฟียร์ ทำให้สัญญาณ UBC ล่ม (ข้อแก้ตัวจากทุยวิชั่น)

"การต่อสู้นี้ไม่เรเนอเกดก็วาก้าบอนด์ต้องถูกถอนรากถอนโคนไปข้างหนึ่ง พวกเรามีตัวจริงเหลืออยู่ในปราสาทนี้สี่คน เข้ามาสู้แล้วเอาชนะให้ได้สิ" หลังอาร์คโซลพูดจบ ฉาก stage select ก็กระเด้งขึ้นมาแบบไม่สนใจเนื้อเรื่อง

"งั้นปล่อยข้าจัดการรวดเดียวหมดทุกด่านเลยแล้วกัน เมื่อชนะบอสแต่ละด่านข้าจะได้ความสามารถมันมา~" ชีริวเปลี่ยนอาวุธเป็นหมาเอ๋งบัสเตอร์พร้อมลุยบอสทันที

ภาพ:Doggybuster.jpg

แปร้ด!! ...แต่โดนแบล็คเรนเหยียบตับแล่บไปซะก่อนได้โชว์ฝีมือ "อา... ข้าช่วยโลกไม่ได้แล้ว ทุกคน ฝากอาเธน่าด้วยนะ...."

"เสียเวลาย่ะ! เราไม่มีเวลาให้แกมาเก็บสแปร์หรอกนะ ต้องรีบกำจัดพวกมันด้วยเวลาน้อยที่สุดแล้วกลับไปสมทบกับโมะซังอีก"

"งั้นแบ่งออกไปสู้กับมัน คนนึงปราบหนึ่งตัว ใครจัดการได้แล้วรีบบุกไปกระทืบดร.ไวลี่อาร์คโซลต่อเลย"

"หึหึหึ.... ก็กะแล้วว่าต้องมามุกนี้ คิดว่าจะเอาชนะพวกเราได้ง่ายๆจริงๆน่ะเรอะ บอกไว้เป็นวิทยาทานก่อนเลยนะ ว่าพวกเราหนึ่งคนพลังเท่าการ์เดี้ยนของเกรทไชรน์หกคนรวมกัน!!" อาร์คโซลขู่

"นอกจากสี่คนหลักที่อยู่ในปราสาทนี้แล้ว ในปราสาทยังมีลูกน้องของข้าอยู่อีกสามล้านคน!!" อาร์คโซลขู่ไปขู่มาฟังเหมือนโม้

"แล้วนอกจากนี้เรายังมีแบ็คเงินหนาที่ได้รับการซัพพอร์ทจากรัฐบาลสหรัฐ หลังจากข้าสามารถ recruit จอร์จบุชเป็นพวกมาได้!!" อาร์คโซลโดนนักข่าวชาวอิรักเอารองเท้าขว้างกบาลทันที ต้องไปหาหมอทายาหม่องยี่สิบกล่อง

...ส่วนพวกวาก้าบอนด์นั้นเข้าไปในปราสาทไม่ได้ฟังอาร์คโซลโม้ตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว...


ชีริวเข้าห้องแรกมาพบบรรยากาศเปลี่ยนไป แล้วเขาก็หลุดออกมาอยู่กลางสวนสนุก

"ภาพลวงตาสินะ สงสัยศัตรูที่ต้องสู้ด้วยจะเป็นนักมายากลเหมือนกัน"

จีนเลิฟเวอร์ โรยตัวลงมาจากเพดานพร้อมเสียงแตรมหรศพประกอบฉาก

"จอมโจรชีริวที่สามารถขโมยได้แม้กระทั่งแสงดาวงั้นรึ? ....ได้คู่ต่อสู้ที่อยากประมือด้วยอยู่พอดี มาพิสูจน์กันเถอะว่าใครกันแน่ที่เป็นนักมายากลของแท้"


ด้านแบล็คเรนเข้าห้องมาเจอสุสาน มีทั้งหลุมศพทั้งโลงวางอยู่เต็มไปหมด มี NPC เซียร่ากับแลนดิสเดินเพ่นพ่าน (ซื้อมาประกอบฉากตัวละ 2000 พ็อช)

"โลกนี้ยังใช้การฝังศพอยู่อีกเหรอ โลกสปีร่าของข้าตายแล้วกลายเป็นแมลงวิญญาณ เป็นพลังงานสะอาดที่สามารถใช้ในเครื่องยนต์ทดแทนน้ำมันดีเซลได้" แบล็คเรนเล่นมุกแป้กหน้าตายแต่เอา FFVII กับ FFX มาปนกัน

จู่ๆฝาโลงที่พิงอยู่กับผนังก็กระเด็นออกมา แต่แบล็คเรนกระโดดหลบได้อย่างไม่มีปัญหา ปอมี่ หนึ่งในสมาชิกเรเนอเกดพุ่งออกมาจากโลง

"ที่ได้ยินมาว่าเรเนอเกดเก็บเนโครแมนเซอร์ไว้ใต้ดินก็คือแกสินะ สายอาชีพนี้มันอยู่ด้านมืดมากเกินไปจนถูกไล่ล้างออกจากระบบ อาร์คโซลเลยพาแกมาซ่อนตัวที่นี่ แต่มายด์กับพิงกี้พลอยถูกฆ่าตายเสียก่อน เลยจำเป็นต้องขุดออกมาใช้"

"รู้ดีนี่นา งั้นก็คงรู้ด้วยสินะว่าเนโครแมนเซอร์น่ากลัวขนาดไหน?" ปอมี่ปลุกซอมบี้จำนวนมากขึ้นมาจากหลุม

"ปลุกศพคืนชีพได้งั้นสิ แต่พวกที่เก่งไม่พอถึงขนาดถูกฆ่าตายได้ไม่มีทางเอาชนะพวกเราได้หรอกนะ"


ส่วนอัลคาเชลเข้ามาพบกับครูเซเดอเรอร์ยืนอยู่กลางห้องกระจกสีที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ครูเซเดอเรอร์ยังคงมีผ้าขาวคาดตาอยู่เหมือนตอนพบกับเขาที่กราสแลนด์

"จะปิดตาสู้กับข้าน่ะ คิดดีแล้วรึ?"

"ดวงตาข้าเป็นทางผ่านของพลังเวทมหาศาล ถ้าเปิดตาออกมันจะทำลายทุกอย่างในรัศมี 3 กม. อย่างแกน่ะ ใช้แค่ความสามารถพื้นฐานของอัลเคมิสต์ก็จัดการได้ไม่ยาก"

"สกิลของข้าสามารถควบคุมกาลเวลาได้อิสระ เก่งเท่ากับดีโอ คิระ เดียโบโร่ และพุซซี่รวมกัน แต่กับคนที่ไม่ยอมใช้พลังเต็มที่ข้าก็จะใช้แค่มือเปล่านี่แหละ อัดแกให้ดิ้น"

หลังจากจบฉากแข่งโม้ทับถมกันแล้วอัลคาเชลก็พุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูงแบบไม่ต้องตัดห้วงเวลาออกแต่อัดไปติดกำแพงเหล็ก

"สุดยอดของอัลเคมิสต์สามารถเล่นแร่แปรธาตุได้อย่างอิสระ อย่างเมื่อกี้ข้าเปลี่ยนอากาศรอบตัวให้กลายเป็นไทเทเนี่ยม"

อัลคาเชลเกร็งพลังขึ้นแล้วอัดกำแพงไทเทเนียมกระจุยไป ทำเอาครูเซเดอเรอร์ตกใจหลุดเก๊ก

"แต่สุดยอดของนักรบสามารถทำลายอะไรก็ได้ ต่อให้แกสร้างกำแพงเพชรขึ้นมาข้าก็ทำลายทิ้งได้ในพริบตา ฮ่าๆๆๆ"

ตูม-!!!

ครูเซเดอเรอร์โดนชกทะลุซี่โครงจบชีวิตลงทันที

"อ้าว หือ? ให้เกริ่นฉากสู้ไว้เฉยๆแล้วตัดฉากออกไปก่อนเหรอ? ทำไมต้องเรื่องมากแบบนั้นกัน เสียเวลา"

งั้นเฉพาะคู่นี้ตัดจบไปเลยแล้วกัน -*-


--Shiryu 11:20, 30 ธันวาคม 2008 (ICT)


ตัดฉากออกมาจากการประลองสามคู่นั้น แรทเซลกำลังเดินทางมายังซากมาเธอร์คอร์เพื่อแฮ็คระบบอีกรอบ เร่งเวลาให้จุดจบแห่งห้วงมิติลำดับที่4 ปรากฏตัวออกมา

แต่พวกอีนิกม่าที่เหลือรอดอยู่ก็ปรากฏตัวขึ้น

"แกคือ GM ของโลกนี้สินะ เรากำลังคอยอยู่พอดี ได้ยินว่า GM สามารถปรับค่าพลังอะไรในโลกนี้ได้อย่างอิสระ"

"ก็ใช่ ถ้าเข้าถึงคอร์ของระบบได้ก็เท่ากับเป็นพระเจ้าของโลกนี้ดีๆนี่เอง"

"งั้นเห็นทีจะต้องบังคับให้แกเติมพลังของพวกเราให้สุดยอดซะแล้ว"

อีนิกม่าทยอยออกมาจากซอกภูเขาริมทางมากขึ้นๆ แต่ละคนที่ได้รับการยอมรับให้เข้ากลุ่มผู้เล่นสายเลือดใหม่นี้จะต้องเป็นผู้เล่นระดับสูงที่พลังต่อสู้ร้ายกาจลำดับต้นๆ แล้วอีนิกม่านับสิบก็ล้อมแรทเซลไว้

"ถ้าได้พลังที่มากกว่านี้เราจะได้กลับไปกระทืบไอ้พวกวาก้าบอนด์ล้างแค้นที่มันเก็บพรรคพวกเราแทบเหี้ยนคราวนั้น"

แรทเซลมองกลุ่มสมาชิกซอกหลืบที่คาดหวังอำนาจด้วยสายตาเหยียดหยาม "..............ว....."

"บ่นอะไรของแกฟะ!! รีบๆแกะระบบเข้าไปเพิ่มพลังให้ข้าได้แล้ว!!"

"จะพลังมากแค่ไหน สวะก็เป็นแค่สวะวันยังค่ำ...."

คำพูดของแรทเซลผิดอิมเมจกับ GM แรทเซลที่คนอื่นๆเคยได้ยินมา

"สาดดดด เมิงตายยยยยยยยย!!!"

..............


"อืม เนี่ยเหรอพลังขั้นสุดที่ระบบจะหยิบยื่นให้ได้"

แล้วการต่อสู้ก็จบลงในพริบตา อีนิกม่าทั้งหมดถูกแรทเซลเจี๋ยนนอนตายเกลื่อนทาง ตรงกลางฝูงซากศพแรทเซลยังคงนั่งแกะระบบต่อไป จากการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆของโลกนี้ทั้งที่รู้จากระบบ จากคำบอกเล่าของเครอัส และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าจะต้องปกป้องมิติห่วยๆแบบนี้ไปทำไม

"พลังที่แม้แต่เราก็หยิบฉวยออกไปได้ง่ายดายขนาดนี้ไม่แปลกหรอกที่จะสร้างสิ่งที่มีกำลังเกินกว่าที่โลกแห่งนี้จะรองรับได้มากมายขนาดนั้น"


"ขั้วอำนาจมหาศาลที่แตกต่างกันก็จะต้องห้ำหั่นกันตามกลไกที่จะทำให้กาลเวลาของโลกนี้ดำเนินไปได้อีก แล้วโลกแห่งนี้ก็จะถึงจุดสิ้นสุดครั้งแล้วครั้งเล่า"

............

"เหล่าคนที่สูญเสียทุกอย่างก็จะต้องจับดาบขึ้นต่อสู้เพราะเชื่อว่าจะปิดฉากเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมด ....ทั้งที่พวกเขาไม่มีวันจะรู้...."

"โลกนี้คือสงคราม เมื่อใดที่สงครามหมดไป โลกแห่งนี้ก็จะแตกสลาย ถ้าซุยโคยูนิเวิร์สไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกสุดแล้วมันจะดีกว่านี้หรือเปล่านะ...."



"ฮา"



กาลเวลาถูกเร่งขึ้นจนเห็นพระอาทิตย์เป็นเส้นพาดอยู่บนท้องฟ้า

"แรทเซลเร่งระบบได้แล้วสินะ!" พวกอายะคอยอยู่ที่ตอนใต้ของซากเกรทไชรน์ที่ๆจุดจบแห่งห้วงมิติลำดับ4จะปรากฏตัว

"เริ่มแล้ว!! จุดจบแห่งห้วงมิติลำดับสุดท้ายเริ่มใกล้เข้ามาแล้ว!"

ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรหากแม้แต่จุดจบฯชิ้นสุดท้ายยังถูกทำลาย ซุยโคยูนิเวิร์สก็จะหายสาบสูญไปชั่วนิรันดร์ พวกเขาจึงต้องปกป้องสิ่งนี้ไว้จากวาก้าบอนด์อย่างสุดความสามารถ

เมดิอุสสรุปลำดับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นให้ฟังกันอีกรอบ "อีกแค่ครึ่งชม. ถ้าเรากำจัดวาก้าบอนด์ได้ก่อน แรทเซลจะหมุนเวลากลับ ให้จุดจบฯกลับไปหลับใหลเหมือนเดิม เราจะสามารถรักษามิตินี้ไว้ได้ หรืออย่างแย่สุด แค่เราถ่วงเวลาครึ่งชม.นี้ไว้ได้ ให้จุดจบฯได้ออกมาทำงาน โลกก็จะถูกรีเซ็ตกลับไป ถึงจะรักษาโลกแห่งนี้ไว้ไม่ได้ แต่ซุยโคยูนิเวิร์สก็ยังคงมีอยู่ในโลกใหม่"

"อืม เป็นเพราะความร่วมมือร่วมใจของพวกเราทั้งหมด ชัยชนะอยู่อีกแค่เอื้อมแล้วนะ ทางเดียวที่วาก้าบอนด์จะชนะก็คือโมกุริต้องกำจัดทั้งพวกเราทั้งหมดและจุดจบฯในเวลาแค่ครึ่งชม. วะฮ่าฮ่า" ซุยโคแอสไลฟ์เตรียมตัวฉลอง เดินไปแคะหมูออมสินซื้อเค้กเซเว่น 27 บาทมาเลี้ยงเพื่อนๆ

โชวอุนวิ่งมารายงานความพร้อม "แย่แล้ว! เรนนี่กับซีกูลด์หายตัวไปไหนก็ไม่รู้!!"

"บาดโซ้บ~!"


ตัดขึ้นไปบนท้องฟ้าเรนนี่พาซีกูลด์นั่งมาบนหลังของฟินิกซ์ บินไปทางตะวันออก

"ไม่น่าเชื่อว่าแป๊บเดียวเธอเรียกอสูรลำดับต้นๆอย่างฟินิกซ์ได้แล้วรึนี่?"

"เพราะเจตจำนงเสรีของซึคาสะบวกกับเลเวลของชั้น" เรนนี่ยืนบนหลังฟินิกซ์อย่างเท่ ทั้งที่อสูรตัวนี้ขี่แล้วร้อนตูด แต่ต้องทนเพื่อความเท่ (ทำไมมันไม่เรียกตัวอื่นฟะ?) "พวกนั้นโบ้ยภาระก้อนใหญ่ให้ท่านอาร์คโซลเพื่อเน้นการจู่โจมโมกุริที่เกรทไชรน์ ยังไงในศึกสุดท้ายชั้นก็อยากสู้เคียงข้างท่านอาร์คโซลมากกว่า ....นายเองก็มีเหตุผลเหมือนกันสินะ"

"ผมเชื่อว่าหกคนนั้นรุมโมกุริยังไงก็ไม่แพ้ ยิ่งมีคุณอายะอยู่ด้วย ....แล้วนี่เป็นศึกสุดท้ายแล้ว ยังไงผมก็อยากกำจัดหมอนั่นด้วยมือตัวเอง"

"เจ้าคนที่ขโมยสกิลของเธอไปใช่ไหมล่ะ?"

"นั่นไม่ใช่แค่เหตุผลเดียวหรอกนะ ยังไงผมก็มีอีกเหตุผลที่ต้องกำจัดชีริวด้วยมือตัวเองให้ได้!"

........


"อืม เรื่องส่วนตัวก็ต้องเอามาคิดตอนวางแผนด้วยสินะ ฮู้หุหุหุหุ...... TvT" อายะนั่งน้ำตาไหลพรากๆ แผนที่แรทเซลกับตัวเองนั่งวางมาสองตอนค่อยๆป่นปี้ลงทีละน้อยๆ

"จะบ่นอะไรเล่า ยังไงพวกเรารุมโมกุริก็ไม่แพ้อยู่แล้วน่า"

"นั่นสิ ตั้งหน้าตั้งตารับมือกันดีกว่า นั่นไง มันมาแล้ว"

อุซโซชี้ให้เห็นคนๆหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงตรงเข้ามายังกลุ่มของอายะ แต่หมอกสีแดงใต้ซากของเกรทไชรน์ทำให้มองไม่ชัดว่าเป็นใคร

"จัดฟอร์เมชั่นไฮยีน่า เตรียมรุมกระทืบโมกุริได้!"

สิ้นเสียงของอายะ พวกอุซโซก็แบ่งเป็นสองกลุ่มอีกที อุซโซ, บิ๊ก, โชอุน และกระเทยแดงอยู่ทัพหน้า ส่วนทัพหลังที่ต้องปกป้องจุดดับฯเป็นงานที่พลาดไม่ได้ เลยยกให้เป็นหน้าที่ของ ซุยโคแอสไลฟ์และอายะ สองคนที่เก่งที่สุดในทีม

"ท่านเมดิ! ฝากปกป้องซึคาสะด้วยนะ ตอนนี้เรนนี่ไม่อยู่ ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้นมาเธอเป็นคนเดียวที่มีโอกาสพลิกเกมได้"

พอได้ยินอายะบอก เมดิอุสก็เอาซึคาสะมาม้วนๆเก็บไว้ในหม้อหุงข้าว

...และแล้วการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น...


--Shiryu 14:59, 30 ธันวาคม 2008 (ICT)


ตัดมาด้านชีริวที่กำลังต่อสู้กับจีนเลิฟเวอร์อย่างดุเดือด

จีนเลิฟเวอร์ขว้างมีดใส่นับไม่ถ้วน

ชีริวใช้สกิล Hawk's Eyes คว้าแอปเปิ้ลมารับมีดได้หมดทุกเล่ม

จีนเลิฟเวอร์เสกสิงโตออกมาโจมตี

ชีริวใช้สกิล Animal Planet เรียกคุณมัตสึโกโร่ออกมากล่อมสิงโต "น่ารักๆๆๆ สัตว์โลกน่ารัก! สัตว์โลกสุดยอด!!"

จีนเลิฟเวอร์เสกตู้มายากลมาครอบชีริวไว้ แล้วเอาดาบเสียบเข้าครบทุกรู

ชีริวใช้สกิล Back Gate ....เดินออกมาทางประตูหลังตู้ที่ไม่ได้ล็อค (มันเป็นสกิลยังไง?)


"หนอย! ไม่ว่าจะโจมตีพลิกแพลงยังไงมันก็รับมือได้ ความสามารถหลากหลายจนคาดไม่ถึงแบบนี้สมแล้วที่ถูกประเมินระดับความอันตรายไว้สูงสุด"

"รู้ตัวก็ดี เรเนอเกดแค่คนเดียวชาตินี้ยังไงก็เอาชนะข้าไม่ได้หรอกนะ"

"ข้าจะทำให้แกถอนคำพูดนั้น"

"!!!"

จีนเลิฟเวอร์ควักกระบองไฟออกมาควงได้สักพักก็หลุดมือ ตกใส่ไฟลุกท่วมตัวเอง

- -"

"หึหึหึ... ดูการโจมตีที่แท้จริงของนักมายากลซะ..."

จีนเลิฟเวอร์ขยายร่างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆกะเผาทั้งห้องทิ้งไปพร้อมกับตัวเอง

"ฮึ่ย!! หลุมมิติดูดไอ้อ้วนนี่ไปทิ้งข้างนอกซะ!"

สกิลของชีริวสร้างหลุมมิติออกมาดูดจีนเลิฟเวอร์ร่างยักษ์ไปทิ้งข้างนอก ก่อนปามีดปักหัวจนจีนเลิฟเวอร์ระเบิดไป


ในจังหวะที่คิดว่าการต่อสู้จบลงไปแล้วนั้น จีนเลิฟเวอร์อีกคนก็โรยตัวจากเพดานเอามีดแทงเข้ากลางหลังชีริวเต็มๆ "อั่ก!!"

"นั่นคือน้องชายฝาแฝดของข้า คนที่ใช้ล็อกอินจีนเลิฟเวอร์จริงๆแล้วมีสองคน!"

แม้จะเป็นลำดับสองของวาก้าบอนด์แต่เมื่อเจอกับการโจมตีเหนือความคาดหมายแล้วชีริวก็ถึงกับทรุด

"ไงล่ะ ไหนบอกว่าเรเนอเกดไม่มีวันเอาชนะแกได้ไง?"

"นั่นสิ งั้นขอถอนคำพูดแล้วกัน"

"เข้าใจอะไรง่ายดีนี่"

"เปล่า ขอถอนคำพูดที่เคยเรียกแกว่านักมายากล ....อย่างแกน่ะ เป็นได้แค่ตัวตลก!"

ชีริวสลายกลายเป็นทรายไป ที่ถูกแทงเป็นเพียงร่างปลอมที่สร้างขึ้นจากทราย นี่คือสกิลดอปเปลแกงเกอร์ (ชิงมาจากเนคลอร์ดที่นอร์ธวินโดว์) จากนั้นวิญญาณก็หลุดจากร่างของจีนเลิฟเวอร์ตัวปลอมที่เพิ่งตายไป แปลงสภาพเป็นอีกาวิญญาณบินมาเกาะข้อมือชีริวตัวจริง

"สกิลนั่นมัน!!"

"สกิลลำดับที่ 98 ที่ชิงมาจาก Bandit King ในมิติปริศนา ....ดีใจซะที่จะได้เห็นพลังระดับที่ใช้ฆ่าพระเจ้ามาแล้ว"

อีกานรกยิงแสงกระสุนวิญญาณออกจากปากเกิดเป็นเส้นลำแสงจำนวนมากมายมหาศาลสว่างครอบทั่วบริเวณ แล้วทุกอย่างในขอบเขตการโจมตีก็ค่อยๆสลายไปราวกับถูกแสงหลอมละลาย

...การต่อสู้จบลงทันที

"วิญญาณราคาถูกๆก็ได้พลังโจมตีแค่นี้แหละ ...อาร์คโซลอยู่ด้านบนสินะ"


ส่วนแบล็คเรนอัดซอมบี้นับสิบร่วงกราวๆ แต่ปอมี่ก็ยังเรียกซอมบี้ออกมาได้เรื่อยๆ"

"ทำไมไม่ใช้สกิลหักล้างสกิลซะทีล่ะ ไม่งั้นเธอไม่มีทางชนะหรอก"

"อย่างแกน่ะ ไม่จำเป็นต้องใช้สกิลหรอก"

"งั้นถ้าเจอซอมบี้แบบนี้ล่ะ?"

ปอมี่เรียกเอาไซเลนท์ อดีตวาก้าบอนด์ที่ตายในสงครามฝนเลือดออกมา

"หา?!! ไซเลนท์!???"

ไซเลนท์พุ่งเข้าเอาพลั่วตบแบล็คเรนกระเด็นไปอย่างเร็ว

"อั่ก! บัดซบจริงๆ พวกแกเอาไซเลนท์ที่ฝังอยู่กลางสนามรบมาไว้ที่นี่เองเหรอ?"

"หึหึหึ... ถึงซอมบี้จะมีความสามารถแค่ 30% ของตอนที่ยังมีชีวิต แต่เธอจะจัดการยัยนี่ลงหรือเปล่า?"

ไซเลนท์พุ่งเข้าโจมตีแบล็คเรนไม่ยั้ง "เลวร้ายที่สุด! มิน่าล่ะอาชีพเนโครแมนเซอร์ถึงถูกแบน! .....ปลดสกิลออกซะ!"

แบล็คเรนใช้ Skill Break ปลดสกิลทุกชนิดในขอบเขตพลังของตนเองออก เหมือนตอนที่ทำลายสกิลของอุซโซในการสอบ GM

"ถ้าทำลายความสามารถของเนโครแมนเซอร์ทิ้งซอมบี้ก็จะหยุดเคลื่อนไหว...."

แต่พูดยังไม่ทันจบ ไซเลนท์ก็ยิงนุ้คใส่แบล็คเรนจนดำเป็นตับยาโนทัย

"อ้าว เฮ้ยๆ ทำไมยังขยับได้อยู่อีกล่ะ? ซอมบี้ไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยสกิลของยัยนั่นหรอกเหรอ?"

พอมองสังเกตดูดีๆก็เห็นเอ็นจำนวนมากกำลังชักใยไซเลนท์อยู่

"ใครบอกว่ามันเป็นสกิลกันล่ะ เรเนเกดทุกคนจะมีอาชีพมากกว่าหนึ่งชนิด อาชีพที่แท้จริงของข้าคือนักเชิดหุ่น และไซเลนท์ตัวนี้คือหุ่นกระบอกที่ข้าสร้างขึ้นมาเอง ฮ่าๆๆๆ"

"อ้อ .....แบบนี้เองเหรอ?"

จู่ๆบรรยากาศก็เปลี่ยนไป

"นั่นไม่ใช่ไซเลนท์จริงๆสินะ และแกก็ไม่ได้เป็นเนโครแมนเซอร์ด้วย"

"อ้าว ชิบหายแล้วสิคะ ^^....."

ฉัวะ!! แบล็คเรนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเกินสายตามนุษย์จะมองทัน อัดปอมี่พร้อมทั้งหุ่นทุกตัวในห้องกระจุยเป็นชิ้น

"แต่ตอนแรกเราบอกไว้ว่าจะไม่ใช้สกิลนี่นะ สุดท้ายก็เผลอใช้จนได้ งั้นให้เธอชนะไปก็แล้วกัน อ้าว ตายแล้วหรอกเหรอ? งั้นก็ช่างเถอะ"

แล้วการต่อสู้ก็จบไปอีกคู่หนึ่ง....


--Shiryu 16:31, 30 ธันวาคม 2008 (ICT)


ณ ยอดสุดของปราสาทจักราศีอันรกร้าง อาร์คโซลนั่งรออยู่บนบัลลังก์ศิลากลางห้องโถงไร้ผู้คน

"คิดว่าวาก้าบอนด์มากันแค่สามคนซะอีก แกก็มากับเขาด้วยเรอะเนี่ย?"

เยอร์โน่เดินออกมาจากมุมมืด "พระราชาผู้โดดเดี่ยวถูกลูกน้องทอดทิ้งไปหมดแล้วครับ เรามาตามเสด็จท่านไปยมโลก"

"ทอดทิ้งเรอะ? ถ้าต่อสู้ในปราสาทจักราศีพวกแกไม่มีทางเอาชนะเรเนอเกดได้หรอก"

หลังอาร์คโซลพูดจบก็มีคนเข้ามาถึงห้องโถงอีกคนหนึ่ง "เรียบร้อยแล้วสินะ ครูเซเดอเรอร์"

"จัดการอัลคาเชลเรียบร้อยครับ ท่านอาร์คโซล"

"!!!" เยอร์โน่ประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าระดับอัลคาเชลจะแพ้

แล้วปอมี่กับจีนเลิฟเวอร์ก็ตามมาสมทบ

"ถึงจะเอาชนะนักเชิดหุ่นอย่างข้าไม่ได้แต่แบล็คเรนก็ร้ายกาจสมคำร่ำลือ ข้าจะเอามันเป็นหุ่นเชิดตัวใหม่"

"ข้าก็ไม่คิดว่าจะเป็นเกียรติได้กำจัดจอมโจรชีริวเองกับมือ หมอนั่นสร้างความสั่นสะเทือนให้มิตินับร้อยมาหลายปี แต่สุดท้ายก็เอาชนะข้าไม่ได้"

"นี่อะไรกันเนี่ย? วาก้าบอนด์ทั้งสามคนแพ้หมดเลยเรอะ?!!"

อาร์คโซลลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำหน้าเย้ยหยัน "ฮึฮึฮึ... ถ้าไม่คิดว่าจะชนะจะท้าพวกแกมาสู้ที่นี่ทำไม ก่อนตายพิงกี้พลอยได้ใช้สกิลเทพพยากรณ์แกะความสามารถของพวกแกทั้งหมดส่งมาให้พวกเรา แล้วเราก็ประเมินแล้วว่านักรบที่นี่เก่งกาจพอที่จะเอาชนะพวกแกได้แน่นอน"

"นี่มัน... แย่ละสิ!!"

"เอ้า ฆ่าตัวตายซะเยอร์โน่เอ๋ย เท่านี้ก็จะเหลือแค่โมกุริคนเดียว" อาร์คโซลโยนมีดให้เยอร์โน่

"สิ้นหวังแล้ว!! หมดทางชนะแล้ว!! .............หมายถึงพวกแกน่ะนะ"

"?"

อาร์คโซลทำหน้าประหลาดใจ

แล้วปอมี่, จีนเลิฟเวอร์ และครูเซเดอเรอร์ก็เปลี่ยนร่างเป็นแบล็คเรน, ชีริว และอัลคาเชล

"เฮ้ยๆๆ ...อย่าบอกนะว่า....."

"ทางขึ้นมาด้านบนสุดต้องใช้แสกนดวงตา พวกของแกเองเท่านั้นที่จะขึ้นมาได้" แบล็คเรนอธิบาย

"แกวางแผนว่าหากการต่อสู้ด้านล่างพวกแกเป็นฝ่ายแพ้ก็จะระเบิดฐานด้านล่างทิ้ง แล้วส่วนบนก็จะหลุดเป็นยานอวกาศบินหนีไปยังโลกอื่น" อัลคาเชลเสริม

"พวกเราเลยปลอมตัวเป็นเรเนอเกดที่เรากำจัดไปแล้ว และผ่านแสกนดวงตาขึ้นมาข้างบน เข้าประชิดตัวแกที่ไม่ทันเอะใจได้" ชีริวต่อ

"น่าขำนักที่ตัดสินว่าจะชนะพวกเราได้จากตัวเลข stat ที่แกะมา ...ไม่เข้าใจอีกเหรอว่าทำไมโมะซังที่เลเวลแค่ 6 ถึงได้เป็นที่หวาดกลัวไปทั่วทั้ง wire world" เยอร์โน่ด่า ตอนนี้บรรยากาศมาคุ เหมือนจะมีคนโดนรุมกระทืบดับอนาถ


"เดี๋ยวๆๆ!! พวกแกกรูกันมารุมสี่คนแบบนี้ไม่เอาเปรียบกันไปหน่อยเรอะ?!" อาร์คโซลลนหยิบดาบออกมาสะเปะสะปะ เก่งขนาดไหนโดนวาก้าบอนด์รุมอย่างนี้ก็คงไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้ลูกหลานเอาไปลอยน้ำ

"รุมเหรอ? พวกเรารุมซะที่ไหนกัน ...วาก้าบอนด์มาที่นี่แค่คนเดียวตั้งแต่แรกแล้วนะครับ ^^"

"เห?"

แล้วทั้งหมดก็คืนร่างเป็นชีริว

"นี่คือ Duplication สกิลลำดับที่ 100 ที่ชิงจากรีเซ่ในสงครามเอาท์แลนด์ ช่างเป็นสุดยอดสกิลสมกับที่ข้าหมายตาไปช่วงชิงมาจริงๆ ข้าแยกออกมาสี่ร่าง แล้วแต่ละร่างก็ปลอมตัวเป็นวาก้าบอนด์คนอื่นๆด้วยสกิล Master Thief ที่สามารถจำลองได้ทั้งความสามารถ, อุปนิสัย หรือแม้แต่ความทรงจำ แต่ข้าก้อปปี้สกิลที่มีพลังมากกว่าสกิลของตัวเองไม่ได้ เพราะงั้นอัลคาเชลตัวปลอมถึงได้ไม่ใช้สกิลควบคุมกาลเวลาไงล่ะ"

"ม...หมายควาย..ว่า...."

"ทั้งเยอร์โน่, แบล็คเรน และอัลคาเชลที่สู้กับเรเนอเกดนั้นเป็นแค่ร่างแยกของข้า ตัวจริงกำลังเดินทางไปที่เกรทชไรน์เพื่อกำจัดจุดจบแห่งห้วงมิติลำดับสุดท้าย คนที่เดินทางมายังปราสาทจักราศีนั้นมีเพียงข้าคนเดียว"



"เฮ้ย!!!!!!!!!!"

อาร์คโซลตาถลนออกจากเบ้า (แบบนี้ >> ภาพ:Eneru1.jpg)


พวกเขาลืมคำนึงถึงความสามารถที่หลากหลาย, สุดยอดการวางแผน และทีมเวิร์คที่ไม่มีใครทัดเทียมของวาก้าบอนด์ ตอนนี้แผนการณ์ที่ฝั่งซุยโคยูนิเวิร์สวางไว้ถูกทำลายป่นปี้ไปแล้ว


ตัดมาทางด้านพวกอุซโซที่เตรียมพร้อมรับมือโมกุริอยู่ ...อุซโซเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ

"นี่มัน ...ไม่ใช่โมกุริ...."

"อะไรนะ?"

"อัลคาเชล!!! ไอ้คนที่กำลังพุ่งมาทางนี้ไม่ใช่โมกุริ! มันคืออัลคาเชล ลำดับสามของวาก้าบอนด์!!!"


เมื่อเข้ามาในระยะโจมตี อัลคาเชลก็เริ่มใช้สกิลเปิดประตูเวลา...

"มันทำอะไรของมัน?"

"นี่มันมีอะไรผิดปกตินะ...."

บิ๊กชี้ให้คนอื่นๆมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นพระอาทิตย์เคลื่อนตัวจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก

"มันย้อนเวลา!!! อัลคาเชลมันกำลังหมุนเวลากลับเพื่อต่อต้านการเร่งเวลาของแรทเซล!!!"


วาก้าบอนด์เห็นความผิดปกติของห้วงเวลาที่แรทเซลเร่งไว้ จึงรีบรุกมาด้านนี้สุดความสามารถ และอัลคาเชลได้ใช้ความสามารถตัดเวลาออกทำให้มาถึงเร็วกว่าเพื่อน ด้านซุยโคแอสไลฟ์ที่อยู่วงนอกเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาช่วยได้เพราะอัลคาเชลครอบห้วงมิติเวลาเอาไว้ในรัศมี 1 กม.รอบตัวเอง

"พวกที่อยู่ด้านนอกเข้ามาช่วยพวกแกไม่ได้หรอก ข้ายืดห้วงเวลาออก กว่าพวกมันจะเข้ามาช่วยแกได้ก็คงกินเวลาหลายวัน ฮ่าๆๆๆ เตรียมตัวตายกลางฮาร์โมเนียได้แล้ว! พวกซุยโคยูนิเวิร์สทุกคนจะต้องสูญสิ้นไปพร้อมมิตินี้!!!"


--Shiryu 20:42, 4 มกราคม 2009 (ICT)


แล้วการต่อสู้สุดโหดก็เริ่มต้นขึ้น ศึกสุดท้ายอย่างแท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นที่ปราสาทจักราศี แต่เกิดที่ใจกลางฮาร์โมเนีย เยื้องมาทางใต้ของซากปรักหักพังของเกรทไชรน์ ที่ๆจุดจบแห่งห้วงมิติลำดับที่ 4 กำลังจะปรากฏตัว


บิ๊ก, อุซโซ, โชวอุน และกระเทยแดง แยกตัวกันไปคนละทางทันที เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าใหญ่

"เคลื่อนไหวสอดคล้องกันแบบไม่ต้องนัดหมาย สมเป็นผู้เล่นระดับหัวแถวจริงๆ ไม่ยืนรอให้อัดร่วงรายตัวง่ายๆเลยสินะ"

อัลคาเชลหยุดเวลาแล้วพุ่งเข้าไปหาโชวอุน แต่เมื่อเข้าใกล้ก็พบว่าโชวอุนสร้างวงล้อไฟล้อมตัวเองไว้ก่อนแล้ว ด้วยสกิล Auto Ignition ที่จุดไฟได้แบบไร้เงื่อนไขแม้แต่ในอวกาศ

"จุดศูนย์กลางพลังงานคือตัวของมัน ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งร้อน แบบนี้ต่อให้หยุดเวลาก็เข้าไปทำอะไรมันไม่ได้สินะ"

ขณะคิดอยู่ครู่หนึ่งเวลาที่หยุดไว้ก็หมดลง บิ๊กเคลื่อนเข้ามาด้านหลังฟาดพหุศาสตราวินาศใส่ทันที แต่อัลคาเชลก็หายตัวไปโผล่ด้านหลังของบิ๊กอีกที

"ตัดเวลาออกงั้นรึ!!"

อัลคาเชลเตรียมโจมตีใส่ แต่บิ๊กก็หายตัวไปโผล่ด้านหลังของอัลคาเชลอีกหน

"ความเร็วของไอ้หมอนี่!! นี่มันสุดยอดของระดับนักรบแล้วนะนี่!!"

อัลคาเชลตัดเวลาแล้วไปโผล่ด้านหลังบิ๊กอีกรอบ แต่ก็หลุดเข้ามาในระยะจู่โจมของอุซโซที่เล็งเวทวงแหวนไว้ ซัดเข้าหาจุดตาย แต่อัลคาเชลหลบได้อย่างหวุดหวิด


"แฮ่ก แฮ่ก"

จังหวะที่อัลคาเชลลงมาหอบ กระเทยแดงก็เปิดขนหน้าแข้งให้ดู

อัลคาเชลอ้วกแตกอ้วกแตน -*-

"อ่าฮ้า~ ความสามารถของนักเต้นทำให้มันติดสภาวะมึนงงแล้ว รุมมันต่อเลยฮ้า หนุ่มๆหล่อๆทุกคน"

(ทุกคนเชื่อว่าอัลคาเชลอ้วกแตกเพราะอย่างอื่น ไม่ใช่ความสามารถนักเต้น)


บรึ้ม!!!!


อัลคาเชลระเบิดพลังออกมาพัดทั้งสี่คนกระจายไปคนละทาง

"เฮ้ย!"

"อ้าก!"

"แอร๋ย!!" (เสียงกระเทยร้อง)

อัลคาเชลยกเสาต้นหนึ่งขึ้นมาเหวี่ยงอัดโชวอุนด้วยความเร็วหลายมัค แบบที่กงล้อไฟไม่สามารถป้องกันอะไรได้ โชวอุนกระเด็นไปกระแทกกับเสาใต้ซากเกรทไชรน์บาดเจ็บสาหัส

"อูย.... แค่พลังพื้นฐานของมันก็ร้ายกาจสุดๆแล้ว!! ไหนจะต้องรับมือกับความสามารถควบคุมเวลาอีก นี่เรามีโอกาสชนะจริงๆน่ะเรอะ?!"

"ไม่จริงว่ะ ตายซะ!"

อัลคาเชลแบกซากห้องที่ทลายออกมาจากเกรทไชรน์เก่ามาทับโชวอุนกลับบ้านเก่าทันที


อุซโซไม่ปล่อยให้การตายของเพื่อนต้องสูญเปล่า รีบกระโดดชาร์จพลังเพื่อโจมตีจากมุมสูง แต่อัลคาเชลที่เห็นเข้าก็พุ่งไปหาอุซโซ ขณะง้างหมัดเตรียมอัดกระแทกด้วยพลังมหาศาลบิ๊กก็เหาะมาปัดหมัดทิ้งได้เฉียดฉิว "ฮึ!"

อัลคาเชลตามด้วยหมัดซ้ายต่อเนื่องทันที บิ๊กยกดาบขึ้นมาป้อง แต่พลังโจมตีของอัลคาเชลรุนแรงเกินไป ทำเอาดาบของบิ๊กหักกระจุย บิ๊กถูกซัดลอยกระแทกพื้นเกิดเป็นหลุมอุกาบาต

เคราะห์ดีที่กระเทยแดงรองอยู่ก้นหลุมพอดี ช่วยลดความเสียหายได้มากมาย

"เป็นอะไรหรือเปล่า กระเทยแดง?"

"ยังเป็นกระเทยอยู่ค่า~ ยังเป็นกระเทยอยู่~"

ฉึก!! จู่ๆ ดาบปริศนาก็ลอยมาปักหัวกระเทยแดงนอนจมกองเลือดไป ทางกรมพิสูจน์หลักฐานเชื่อว่าไม่ใช่ฝีมืออัลคาเชล


"เอ้า! เหลืออีกแค่สองคน เล่นไอ้คนที่ดาบหักไปแล้วก่อนละกัน"

อัลคาเชลอัดคลื่นอากาศรุนแรงด้วยพลังข้อมือของตัวเองเกิดเป็นลมพายุซัดเข้าใส่บิ๊ก แต่บิ๊กก็เดินฝ่ามาอย่างไม่สะทกสะท้าน "อย่าเอาฉันไปรวมกับไอ้สองคนที่ม่องไปนั่นนะเว้ย!" สักพักบิ๊กก็หายไปจากหน้าจอ

"?!"

บิ๊กปล่อยตัวเองเข้าไปในลมหมุน แล้วใช้สกิลเดินอากาศทิ้งตัวเองลงมากลางหัวอัลคาเชลพอดี อัลคาเชลอัดหมัดสวนขึ้นไปปะทะกันอย่างรุนแรง มีไฟฟ้าปะทุทั่วพื้นที่เหมือนพลังคลื่นเต่าของโกคูปะทะกับไฟนอลแฟลชของเบจิต้า แต่พลังของบิ๊กที่ไม่มีอาวุธไม่มีทางสู้กำปั้นเหล็กของอัลคาเชลได้

"ฮึ่ย!!"

"หึ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์!"


............


"อัลคาเชล!!!!!!!!!!!!!!!!"

อุซโซซัดพลังลูกเท่าสนามฟุตบอลใส่อัลคาเชลที่กำลังสะท้านพลังกับบิ๊กอยู่ อัลคาเชลยกมือขึ้นมาข้างหนึ่งปัดลูกพลังขนาดมหึมาทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย "เฮ้ย!! บัดซบ! ไอ้สมาชิกสาบสูญตัวนี้มันใครฟะ?! ทำไมมันเก่งขนาดนี้!!"

อัลคาเชลเหวี่ยงบิ๊กเข้ามากระแทกกับอุซโซกระเด็นไปพร้อมกัน ก่อนเร่งสปีดเหาะตามมาพร้อมหน่วงเวลารอบตัว ตอนนี้ทุกอย่างเป็นเหมือนภาพสโลวโมชั่นต่อหน้าเขา

"ถ้าหยุดเวลาไปเลยพวกแกก็คงตายไม่รู้ตัว แต่แบบนี้พวกแกจะได้ลิ้มรสความตายที่เข้ามาหาช้าๆแต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"

อัลคาเชลอัดสุดแรงทะลุร่างบิ๊กและอุซโซไปพร้อมๆกัน "อ๊าก!!!!"

ทั้งคู่กระเด็นไปถูกฝังอยู่ใต้ซากเกรทไชรน์ อัลคาเชลหันหลังกลับไปเตรียมจัดการอายะและซุยโคแอสไลฟ์ต่อทันที


แต่ลูกพลังก็พุ่งออกมาจากซากปรักหักพังเข้าหาอัลคาเชล "หึ!" ลูกพลังหยุดอยู่กลางอากาศเพราะอัลคาเชลหยุดเวลาไว้ก่อน เมื่อหันกลับไปก็พบอุซโซที่ใช้สัมผัสเทพ+เนตรแห่งความตายทำลายซากปรักหักพังที่ทับตัวเขาอยู่ หลุดออกมาได้

"ยังไม่ตายอีกเรอะ? แกชื่ออะไร?"

"สเตฟานซี ค็อกโดเรียที่แปด ....ซะเมื่อไหร่กันเล่า! อุซโซโว้ย!! จำชื่อของคนที่จะไล่กระทืบพวกแกให้เหี้ยนก๊วนไว้ดีๆนะ"


"อยากเป็นฮีโร่จะต้องแบกรับความฝันที่ไม่เจียมแท้ไว้งั้นสิ ....เสียใจด้วยนะ แกไม่อาจปกป้องอะไรได้หรอก"

อัลคาเชลก้าวออกมากวักมือท้าอุซโซสู้แบบตัวต่อตัว ตอนนี้เขาเร่งพลังออกมาเต็มที่ราวกับจะสามารถถล่มฟ้าทลายปฐพีได้ด้วยมือเปล่า

"ข้าจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง!"

"งั้นข้าก็จะขอปกป้องทุกสิ่งทุกอย่าง"

คำประกาศศึกของทั้งสองคนราวกับเสียงของดาบแห่งท้องฟ้าและโล่แห่งผืนแผ่นดิน แล้วทั้งคู่ก็เข้าสู่การต่อสู้ที่ยาวนานชั่วนิรันดร์ เช่นเดียวกับมังกรและพยัคฆ์ที่ขึ้นไปสู้รบกันบนสวรรค์


...แต่อุซโซเหนื่อย เลยลงมานั่งพักกินน้ำเก๊กฮวย (ขยันทำลายบรรยากาศสุดๆ)

"สาด! สั่งเก๊กฮวยทำไมมันเอาน้ำเชื่อมสาคูมาเสิร์พฟะ!!"

โพละ! อัลคาเชลตามลงมาตบกบาลแล้วชวนไปสู้กันต่อ


--Shiryu 16:05, 5 มกราคม 2009 (ICT)


ทั้งสองรุกรับกันพัลวัน พวกอายะที่อยู่ด้านนอกมองเห็นการต่อสู้เป็นแค่ลำแสงตัดกันไปมา เพราะเวลาด้านนอกถูกหน่วงลง แม้จะสู้กันเป็นชม.เวลาจริงก็ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที

อุซโซอัดลูกพลังใส่นับสิบลูก แต่อัลคาเชลชกออกมาได้หมด ต่อให้ยิงลูกใหญ่เข้าใส่แขนเหล็กของอัลคาเชลก็ตัดลูกพลังออกเป็นสองเสี่ยงได้อย่างง่ายดาย

".............."

"มีลูกไม้อย่างอื่นนอกจากหลับหูหลับตายิงลูกพลังแมะ?"

อุซโซกำลังคิดในใจว่าต่อให้มองจุดดับของมันออก ถ้ายิงไม่เข้าแม้แต่นัดเดียวก็คงไม่มีประโยชน์อะไร

"เอ้า ถึงคราวข้าบุกบ้างละนะ"

พริบตาเดียวอัลคาเชลก็ไปโผล่ด้านหลังอุซโซ ด้วยสัญชาติญาณทำให้อุซโซเอามือปิดป้องรูตรูดไว้ทันที

ผัวะ! อ๊าง~ (เสียงตบเกย์) หลังตบกบาลไปหนึ่งทีอัลคาเชลก็ถอยกรูดออกมาเพราะเสียอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก -*-

"ได้เวลาปิดฉากกันจริงๆแล้วละมั้ง เวลาจงหยุด!"

-วูบ-

ฉากรอบด้านเปลี่ยนเป็นขาวดำ เวลารอบตัวอัลคาเชลหยุดเดินลง

"นี่คือโลกที่ทุกอย่างหยุดนิ่ง มีเพียงข้าคนเดียวที่สามารถเคลื่อนไหวในโลกที่ถูกหยุดเวลานี้ได้! หึหึฮ่าๆๆๆ ดูเอาสิ! ไม่ว่าจะเก่งกาจขนาดไหน ไม่ว่าจะมาจากโลกไหน พวกแกก็ไม่มีทางหลุดพ้นจากกาลเวลาไปได้!!" อัลคาเชลเข้าประชิดอุซโซที่ไม่ไหวติง "ตอนนี้แกไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าข้าอยู่ตรงหน้านี่แล้ว! หลังรู้รสชาติของความพ่ายแพ้อย่างไร้ทางตอบโต้แล้วก็ออกจากเกมไปตลอดกาลซะ!!!"


ตูม!!!


............

"นี่มันอะไรกัน?" อัลคาเชลยืนดูเกราะหน้าท้องตัวเองที่โดนอุซโซยิงสวนจนกระจุย "มันสวนมาได้ไงกัน!?! หรือเราประมาทมากเกินไป เวลาที่หยุดไว้เลยหมดลงเสียก่อน?"

อุซโซยิงเข้ามาอีกรอบ แต่อัลคาเชลปัดออกไปได้เหมือนเช่นเคยก่อนจะกระโดดขึ้นไปตั้งหลักบนยอดซากเสาของเกรทไชรน์

"จริงอย่างที่พี่แรทเซลบอกจริงๆ ....เนตรแห่งความตายที่แท้จริงทำลายได้ทุกอย่าง"

ซากเสาพังครืนลงมาทำเอาอัลคาเชลที่ไม่ทันตั้งตัวหัวทิ่มดิน

"เนตรแห่งความตาย.... มีของแบบนั้นอยู่ในมิตินี้ด้วยเรอะ?!"

อัลคาเชลกระโดดสูงสุดแรง พุ่งขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ ชาร์จพลังเตรียมยิงถล่มทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง "งั้นยิ่งต้องรีบทำลายพวกแกให้จบสิ้นไปอย่างเร็วซะแล้ว ....ไม่แน่นะ จุดจบแห่งห้วงมิติที่พวกเราตามหากันอาจจะเป็นแกก็ได้...."

เมฆหมอกหนาทึบทำให้อุซโซมองตัวของอัลคาเชลไม่เห็น ...เพื่อหยุดการโจมตีครั้งนี้อุซโซจึงยิงขึ้นไปบนท้องฟ้า.....


"ยิงอะไรของแกวะ? คิดว่ายิงส่งเดชแล้วจะโดนรึไง?"


เปรี๊ยะ..........


"?"

เพล้ง!!


เสียงท้องฟ้าแตกกระจายเหมือนเศษกระจก เมื่อเห็นร่างของอัลคาเชลชัดเจนอุซโซจึงยิงใส่เต็มๆ "อั่ก!" อัลคาเชลตกกลับมายังพื้นโลก

"มันทำลาย ......มันทำลายท้องฟ้า!! บ้าไปแล้ว!!! นี่มันเกินขอบเขตของเนตรแห่งความตายไปไกลลิบแล้วนะเนี่ย!!!"


อายะเริ่มอธิบาย "เนตรแห่งความตาย (Eyes of Death Perception) มองเห็นและทำลายได้เฉพาะจุดดับของชีวิต แต่อุซโซมีเนตรที่เหนือกว่านั้น..."

  • เนตรสวรรค์ (Eyes of Celestial Beings) เนตรที่มองเห็นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
  • เนตรแห่งมิคสัญญี (Eyes of The World's End) เนตรที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่มองเห็นได้

"ด้วยพลังทั้งสองนี้ทำให้อุซโซสามารถทำลายได้หมดทุกสิ่งเท่าที่มีอยู่ใน wire world .....ไม่มีความสามารถไหนจะต่อต้านเขาได้อีกแล้ว!"

"อ่า เป็นอะไรมากรึเปล่าฮะเจ๊อายะ? จู่ๆก็พล่ามบทบรรยายอะไรแปลกๆขึ้นมา" ซุยโคแอสไลฟ์ที่อยู่ด้วยกันเห็นอายะลุกขึ้นมาพล่ามไม่มีปี่มีขลุ่ยก็สงสัย

"แอดมินต้องทำหน้าที่อรรถาธิบายค่ะ -*- ไม่ต้องมาสนใจหรอก ตั้งหน้าตั้งตาเฝ้าโมกุริกันต่อไปไป๊"


--Shiryu 21:07, 6 มกราคม 2009 (ICT)


ตัดกลับมาด้านอุซโซที่กำลังใช้โคตรเนตรไล่ต้อนสุดยอดของวาก้าบอนด์อยู่

"ที่จริงด้วยพลังของเนตรนั่นแค่หาตำแหน่งข้าบนท้องฟ้าน่ะมันง่ายซะยิ่งกว่าปอกกล้วย ทำลายท้องฟ้าโชว์พาวเรอะเอ็งน่ะ..."

เมื่ออัลคาเชลล่วงรู้ถึงความสามารถที่แท้จริงอันน่าหวาดหวั่นแล้วก็ตัดสินใจจัดการขั้นเด็ดขาดทันที

"เวลาจงหยุด!!"

-ฟุ่บ-

อัลคาเชลเคลื่อนเข้าหาอุซโซทันที โดยไม่เสียเวลายืนโม้แบบหนก่อน หากเวลาที่หยุดได้เพียง 10 วินาทีนี้หมดลงและอุซโซเคลื่อนไหวได้อีกเพียงนิดเดียวเขาอาจจะแพ้ไปเลยก็ได้

อัลคาเชลง้างหมัดพุ่งเข้าใส่ท้องน้อยอุซโซด้วยความเร็วสูง "ลาก่อน ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดตลอดชีวิตข้า!!"


ตูม!!!


อัลคาเชลโดนอุซโซอัดลูกพลังสวนเข้าเต็มๆอีกรอบทั้งที่เขากำลังหยุดเวลาอยู่ ไม่ผิดกับหนก่อน

"อะไรฟะเนี่ย?! ไม่ใช่ว่าเวลาที่หยุดได้หมดลง! แต่มันเคลื่อนไหวในโลกที่หยุดเวลาของเราได้จริงๆเรอะเนี่ย!!!"


"ก็ฉันมองเห็น"

"?"

"จุดดับของกาลเวลา ฉันมองเห็นจุดดับของกาลเวลา แล้วก็ทำลายมันออกมา"


..................


อัลคาเชลสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น คนที่อยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้ทำลายได้แม้แต่กาลเวลา "หลังจากโมกุริ ก็ไม่คิดว่าจะมีความสามารถที่ไร้ผู้ต่อต้านแบบนี้อีก.... ขอบคุณพระเจ้า นี่มันน่าสนุกสุดๆเลยไม่ใช่เหรอ?"

พออุซโซเห็นเลือดนักรบของอัลคาเชลกำลังเดือดพล่านแล้วก็ผิดคาด ปกติเวลาพระเอกโชว์อะไรเทพๆศัตรูจะต้องตะลึงหงอแล้วโดนกระทืบจนแพ้ แต่พอหนนี้ไม่เป็นแบบนั้น เขาก็ตัดสินใจรีบปิดฉาก ยิงบอลพลังงานเข้าจุดดับของอัลคาเชลทันที

เปรี้ยง!

อัลคาเชลตบออกมาได้

"หะ? มันป้องกันจุดดับได้!" เพิ่งเป็นครั้งแรกที่การโจมตีเข้าจุดดับอันเลื่องลือไร้ผล

"แค่ฝึกประสาทให้ตอบสนองไวเท่าแสงต่อให้โจมตีเข้าจุดดับก็ตอบโต้ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า"


ท่าไม้ตายของทั้งสองต่างใช้กันไม่ได้คราวนี้ก็เหลือแค่พลังพื้นฐานล้วนๆ ถ้าอัดกันซื่อๆอุซโซรู้ดีว่าไม่มีทางชนะไอ้คนที่บ้าพลังที่สุดในกลุ่มวาก้าบอนด์ล้านเปอร์เซนต์ เขาจึงงัดท่าไม้ตายที่แอบไปฝึกออกมาใช้

"ผนึกชีพจรจักรพรรดิ"


ปึ้ก ปึ้ก ปึ้ก ปึ้ก ปึ้ก


อุซโซฉวยจังหวะที่อัลคาเชลเปิดช่องโหว่เพียงเสี้ยววินาทีพุ่งเข้ากระแทกหัวใจอัลคาเชลตรงเป้าห้าครั้งรวด

"เทคนิคเดียวกับที่พี่แรทเซลใช้หยุดหัวใจข้าตอนสงครามฝนเลือด ต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหนก็ไม่มีทางฝึกอวัยวะภายในให้รับท่านี้ได้หรอก"

แต่อัลคาเชลไม่ยอมล้มลงไป "หึ!"

พอสังเกตดูดีๆพลังที่อุซโซอัดลงไปกำลังปะทุอยู่บนหน้าอกซ้าย ไม่ได้ผ่านลงไปยังหัวใจโดยตรง แล้วอัลคาเชลก็เบ่งสลัดประจุพลังกระเด็นออกไปอย่างง่ายดาย

"ฮ่า!!!"

"ม...แม่จ๋า ~ เอาหนูมาสู้กับเคนชิโร่เหรอฮะเนี่ย *-*" อุซโซกลับมาเจี๋ยมเจี้ยมอีกหน ศัตรูหนนี้เก่งโคตรเก่งแบบไม่รู้จะเก่งไปถึงไหน


ผัวะ บึ้ก บึ้ก ผัวะ ชัวะ ผัวะ ผัวะ ผัวะ ฉูด เฟี้ยว ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม


อุซโซและอัลคาเชลวิ่งเข้าไปแลกหมัดกันต่อ ทั้งสองคนต่างทิ้งความสามารถสุดยอดมาตีกันแบบมวยวัดแล้วก็โดนอัดเข้าจุดสำคัญบาดเจ็บหนักทั้งคู่ แต่ด้านพลังโจมตีและพลังชีวิตอัลคาเชลเหนือกว่ามากมายมหาศาลทำให้อุซโซตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

"อูย...."

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..................ตาย"


ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!


"สวะ! สวะ! สวะ! สวะ! สวะ! สวะ! สวะ! สวะ! สวะ!"


ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!


"ถึงจะมีความสามารถที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน ถ้าอยู่ต่อหน้าข้าก็ตกล้วนแต่ไร้ค่า!"


ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!


"ที่เดียวที่แกควรอยู่คือนรก! สิ่งเดียวที่แกคู่ควรคือความตายอันน่าสมเพช! ตายซะ! ตาย! ตาย! ตาย! ตาย! ตาย!"


ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!


อุซโซโดนรัวหมัดกระเด็นกระแทกกับกองซากเกรทไชรน์จนซากปรักหักพังลอยกระจายไปตกทั่วโลก เกิดเป็นซากซินดาร์มากมายที่เห็นกันในยุคปัจจุบัน (ไอ้โม้)


ขณะอัลคาเชลเตรียมฉลองชัยชนะ เกราะแขนของเขาก็แตกออกทั้งสองข้าง "เฮ้ย!"

"ข้ามองจุดดับของเกราะนั่นแล้วก็ทำลายมันทิ้ง เท่านี้พลังโจมตีจะได้สูสีกันหน่อยละ" อุซโซมุดออกจากซากปรักหักพังมาอธิบายทั้งๆที่บาดเจ็บปางตายเลือดพุ่งออกจากทวารทั้งห้า

"เกราะแขนเรอะ? แกคิดว่าพลังโจมตีมหาศาลของข้านี่เป็นเพราะเกราะแขนอย่างนั้นเรอะ?!" แล้วอัลคาเชลก็เร่งพลังขึ้นมาเต็มที่ยิ่งกว่าหนก่อนๆหลายร้อยหลายพันเท่า


"ย้ากกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!"


"พลังห่าอะไรของมันว้าาาาา!!!!!"



ครืนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน...!


อัลคาเชลระเบิดพลังชีวิตออกมาทั้งหมดแบบไม่คิดจะกั๊กไว้สู้กับคนอื่นต่อแล้ว พลังมหาศาลนี้ถึงกับทำให้โลกทั้งโลกสั่นสะเทือน พลังระเบิดครอบทั่วบริเวณราวกับอัลติม่าหลายร้อยลูก สลายทุกสิ่งทุกอย่างกินวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

อุซโซต้องรีบจัดการอัลคาเชลให้ได้ก่อนที่คลื่นพลังจะขยายมากลืนร่างของเขาเข้าไป แต่ม่านพลังที่ขยายออกมาเรื่อยๆป้องกันการโจมตีทุกประเภท แม้จะยิงลูกพลังใส่กี่ลูกก็ฝ่าคลื่นพลังรุนแรงของอัลคาเชลไม่ได้

"ฮึ่ม.... ต้องใช้พลังที่มีความหนาแน่นพลังสูงกว่าคลื่นพลังของเจ้านั่นเท่านั้น ....เรามีท่าโจมตีแบบนั้นหรือเปล่านะ...?..."


อุซโซอ้อนวอนต่อบร๊ะผู้เป็นเจ้า โดยสาบานว่าหากบร๊ะเจ้าเมตตาช่วยเหลือเขาจะยอมเป็นลูกน้องของไก่กบฎตัวเหลืองๆในโลกหน้า แล้วบร๊ะเจ้าก็เห็นแก่ความตั้งใจจึงมอบพลังเนตรสุดท้ายให้อุซโซใช้



...เนตรเลเซอร์ (เฮ้ยๆ เอาจริงดิ?)

~ปี๊ด!

ตูม!! "อ๊าก!!" แสงเลเซอร์ที่ยิงออกจากตาอุซโซมีความหนาแน่นสูงพอที่จะฝ่าคลื่นพลังของอัลคาเชล แถมแรงอีกต่างหาก (นัดละ 9999 DMG)

ปี๊ด!

"โอ๊ก!!"

ปี๊ดๆๆ~

"เอ๋งๆๆ .....แหงก!"


อัลคาเชลโดนอุซโซปล่อยเลเซอร์จากตายิงจนมอดไหม้ นอนเกรียมหอมฉุย ควันขึ้นตุ่ยๆ พ่ายแพ้ไปในที่สุด เป็นการต่อสู้สุดโหดที่จบลงอย่างสุดห่วย


--Shiryu 00:46, 9 มกราคม 2009 (ICT)


หลังจากพ่ายแพ้อัลคาเชลก็เริ่มพูดบทพูดก่อนตายตามสไตล์ตัวโกงซุยทั้งหลาย

"บัดซบจริง! พวกเราเดินทางมาหลายมิติ ไม่คิดว่าจุดสิ้นสุดการเดินทางของข้าจะเป็นที่โลกซุยโคยูนิเวิร์สแห่งนี้"

อัลคาเชลมาจากมิติแห่งวีรบุรุษ สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกับวาก้าบอนด์คือเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของโลกทั้งหมดใน wire world

"แล้วไงฟะ? คนจากมิติอื่นมีสิทธิ์อะไรมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพวกเรา วางใจแล้วปล่อยให้พวกเราจัดการเรื่องของเราเองเถอะน่า"

"ชีริวเคยเป็นสาวกสายเลือดแท้มาก่อน....."

"สาวกสายเลือดแท้?" อุซโซนั่งนึกอยู่สักพักว่ามันคืออะไร แล้วระบบความจำปลาทอง RAM 8 MB ของเขาก็ประมวลผลออกมา "เฮ้ย!! อะโพสตัล เวอดาเดโร่ ...ไอ้พวกเก่งมหากาฬของจักรวรรดิระดับเดียวกับราทาทอสก์เนี่ยน้า?!! ตูต้องสู้กับไอ้ตัวแบบนั้นเหรอฟะ!! Give Up!! บร๊ะแม่เล็คนาร์ทคร้าบ ผมขอออกจากเกม!!!"

"(นี่ตูแพ้ไอ้คนแบบนี้เหรอฟะเนี่ย?) วางใจได้ ตอนนี้พลังของเจ้านั่นเหลือไม่เท่าแต่ก่อนแล้ว ชีริวสละสิทธิ์ความเป็นสาวกเพื่อออกเดินทางกับวาก้าบอนด์"

"?"

" โมกุริเกิดที่มิติแห่งนิทาน......โลกของเธอมีลักษณะเป็นหลายโลกเชื่อมต่อกันคล้ายๆจักรวรรดิ แต่กลไกของมิตินิทานเหมือนกับโลกซุยโคยูนิเวิร์สราวกับแกะ"


และมิติแห่งนิทานนั้นแตกสลายไปแล้ว

ย้อนความไปยุคก่อนซุยโคยูนิเวิร์สจะกำเนิดขึ้น....


ชีริวกำลังลาดตระเวนอยู่บนอวกาศเหนือที่ตั้งของจักรวรรดิ พบวัตถุแปลกปลอมกำลังเคลื่อนเข้าใกล้จักรวรรดิเข้ามาเรื่อยๆ


เป็นเด็กผู้หญิงเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ข้อมือและข้อเท้าทั้งสี่มีโซ่เส้นยักษ์ล่ามอยู่


"จะไปไหนจ๊ะ? หนูน้อย"

"เดินทางออกหาวิธีชุบชีวิตดวงดาว.... ใน wire world แห่งนี้ต้องมีสักที่ๆสามารถมอบชีวิตให้ดวงดาวได้แน่ๆ"

"แล้วเจอมั่งมะ? เสียใจด้วยนะ เรื่องแบบนั้นแม้แต่จักรวรรดิของเราก็ทำไม่ได้"

"ฉันออกเดินทางมาหลายร้อยปีแล้ว และก็จะเดินทางตามหาต่อไป ต่อไป ต่อไป ต่อไป และต่อไป..."

ชีริวมองตามโซ่ที่ล่ามเด็กน้อยอยู่ ก็พบว่ามันคล้องมัดซากของดวงดาวอยู่สี่ดวง เด็กคนนี้ลากดวงดาวที่ตายแล้วออกพเนจรในจักรวาลมานานแสนนาน

"ดาวพวกนั้น...."

"สิ่งที่เคยเป็นโลกแห่งนิทาน บ้านเกิดที่ฉันรัก"

"ซากดวงดาวที่ตายแล้วพวกเนี้ยเหรอ คือโลกแห่งนิทานที่ตำนานว่ากันว่าสวยงามที่สุดในมิตินับล้าน?"

"มันแตกสลาย เพราะกลไกที่เลวร้ายของโลกแห่งนี้ แม้ทุกคนจะทุ่มเทพลังหมดทั้งชีวิตเพื่อปกป้องมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้"

"เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะ (ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก) ยังไงก็ไม่มีทางช่วยมิตินั้นได้แล้วก็มาอยู่กับพวกเราสิ จักรวรรดินี้ใหญ่โตมากนะ ไม่มีทางแตกสลายง่ายๆหรอก เราจะรวมโลกทั้งหมดใน wire world เข้าด้วยกันแล้วสร้างโลกในอุดมคติขึ้นมา"

"สั่งสมกำลังสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นมาทั้งที่มองไม่เห็นอนาคต พวกจักรวรรดิช่างโง่เขลานัก สุดท้ายทุกอย่างที่สร้างไว้ก็จะสูญเปล่า"

"...................."


เด็กคนนี้คือโมกุริที่เดินทางจากบ้านเกิดมาไกลแสนไกล ชีริวเริ่มสนใจสิ่งที่เด็กคนนี้ได้รู้ได้เห็นมา หลังการพูดคุยที่ยาวนานกว่า 100 ชม.แลกเปลี่ยนความรู้ความทรงจำของสองสิ่งมีชีวิตที่อายุไขรวมกันมากกว่า 2000 ปี (แก่หวะ) ชีริวได้ให้โมกุริใช้ golden passport พาตนเองเดินทางไปดูอนาคตของมิติต่างๆ


แล้วเขาก็รู้ความจริงว่ามิติบางประเภทมีชะตากรรมที่จะต้องพบจุดจบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นโลกที่ขาดความสมดุล, โลกที่รอวันที่จะถูกดูดกลืนโดยโลกข้างเคียง, โลกที่มีกลไกที่จะพาตนเองไปสู่จุดจบ, และอื่นๆอีกมากมาย...

"แต่ทุกคนบนโลกเหล่านั้นก็พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องมัน สุดท้ายพอความว่างเปล่ามาถึงไม่ว่าจะมีกำลังมากมายขนาดไหนก็ไม่อาจทำอะไรได้" ชีริวสรุปสิ่งที่เห็นออกมาอย่างไร้ความหวัง

โมกุริเสริม "แล้วพอมองย้อนไปถึงความตั้งใจที่สูญเปล่าของพวกเขาเหล่านั้นแล้วมันก็ยิ่งน่าเศร้า"

ชีริวคิดอยู่พักหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจบางอย่าง


...................


"จะเดินทางออกจากจักรวรรดิเหรอ?" ราเทนเซอร์ถามขึ้น

"ข้าเบื่อที่จะอยู่แต่ในจักรวรรดิแบบนี้แล้ว ไกอามีคนเยอะเกินไป ข้าจะเดินทางไปกับโมกุริและรวบรวมพวกคนพเนจรที่สูญเสียบ้านเกิดที่น่าจะเข้าใจสิ่งที่พวกเรากำลังมองอยู่"

"-*- ถ้าออกจากจักรวรรดิจะเสียพลังของสาวกสายเลือดแท้ .....ชีวิตอมตะกับพลังรบไร้ขอบเขตนี่หาจากโลกไหนไม่ได้แล้วนะ!"

"มองเอาเถอะเรย์จัง โลกอื่นๆที่แตกสลายไปแล้วบางที่ก็เคยมีกำลังเข้มแข็งยิ่งกว่าพวกเราเสียด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้"

"แต่ตอนนี้พวกเราก็มีความสุขกันดีอยู่แล้ว ทำไมต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเรื่องที่มันไกลตัวออกไปขนาดนั้นด้วยล่ะ?!"

"พวกเรามองกันแต่ความสุขที่อยู่เบื้องหน้าไม่เคยคิดถึงวันพรุ่งนี้ เพราะเคยผ่านมรสุมอุปสรรคมานานัปการเลยคิดว่าจะอยู่กันแบบนี้ได้ชั่วฟ้าดินสลาย แต่จักรวาลนี้ไม่ปราณีขนาดนั้นหรอกนะ"

"นายก็มองแต่อนาคตมากเกินไป จนบางทีอาจจะลืมไปแล้วว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือปัจจุบันที่อยู่ข้างหน้านี่ การทุ่มกำลังต่อสู้กับสิ่งที่ไม่รู้แม้กระทั่งตัวจริงของมันมีแต่จะสูญเปล่า"

พอการสนทนาทำท่าว่าจะไม่สิ้นสุดลงง่ายๆชีริวก็ตัดบทออกไปดื้อๆ

"ถ้าถึงคราวที่จะต้องทำลายมิติแกร่งๆขึ้นมาเราอาจจะได้ร่วมมือกันอีกก็ได้นะ"

ราเทนเซอร์หันหลังเดินจากไปแบบไม่สนใจ

"พวกที่สร้างแต่ความชิงชัง ต่อให้ทำเพื่ออนาคตยังไงก็มีแต่จะต้องถูกสาป ...จะไปตายที่ไหนก็ไปซะ"


หลังวาก้าบอนด์กำเนิดขึ้น พวกเขาออกเดินทางทำลายห้วงมิติตามจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไปในตัวสมาชิก ไม่ว่าจะเพื่อปลดปล่อยมิติแห่งนั้น, หาเบาะแสฟื้นฟูโลกของตนเอง, ชิงไอเท็มที่ไม่มีในโลกไหนมาก่อน, หาเงินทุนไปเปิดห้องกบฏ ฯลฯ วาก้าบอนด์ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกไร้บ้านเกิด ไม่มีโลกของตัวเองจะต้องปกป้องแล้วยังนำความพินาศไปยังโลกอื่นไม่รู้จักจบสิ้น จนในที่สุดพวกเขาก็กำลังจะมาถึงจุดจบของตนเองในโลกแห่งนี้แล้ว....



"จริงอย่างที่จักรวรรดิพูดไว้จริงๆ จะวาดเป้าหมายสวยงามยังไงพวกเราก็เป็นได้แค่พวกเด็กที่ถูกสาป" อัลคาเชลเล่าเรื่องมาย้าวยาวก็ยังไม่หมดลมไปซะทีทั้งที่ไฟยังลุกพรึ่บๆอยู่บนพุง

"แล้ว........"

"ตอนนี้พวกเราเหลือไม่ถึงครึ่ง...." อุซโซยังไม่ทันได้พูดก็โดนอัลคาเชลตัดบทขโมยซีนอีกหน คาดว่าเจ้าตัวคงรู้ดีว่าพูดประโยคสุดท้ายจบเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น (ตามสไตล์ซุย)

"ไซเลนท์กับมิโคโตะถูกพวกแกกำจัดไปแล้ว เยอร์โน่ก็ตายในการต่อสู้กับพระผู้ปลดปล่อยทมิฬ"

"หา? เยอร์โน่ก็ตายแล้วเหรอ?"

แล้วอัลคาเชลก็เล่าถึงตอนที่พวกเขาต่อสู้กับดาร์คเมสชีอะห์ที่คาเลเรีย (หาเรื่องมาเล่าไปเรื่อยๆชัดๆ!)


ชีริว, อัลคาเชล, แบล็คเรน และเยอร์โน่กำลังเผชิญศึกหนักกับดาร์คเมชชีอะห์ที่มีพลังมากมายมหาศาลขนาดที่ออร่าของมันบิดเบือนมิติไปทั่วทั้งโลก

"เกราะอัลทาร์ของมันดูดซับพลังมาจากโลกแห่งนี้ ไม่ว่าจะโจมตีไปเท่าไหร่ๆมันก็คืนสภาพได้....." ชีริวที่อัดพลังเข้าไปรวมหลายล้าน DMG ก็ยังไม่เป็นผลเริ่มสิ้นหวัง หันไปใช้สกิลโฟโต้ชอปทำ sig สิ้นหวังออกมาอีกชุด "สิ้นหวังแล้ว! สิ้นหวังกับไอ้พวกสมาชิกผีที่เก่งฉิบหายในภาคนี้แล้ว!"

"ยังมีหนทางอยู่...." เยอร์โน่ที่อ่านตำรามาทุกแขนงเริ่มอ่านเกม "นั่นคือการโจมตีที่ลดพลังชีวิตมากเกินกว่าที่มันจะสูบพลังมาทดแทนได้ทัน ....เราจะต้องใช้การโจมตีที่สร้างความเสียหายมหาศาลในฮิตเดียว!!"

แล้วชีริวก็เริ่มใช้ Sage's Eyes ดูอัตราการฟื้นพลังของพระเจ้าแล้วคำนวณพลังโจมตีที่ต้องใช้ออกมา

"เป็นไงมั่ง?" แบล็คเรนถามขึ้น

"เราจะต้องอัดมันให้หนักกว่า 69999 DMG ในการโจมตีเดียว...."

พอได้ยินแบบนั้นความหวังที่เคยมีก็ร่อยหรอลงไปอีกหน แม้แต่อัลคาเชลที่อัดหนักที่สุดในกลุ่มก็โจมตีแรงขนาดนั้นไม่ได้

"ข้าโจมตีหนักที่สุดก็ไม่เกินสองหมื่น ....แกมีสกิลอะไรให้พลังโจมตีมากกว่านี้ไหมชีริว?"

ชีริวส่ายหัวด่อกแด่ก

"มีสิครับ อีกาวิญญาณนั่นไง" เยอร์โน่พูดขึ้น แต่ก็ถูกชีริวค้านหัวชนฝา

"ถ้าเป็นสกิลนั่นจะอัดสักกี่ล้านก็ได้ถ้าพลังวิญญาณมากพอ ....แต่เราจะต้องมีวิญญาณที่เพิ่งตายใหม่ๆ ไม่งั้นก็ใช้ท่านี้ไม่ได้!"

"วิญญาณวาก้าบอนด์หนึ่งดวงน่าจะมากเกินพอแล้วหละ ฝากที่เหลือด้วยนะครับทุกท่าน"

"!!"

เยอร์โน่ระเบิดตัวเองทันทีแบบที่คนอื่นไม่ทันได้ตั้งตัว ชีริวไม่มีทางเลือก เขารีบเรียกอีกานรกออกมาสูบวิญญาณของเยอร์โน่เข้าไปทันทีไม่ให้เพื่อนต้องตายเปล่า

"บัดซบจริงๆ ....การต่อสู้ในมิตินี้บัดซบที่สุด!"

กระสุนเพลิงวิญญาณระเบิดขึ้นสลายเกราะของพระเจ้าสีดำแหลกสลายไปในพริบตา แล้วดาร์คเมชชีอะห์ก็ถูกห้วงแสงขนาดมหึมาราวกับดวงอาทิตย์ดูดกลืนเข้าไป การต่อสู้จบลงทันที เป็นศึกหนักที่สุดเท่าที่วาก้าบอนด์เผชิญมาและพวกอุซโซไม่เคยได้รับรู้มาก่อน


......



"แบบนี้ก็เหลือแค่แบล็คเรน, ชีริว แล้วก็โมกุริสินะ... "

"ทั้งที่ทำลายมาหลายสิบมิติ แต่กลับต้องมาจบลงที่นี่ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะพวกเราเองก็มองที่นี่เป็นบ้านไปแล้วละมั้ง"

"หมายความว่าไง?"

แล้วอัลคาเชลก็เล่าถึงตอนที่แบล็คเรนฝังไซเลนท์ลงที่สนามรบของเอาท์แลนด์ (เอ่อ ชักเล่าเยอะไปแล้วนะพี่)


"ถ้าเป็นโลกที่เราได้หลับอยู่ตลอดไปแล้วละก็.... บางทีอาจจะเรียกที่นี่ว่าบ้านของเราได้นะ"

"เราไม่จำเป็นต้องมีบ้าน ยิ่งผูกพันมากพอเสียไปก็ยิ่งทุกข์ทรมาน หน้าที่ของเราก็แค่ปลดปล่อยพวกมิติต้องสาปพวกนี้เท่านั้นเอง" โมกุริแย้งขึ้นแล้วออกเดินทางล่วงหน้าไปยังกราสแลนด์ต่อไป


อัลคาเชลสนับสนุน "ถูกอย่างที่โมกุริพูดนั่นแหละ วาก้าบอนด์ก็คือคนพเนจร ไม่มีโลกไหนที่เราจะอยู่ได้ตลอดไปหรอกนะ"

"ข้าก็ชอบโลกนี้นะ" ชีริวพูดขึ้น "ตลอดมาหลังจากเอาชนะศัตรูแล้วข้าจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างของมันมา รวมทั้งความทรงจำด้วย ....แต่ละคนที่อยู่ที่นี่มีภาพความทรงจำที่อบอุ่นแบบที่ข้าไม่เคยพบที่โลกไหนมาก่อน ซุยโคยูนิเวิร์สแห่งนี้มีอะไรพิเศษไปกว่าที่อื่น"

"แล้วไง ...คิดจะอยู่ที่นี่เรอะ? โลกเดิมแกเป็นสาวกสายเลือดแท้ แต่ถ้าอยู่ที่นี่แกเป็นได้แค่กบฏ"

"กบฏเหรอ? ทำไมต้องกบฏล่ะ? ข้าจะเป็นสาวกซุยสายเลือดแท้ ฮ่าๆๆๆ"

"ตามใจแกเหอะงั้น"

"เลิกพูดเล่นกันได้แล้ว -*- งานของเราคือทำลายมิตินี้ ไม่ใช่ยึดมาอยู่อาศัยนะครับ" เยอร์โน่เก็บข้าวของแล้วพาพวกเด็กนรกออกเดินทางตามโมกุริไป



".................." อุซโซพูดอะไรไม่ออก เพราะเขาเองก็รู้แบบเดียวกับที่พวกอัลคาเชลรู้ "แล้วอย่างนี้ทำไมยังคิดทำลายโลกแห่งนี้อยู่อีกล่ะ?"

"ถึงมันจะสวยงามยังไงแต่ความจริงที่โลกนี้จะต้องพบจุดจบก็ยังคงเป็นความจริง ยิ่งสวยงามยามที่มันดับสลายไปแล้วจะยิ่งกลายเป็นความทรงจำที่น่าเศร้า"

แล้วอัลคาเชลก็เล่าเรื่องโลกของโมกุริ..... (พี่ครับ พี่กะจะเล่าจบในชาตินี้มั้ยครับพี่?)




แต่อุซโซกด skip ไปซะก่อน บ่นก่อนตายยาวมากไปแล้ว คนอ่านขี้เกียจอ่าน

หลัง skip ฉากไปอัลคาเชลก็ขาดใจตายทันที ^^

"แหงก!"


เอ้า ตัดกลับไปดูการต่อสู้ที่ปราสาทจักราศีต่อดีกว่า เฮๆ~


TO BE CONTINUED>>