Gensui4 Novel-1-05
จาก SuikoFriendWiki, สารานุกรมฟรี
5-1
ลาสโลลืมตาขึ้น มีอะไรกำลังดึงนิ้วของเขาอยู่
แก้มของเขาแตะกับบางอย่างที่หยาบๆ ลาสโลกะพริบตาถี่
สิ่งที่หยาบๆ นั้นก็คือทรายนั่นเอง เขากำลังนอนอยู่บนชายหาด ส่วนที่กำลังดึงนิ้วของเขาอยู่ก็คือปูตัวน้อย เมื่อเขาเงยร่างขึ้น เจ้าปูก็รีบหนีไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งแก้ม ทั้งผม ทั้งเสื้อผ้า เต็มไปด้วยทราย ลาสโลปัดทรายที่ติดอยู่ออก แล้วหันมองไปรอบๆ
ตะวันลอยสูง ชายหาดที่ต้องแสงแดด เปล่งประกายสีขาวบริสุทธิ์ ซากเรือเนรเทศถูกซัดขึ้นมาเกยอยู่ใกล้ๆ กันนั้นเอง เมื่อได้เห็นซากเรือ ในที่สุดสติของลาสโลก็กระจ่างชัด หลังจากที่ปราบวอเตอร์ดราก้อนได้ พวกเขาก็ถูกคลื่นขนาดใหญ่ซัดกลบแล้วก็หมดสติไป ดูเหมือนจะยังโชคดีที่ลอยมาเกยหาดของเกาะไหนสักเกาะได้
ลาสโลมองหาร่างของเพื่อนๆ ทั้งสามคนนอนล้มอยู่ในบริเวณที่ไม่ห่างออกไปมากนัก ลาสโลวิ่งเข้าไปตรวจดูอาการ ทั้งสามต่างก็หมดสติอยู่ แต่ลมหายใจนั้นเป็นปกติดี ยังไงก็โล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง
ทัลตื่นขึ้นก่อน เขาส่งเสียงครางพลางเอามือกุมศีรษะแล้วมองไปรอบๆ ด้าน เมื่อสังเกตเห็นลาสโล ทัลก็กะพริบตา
“ลาสโล ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?”
“ไม่รู้เหมือนกัน ดูเหมือนเราจะถูกซัดมาติดเกาะที่ไหนสักแห่งน่ะ”
“จูเอลกับชิปปุล่ะ?”
“อยู่ที่นี่ทั้งสองคน”
จูเอลกับชิปปุต่างก็ค่อยๆ ฟื้นขึ้น ยังไงก็ตามแต่ ทุกคนต่างก็ยินดีที่รอดชีวิตมาได้ แล้วก็ลองออกสำรวจเกาะ
ทั้งสี่เดินไปรอบๆ ด้วยกัน แล้วก็ทราบว่านี่เป็นเกาะเล็กๆ ขนาดที่ว่าถ้ามีเวลาสักหนึ่งชั่วโมงก็คงจะเดินวนได้รอบ รอบนอกนั้นเป็นชาดหาดหายต่อเนื่องกัน ส่วนกลางเกาะเป็นเนินสูงซึ่งถูกปกคลุมด้วยแมกไม้ แน่นอนว่าอย่าว่าแต่บ้านเรือน พวกเขาไม่พบร่องรอยที่จะบ่งบอกว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อการสำรวจเสร็จสิ้น ทั้งสี่ก็กลับมายังจุดเดิม แล้วนั่งล้อมวงกัน
“ที่นี่เป็นเกาะร้างสินะ”
คำพูดของจูเอล ทำให้ทุกคนหันมองหน้ากันอย่างเสียไม่ได้ แล้วลาสโลจึงเอ่ยขึ้น
“มีแต่ต้องออกจากที่นี่ให้ได้ล่ะ”
“อื้อ แต่จะทำยังไงล่ะ”
ทั้งสี่ต่างก็ทอดสายตาไปยังเรือเนรเทศที่ถูกซัดขึ้นมาเกยพร้อมๆ กัน ลำเรือนั้นได้รับความเสียหายอย่างมาก
“ไอ้นั่น.... คงจะใช้ไม่ได้แล้วล่ะมั้งนะ....?”
“ไม่หรอก โครงสร้างหลักยังเหลืออยู่เลย ถ้าซ่อมซะก็นั่งได้ล่ะ”
“ถึงบอกซ่อมได้ก็เถอะ.... เครื่องมือช่างไม้เราก็ไม่มีนะ”
“ไม่ต้องมีของหรูๆ อย่างนั้นหรอกน่า เรามีดาบอยู่ แล้วที่นี่ก็มีไม้เพียบอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ ส่วนเชือกก็เอาเถาวัลย์มาฟั่นทำก็ได้”
ทัลนั้นพึ่งพาเป็นอย่างมากในเวลาเช่นนี้ แล้วพวกเขาก็แบ่งหน้าที่กันไปรวบรวมวัสดุอย่างรวดเร็ว
ลาสโลรวบรวมเถาวัลย์ที่ดูท่าทางแข็งแรง แล้วขนไปไว้ที่ชายหาด จูเอลกับทัลก็รวบรวมผลปาล์มกับเศษไม้มา ส่วนชิปปุก็ทำหน้าที่ดูแลด้านอาหารโดยไปรวบรวมของที่น่าจะรับประทานได้เช่นลูกไม้หรือปลามา
ระหว่างที่เดินหาวัสดุที่ต้องการ ลาสโลก็ลองแอบชะโงกหน้ามองเข้าไปในปากถ้ำที่บริเวณชายหาด ตอนที่เดินสำรวจเกาะด้วยกันกับทุกคน เขาก็สังเกตเห็นถ้ำนี้เช่นกัน ทว่าไม่ได้ลองเดินเข้าไปถึงด้านใน
ในนั้นมีอะไรที่น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่านะ เมื่อถูกความอยากรู้อยากเห็นกระตุ้น ในที่สุดลาสโลก็ก้าวเท้าเข้าไปภายใน ทางใต้ดินเพดานสูงทอดยาวต่อเนื่องเข้าไปเรื่อยๆ มอสเรืองแสงขึ้นอยู่ทั่วไป จึงไม่มีอุปสรรคในการมองเห็น
คงใช้หลบแดดหลบฝนได้สบาย ลาสโลคิดเช่นนั้นในขณะที่ก้าวลึกเข้าไปเรื่อยๆ
ในที่สุด เขาก็ได้ยินเสียงน้ำไหล ดูเหมือนว่าจะมีทางน้ำใต้ดินอยู่ด้วย ถ้าได้พบน้ำจืดบริสุทธิ์ ก็สามารถนำมาใช้ดื่มหรือชำระร่างกายได้ด้วย ลาสโลเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น
กลิ่นของน้ำใกล้เข้ามาทุกที เมื่อก้าวข้ามบริเวณโขดหินเข้าไป ทัศนียภาพก็เปิดออกกว้าง เผยให้เห็นทะเลสาปใต้ดินขนาดใหญ่
ใครบางคนกำลังยืนอยู่บริเวณริมทะเลสาป พอรู้สึกถึงเสียงฝีเท้าของลาสโล คนๆ นั้นก็หันหลังมา ลาสโลตกใจและหยุดเท้าลง ที่ยืนอยู่นั้นเป็นเด็กหญิงหน้าตาน่ารัก ทว่าร่างนั้นดูแปลกประหลาด ท่อนล่างของเธอปกคลุมด้วยเกล็ดสีฟ้าใสสวยงาม ด้านหลังใบหูเหมือนมีครีบงอกยาวออกมา
หรือว่าจะเป็น นางเงือก?
ลาสโลแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาเคยรู้จักเผ่าพันธ์อันงดงามที่อาศัยอยู่ในทะเลนี้เพียงแต่ในนิทานหรือตำนานเท่านั้น ว่ากันว่าพวกเธอมีนิสัยขี้อายเป็นอย่างมาก และแทบไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้ามนุษย์ แม้ในหมู่ชาวเรือที่มากประสบการณ์ ก็ยังแทบไม่มีใครที่เคยได้พบเห็นพวกเธอ เงือกน้อยก้าวถอยหลังด้วยท่าทางหวาดกลัว ลาสโลเกือบจะส่งเสียงเรียกเธอโดยไม่ทันคิด แต่ก็ไม่ทันเวลา นางเงือกกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็วและกระโจนลงสู่ทะเลทราบใต้ดิน โดนแทบไม่มีละอองน้ำสาดกระเซ็น และเกิดวงน้ำกระเพื่อมเพียงเล็กน้อย เพียงครู่เดียว ผิวน้ำก็กลับนิ่งสงบราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แล้วลาสโลจึงสังเกตเห็นบางอย่างส่องประกายแสงอยู่ตรงจุดที่นางเงือกยืนอยู่เมื่อสักครู่นี้ จึงก้าวเข้าไปและลองเก็บขึ้นมา มันเป็นแหวนสีทองอร่าม
เด็กคนนั้นทำตกไว้สินะ
เธออาจจะรู้สึกตัวแล้วย้อนกลับมาก็ได้ ลาสโลจึงลองรออยู่พักหนึ่ง แต่ผิวน้ำก็ยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม ลาสโลกำแหวนในมือ แล้วก้าวออกห่างจากทะเลสาปใต้ดิน
พอออกมาจากถ้ำ ก็ได้ยินเสียงเพื่อนๆ เรียกหาเขา อาทิตย์เริ่มตกดินแล้ว ทุกคนตกลงใจทำอาหารเย็นกันด้วยเสบียงที่ชิปปุเป็นผู้รวบรวมมา พวกเขาก่อไฟ แล้วเริ่มย่างหอยและปลารับประทาน เพราะวัตถุดิบนั้นสดใหม่ เพียงเท่านั้นก็กลายเป็นอาหารค่ำที่ยอดเยี่ยมแล้ว
“อร่อย~! ยอดที่สุดเลย~!”
ทัลส่งเสียงซึ่งฟังดูมีความสุขจากใจพร้อมกับแทะปลาเสียงดัง แสงจันทร์ลางๆ เสียงคลื่นอันสงบ สายลมจากทะเล คงเรียกได้ว่าเป็นอาหารค่ำที่หรูหราจริงๆ หากว่าไม่มีความกังวลในเรื่องต่อจากนี้ไปล่ะก็
ลาสโลคิดจะเล่าเรื่องที่เขาได้เห็นนางเงือก แต่ก็เริ่มต้นเล่าไม่ได้เสียที เขาไม่อยากจะปิดบังอะไรเพื่อนๆ ทว่าเฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นที่เขารู้สึกไม่ค่อยอยากเล่าอยากบอกไม่ถูก จึงเก็บไว้เพียงในใจของตนเท่านั้น
“ลาสโล ฉันอยากถามอะไรเธออย่างนึงนะ” จูเอลเอ่ยขึ้น
“ถ้าเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากเล่าก็ขอโทษด้วยนะ แต่มือซ้ายของลาสโล.... เมื่อก่อนมีปานแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ?”
ลาสโลมองดูที่หลังมือซ้ายของตน ในเวลานี้ ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมองดูเหมือนกับปานสีคล้ำๆ เท่านั้น
“ตรานี่.... เคยอยู่ที่มือของหัวหน้ากอง”
พวกจูเอลหยุดกินอาหารเมื่อลาสโลเอ่ยขึ้นช้าๆ
แล้วลาสโลก็เล่าเรื่องต่างๆ ที่เขาประสบมาจนกระทั่งถึงเวลานี้ให้ทุกคนฟัง เรื่องที่ตราสัญลักษณ์นี้เคยเป็นของบรันด์มาก่อน เรื่องที่บรันด์ใช้พลังของมัน เปลี่ยนลูกเรือทุกคนให้กลายเป็นละอองฝุ่นสีดำ เรื่องที่หลังจากนั้นร่างของบรันด์สลายหายไป แล้วตราสัญลักษณ์ก็ย้ายมาอยู่ที่หัวหน้ากอง และเรื่องในวันนั้น เรื่องที่ดาดฟ้าของหอคอย ที่ตราสัญลักษณ์นี้ย้ายจากมือของหัวหน้ากองที่ล้มลง มาที่มือของลาสโล
“.... เป็นอย่างนั้นเองเหรอ”
จูเอลถอนหายใจ ทัลมองดูมือซ้ายของลาสโลแล้วครุ่นคิด
“งั้นวันนั้น พลังที่เผาเรือโจรสลัดจนราบ ก็คือพลังของตราสัญลักษณ์ที่หัวหน้ากองใช้ออกมาสินะ”
“พลังทำลายมันรุนแรงมากเลยนะ กองเรือโจรสลัดจำนวนขนาดนั้นพินาศภายในพริบตาเดียวเลย....”
จูเอลเสียงสั่นเล็กน้อย เธอกำลังหวาดหวั่น ต่อพลังอันน่าขยะแขยงที่สถิตอยู่ที่มือซ้ายของลาสโล
ลาสโลลูบรอยปานนั้นด้วยมือขวา ถ้าตนคิดจะทำเช่นนั้น.... ถ้าตนคิดจะปลดปล่อยพลังของตราสัญลักษณ์ ปานนี้จะเปล่งแสงออกมาหรือเปล่านะ พลังอันน่าหวาดกลัว ที่เปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นผงเถ้า เผาทำลายเรือใบให้มอดไหม้นั้น จะปรากฏออกมาหรือเปล่านะ
เขากลัว และก็รู้สึกได้ว่าบรันด์หรือเกล็นเองก็คงจะได้ลิ้มรสความหวาดหวั่นนี้แล้วเช่นกัน แม้จะเป็นโจรสลัดที่แข็งแกร่งที่สุด หรือหัวหน้ากองอัศวินผู้มากด้วยประสบการณ์ก็ตามที ความหวาดหวั่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเอาชนะได้ มันเป็นอำนาจต้องสาปที่มนุษย์ไม่มีวันหยั่งถึง
แต่บรรยากาศมืดมนหม่นหมองก็ถูกพัดปลิวไป ด้วยคำพูดของทัลคำเดียว
“ไม่เป็นไรหรอกน่า!”
ทัลเอ่ยด้วยเสียงอันดัง แล้วเริ่มแทะเนื้อปลาต่อ
“ปานอย่างนั้น มันไม่มีอะไรยังไงหรอกน่า ที่จริงมันอาจจะช่วยพวกเราได้ด้วยซ้ำไป เวลามีสัตว์ประหลาดอย่างวอเตอร์ดราก้อนมาเล่นงาน มันน่าจะมีประโยชน์ไม่ใช่เหรอ”
“.... ดีจังน้า สบายๆ อย่างทัลเนี่ย”
จูเอลผ่อนแรงที่ไหล่แล้วหัวเราะออกมา
ลาสโลรู้สึกดีใจกับความรู้สึกของเพื่อนๆ ใช่แล้ว อย่างที่ทัลว่า ใช้ปานนี่ให้เป็นประโยชน์ต่อทุกคนก็พอแล้ว เพราะพลังทำลายนั้นคงไม่ใช่สิ่งที่น่าหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว เหมือนกับที่หัวหน้ากองใช้มันเผาทำลายเรือโจรสลัดเพื่อช่วยราสริล เขาเองก็ใช้มันเพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆ ก็พอแล้ว....
วันถัดมา การรวบรวมวัสดุที่จะนำมาซ่อมเรือก็ดำเนินต่อไป เมื่อขนวัสดุมาได้มากพอตามที่คิดแล้ว ลาสโลก็หยิบแหวนออกมา แล้วมุ่งหน้าไปยังถ้ำ นางเงือกยืนอยู่ ณ บริเวณเดียวกับเมื่อวานนี้ ลาสโลเดินเข้าไปหาเธออย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้เธอตกใจ นางเงือกหันกลับมา ทว่าถึงได้เห็นลาสโลก็ไม่มีทีท่าว่าจะหนีไป ลาสโลจึงรวบรวมความกล้าแล้วลองพูดกับเธอ
“เมื่อวานนี้ เธอทำแหวนตกไว้ที่นี่สินะ?”
ลาสโลวางแหวนไว้บนผ่ามือแล้วยื่นส่งให้ นางเงือกจ้องมองลาสโลโดยไม่กล่าวอะไร
“นี่ ผมคืนให้ เอ่อ.... ถ้าไม่อยากให้เข้าไปใกล้ๆ เดี๋ยวผมโยนให้แล้วกัน รับด้วย....” “ไม่เป็นไร นั่นให้”
ลาสโลตกใจที่นางเงือกพูดออกมา เธอออกเสียงเบาและลังเล ทว่าเธอก็พูดภาษาของมนุษย์อยู่อย่างแน่นอน แม้เป็นคำห้วนๆ แต่เสียงนั้นก็น่าเอ็นดู
“ให้.... หมายถึงแหวนนี่น่ะเหรอ? ให้ผมงั้นเหรอ?”
“ให้นี่ด้วย”
นางเงือกขว้างของที่อยู่ในมือออกมา บางอย่างที่ส่องประกายตกลงกลิ้งหลุนๆ อยู่ตรงบริเวณโขดหิน ระหว่างที่สติของลาสโลถูกดึงไปด้านนั้นนั่นเอง เธอก็กระโดดสปริงตัวขึ้นสูง ละอองน้ำสาดกระเซ็นขึ้นในทะเลสาบใต้ดิน และมีวงน้ำกระเพื่อมอยู่บนผิวทะเลสาบ ลาสโลลองเก็บสิ่งที่นางเงือกขว้างมาขึ้นมาดู มันคือป้ายยันต์ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปหยดน้ำ คงจะมีอำนาจเวทมนตร์แอบแฝงอยู่กระมัง เมื่อวางไว้บนฝ่ามือ ก็รู้สึกว่ามีคลื่นพลังจางๆ แผ่ออกมา น่าจะเป็นของสำคัญแท้ๆ ลาสโลซึ่งไม่เข้าใจเจตนาของนางเงือก เดินเอียงคอกลับออกมาตามทางเดิม
อาหารค่ำของวันนี้ก็ยังคงหรูหราเหมือนเดิม ชิปปุเล่าเรื่องที่จับปูได้ไม่สำเร็จอย่างเจ็บใจ
“มันไวกว่าที่คิดเยอะเลยนะ ปูน่ะ น่าอร่อยแท้ๆ เลย....”
“ปูอะไรน่ะ มีแต่ทำให้กินลำบากขึ้นเท่านั้นล่ะน่า”
“งั้นเหรอ แต่ฉันชอบปูมากๆ เลยนะ ตอนอยู่ที่บ้านเกิด ฉันกินปูเป็นประจำเลย”
และจากบทสนทนานี้เอง แต่ละคนต่างก็เริ่มพูดเรื่องบ้านเกิดของตน จูเอลนั่งกองเข่าแล้วเผยว่า
“พวกฉันปิดเงียบไว้มาตลอดน่ะนะ ที่จริงแล้วฉันกับพอลล่ามาจากเกาะเดียวกันล่ะ”
“เอ๋? อย่างนั้นเหรอ?”
ทั้งทัลและลาสโลต่างก็ตกใจ จูเอลกับพอลล่าสนิทสนมกัน ทว่าพวกเธอไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
“แต่ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ ตอนอยู่ที่บ้านเกิดพวกเราไม่เคยเจอหน้ากันหรอก เพราะมนุษย์กับเอลฟ์ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีการติดต่ออะไรกันเลย พอมาที่ราสริลนี่แหละ ถึงเพิ่งได้เจอหน้ากัน แล้วต่างฝ่ายต่างก็ไม่ค่อยมีเรื่องดีๆ ที่บ้านเกิดเท่าไร ก็เลี่ยงที่จะคุยเรื่องนี้กันโดยอัตโนมัติน่ะ”
“จูเอลเนี่ย รู้สึกว่าจะไม่ถูกชะตากับหัวหน้าเกาะใช่มั้ย?”
“อื้อ ชื่อเกาะนานัลน่ะนะ หัวหน้าเกาะน่ะเป็นคนหัวแข็งสุดๆ แต่เรียกว่าเป็นพวก.... ปลอดภัยไว้ก่อนอาจจะเหมาะกว่าหัวแข็งก็ได้นะ ตานั่นไม่ชอบให้ใครมาสร้างกระแสอะไร พยายามจะผูกมัดชาวเกาะให้อยู่กับกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ฉันอึดอัดจนทนไม่ไหว เพราะงั้นตอนที่ได้ยินว่ากองอัศวินสมุทรไกเอ็นมีการรับสมัครนักเรียนฝักหัด ฉันก็เลยเผ่นออกจากเกาะไปแบบเริงร่าเลย”
“พอลล่าก็ด้วยเหรอ?”
“เค้าเป็นเอลฟ์ เพราะงั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านฉันหรอก เผ่าเอลฟ์สร้างหมู่บ้านแล้วก็อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในเกาะนานัล แต่ไม่ถูกโรคกับมนุษย์เอาเลยล่ะ ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องของพอลล่าเท่าไหร่.... บางทีเค้าอาจจะอึดอัดกับกฎเกณฑ์ของหมู่บ้านเอลฟ์เหมือนกันก็ได้นะ” “ทุกคนลำบากกันทั้งนั้นเลยน้า”
ทัลเอ่ยเบาๆ
“เก่งจังเลยแฮะ ชั้นเริ่มคิดนิดๆ แล้วสิว่าตัวเองโตมาเหมือนคุณหนูเลย”
จูเอลกับชิปปุสำลักออกมาพร้อมๆ กัน ทัลมองทั้งสองอย่างงงๆ ในขณะที่จูเอลลงไปกลิ้งกับหาดทราย หัวเราะไม่หยุด
“มีอะไรตลกหา?”
“ก็ ทัลน่ะนะ ตะ โตมาเหมือนคุณหนู! ยะ อย่าทำให้ขำนักสิ~!”
“บอกว่าคุณหนูมันก็คงเกินไปนั่นแหละ ชั้นแค่อยากจะบอกว่าชั้นโตมาอย่างมีความสุขเท่านั้นล่ะ”
ทัลทำหน้าแดงด้วยท่าทางเขินนิดๆ
“ชั้นโตมาแบบสบายๆ ในเมืองแถบชายทะเล ไม่เคยคิดอะไรมาก สนิทกับทั้งพ่อแม่ แล้วก็คนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงด้วย พอคิดถึงจูเอล พอลล่า หรือลาสโลแล้ว มันก็ชวนให้คิดไม่ได้ว่า ชั้นยังอ่อนหัดอยู่น่ะ”
จูเอลหัวเราะมากไปจนต้องปาดน้ำตาออก ลาสโลมองดูใบหน้าด้านข้างที่ซื่อๆ ของทัลแล้วก็ยิ้มออกมาบ้าง
ทัลคงจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างรักใคร่จากบิดามารดาที่อ่อนโยนเป็นแน่ บุคลิกที่สบายๆ และซื่อตรงของเขาทำให้เห็นถึงการเติบโตอย่างมีความสุข ความใจกว้างของเขา ทำให้เขาเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ ทั้งกองอัศวิน แม้วนตอนนี้ สิ่งที่ทำให้ความกระวนกระวายต่ออนาคตที่มองไม่เห็นสงบลงได้ ก็คือรอยยิ้มสบายๆ ของทัลนั่นเอง
“ทุกคนที่กองอัศวิน จะสบายดีรึเปล่านะ.... เคเนสกับพอลล่า.... แล้วก็สโนว์ จะเป็นยังไงกันบ้างนะ”
จูเอลพึมพำขึ้น
สโนว์.... เขาเองก็เช่นกัน เป็นเด็กหนุ่มที่เติบโตขึ้นโดยไม่เคยรู้จักความยากลำบากในคนละความหมายกับทัล สโนว์เอ็นดูลาสโลเหมือนเป็นน้องชาย ตอนที่ได้เข้าเป็นอัศวินฝึกหัดของกองอัศวิน เขาก็ช่วยต่อรองกับบิดาว่าถ้าไม่ให้ลาสโลไปด้วย เขาก็จะไม่ยอมไป เพราะเหตุนี้เอง ลาสโลจึงสามารถเข้ารับการฝึกฝนได้ด้วย
ลาสโลเคยคิดมาโดยตลอดว่าเขาจะมีชีวิตอยู่เพื่อสโนว์ เคยฝันไว้ว่าเมื่อไรที่สโนว์ได้สืบทอดบ้านฟิงเกอร์ฮู้ท เขาก็จะคอยสนับสนุนสโนว์ในฐานะผู้ช่วย ไม่เคยแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำว่า วันที่โชคชะตาของพวกเขาจะต้องแยกจากกันในสภาพนี้จะมาถึง
สักวันหนึ่ง วันที่สามารถแก้ไขความเข้าใจผิดได้จะมาถึงไหมนะ วันที่เขาจะพ้นจากข้อครหาว่าเป็นผู้สังหารหัวหน้ากอง และได้กลับไปยังราสริล
เมื่อถึงเวลานั้น สโนว์จะยังคงยอมรับลาสโลเหมือนดังเช่นในอดีตไหมนะ?
5-2
วันที่สามก็ดำเนินไปเหมือนเช่นวันก่อนๆ ลาสโลมุ่งหน้าไปยังถ้ำอย่างเบิกบาน
ดูเหมือนว่าเงือกน้อยจะกำลังรอลาสโลอยู่ พอลาสโลก้าวเข้าไปใกล้ เธอก็เอียงคอลงเล็กน้อยแล้วจ้องมองเขา
“เธอไม่ฆ่าเหรอ?”
เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ลาสโลถามกลับไปว่า “เอ๋?”
“ไม่ตีพวกเรา ไม่จับพวกเราไม่ถลกหนังเหรอ?”
คำถามที่ชวนให้ขนลุกนั้น ทำให้ลาสโลต้องนิ่งงันลง เงือกคนนี้ เคยถูกใครทุบตีมาก่อนหรืออย่างไร? เพื่อนหรือครอบครัวของเธอเคยถูกจับตัวไป แล้วถูกสังหารหรืออย่างไร?
เงือกน้อยจ้องมองลาสโลราวกับรอคำตอบ ลาสโลจึงเอ่ยตอบว่า
“ผมไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอก ไม่มีวันแน่ๆ”
“..... ฉันเชื่อ”
เงือกน้อยกลิ้งสิ่งของเล็กๆ ที่เธอถือไว้ในมือไปยังบริเวณโขดหิน แล้วก็ดำหายลงไปในทะเลสาบใต้ดินดังเคย
พอเก็บขึ้นมา ก็พบว่ามันเป็นแหวนสีเงิน และเมื่อสวมเข้ากับนิ้ว ก็รู้สึกได้ถึงพลัง ดูเหมือนว่าจะมีเวทมนตร์ฉาบไว้อยู่จริงๆ ของขวัญที่เงือกน้อยมอบให้ ล้วนแต่เป็นของมีค่าทั้งสิ้น
เธอคงจะเคยประสบกับความทรงจำที่เลวร้ายเพราะมนุษย์เป็นแน่ ดังนั้นจึงได้มาอาศัยอยู่อย่างเงียบๆ ที่ทะเลสาบใต้ดินแห่งนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมาปรากฏตัวต่อหน้าลาสโล และมอบของขวัญให้ เคยได้ยินว่าเหล่าเงือกทุกคนมีนิสัยขี้กลัว แต่ท่าทางเด็กคนนั้นคงจะมีความอยากรู้อยากเห็นมาก ประหลาดกว่าคนอื่นๆ กระมัง
พอออกมาจากถ้ำ ก็พบว่าทัลกำลังเริ่มลงมือซ่อมแซมเรืออย่างจริงจังแล้ว เพราะรวบรวมวัสดุมาได้มากพอแล้วนั่นเอง พวกลาสโลจึงลงมือช่วยด้วย โดยมัดแผ่นไม้เข้าด้วยกันด้วยเชือกที่ทำจากเถาวัลย์ ทุกคนต่างสบายใจที่งานรุดหน้าไปได้ด้วยดี และพูดคุยกันระหว่างอาหารค่ำอย่างออกรส มีแต่ชิปปุเท่านั้นที่พูดอย่างแค้นใจว่า ทำยังไงก็จับปูไม่ได้สักที
วันต่อมา ก็ซ่อมแซมเรือกันต่อตั้งแต่ช่วงเช้า ลาสโลจึงไม่สามารถปลีกตัวไปที่ถ้ำได้ ถ้าเรือสำเร็จเรียบร้อยและต้องออกเรือกันทั้งๆ อย่างนี้ ก็คงจะไม่มีโอกาสได้พบกับเด็กคนนั้นอีกแล้วกระมัง อยากจะขอบคุณเรื่องของขวัญให้ดีๆ จังน้า เรื่องนี้ยังคงติดข้างอยู่ในใจของลาสโล เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่ายแก่ๆ ในที่สุดการซ่อมแซมเรือก็เสร็จสมบูรณ์
“สำเร็จแล้ว-!”
ทัล จูเอล และลาสโลร้องขึ้นพร้อมๆ กันทั้งสามคน ทว่าขาดหายไปคนหนึ่ง ทัลหันมองทั่วบริเวณรอบๆ
“อ้าว? เจ้าชิปปุหายไปไหนล่ะเนี่ย?”
“เมื่อกี้ เห็นว่าจะไปหาอะไรมาทำอาหารกลางวันนี่นา”
“ไม่ช้าไปหน่อยเหรอ? ปกติก็น่าจะเก็บหอยอยู่แถวๆ นี้นี่นา”
“เห็นเค้ายึดติดกับปูนักหนา ไม่ใช่ว่ามัวไปหาปูอยู่หรอกเหรอ?”
“ถ้าปูล่ะก็ ชายหาดแถวนี้ก็มีอยู่เพียบแท้ๆ”
ระหว่างที่ยืนเอียงคอกันอยู่นั่นเอง จู่ๆ จูเอลก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา
“ดูนั่นสิ ตรงนั้นน่ะ!”
ลาสโลนึกว่าเธอพูดถึงชิปปุแน่ๆ จึงหันตามไป ทว่าจูเอลกลับชี้มือไปทางด้านทะเล
ศีรษะสีทองอร่าม กำลังลอยอยู่ระหว่างระลอกคลื่น และศีรษะนั้นจึงเงยขึ้นมา ที่กระโดดลอยตัวสูงขึ้นราวกับปลา ก็คือเงือกสาวน้อยคนนั้นนั่นเอง
“แมวกำลังถูกไล่ตามอยู่ล่ะ”
ทัลกับจูเอลตกใจเสียจนพูดอะไรไม่ออก ฝ่ายลาสโลก็เผลอเดินเข้าไปหาเธอจนกระทั่งถึงบริเวณที่คลื่นสาดซัดขึ้นมาถึง เงือกน้อยเงยหน้ามองลาสโล แล้วกล่าวว่า
“แมวเอาชนะเจ้าเกาะไม่ได้หรอก แมวกลับมาไม่ได้อีกแล้วล่ะ”
แมวที่ว่าคงจะหมายถึงชิปปุไม่ผิดแน่ แต่เจ้าเกาะนี่คืออะไรกัน?
“แมวพยายามจะฆ่าลูกของเจ้าเกาะ เจ้าเกาะก็เลยโกรธ เจ้าเกาะชอบจู่ๆ ก็อาละวาด ฉันเลยเกลียด”
“เจ้าเกาะคือ?”
พอลาสโลเอ่ยถาม เงือกน้อยก็ชี้มือให้ดู
“อยู่ข้างบนนั่นไง”
ลาสโลหันมองตาม ที่เธอชี้ไป คือด้านเนินสูง
“จัดการเจ้าเกาะที นะ!”
ว่าแล้วเงือกน้อยก็หันร่างอย่างรวดเร็ว เกล็ดสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายชั่ววูบ ก่อนที่น้ำจะสาดกระจายขึ้นดังซ่าพร้อมกับร่างที่จมหายไปในทะเล
“มะ.... เมื้อกี้นี้มัน....”
จูเอลทำปากพะงาบพะงาบ
“เงือกไม่ใช่เหรอ!? ไม่จริงน่า ของแท้เหรอ....!?”
“อะ อื้อ.... ของแท้เนอะ”
ทัลพยักหน้าอย่างตกตะลึง จูเอลตั้งท่าจะเข้ามาเขย่าตัวลาสโลด้วยความตื่นเต้น ทว่าเมื่อเห็นลาสโลยืนจ้องมองผืนทะเลอย่างเงียบๆ เธอก็รู้สึกขึ้นมาได้
“ลาสโล อย่าบอกนะว่า เธอรู้จักนางเงือกเมื่อกี้นี้?”
“.... อื้อ”
“ว่าไงน้า---! แล้วทำไมถึงเงียบมาจนถึงตอนนี้....”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ยังไงก็ตามหาชิปปุกันก่อนดีกว่า”
ทัลช่วยเข้ามาแทรกกลางให้ จูเอลพยักหน้า แล้วทั้งสามจึงวิ่งไปยังเนินสูง
“วะ หวา---! ช่วยด้วย---!”
เสียงดังมาให้ได้ยินก่อนที่จะได้เห็นตัว ชิปปุกำลังถูกไล่ล่าอย่างที่นางเงือกเอ่ยไว้จริงๆ
และภาพที่ทั้งสามที่พุ่งตัวผ่านแนวป่าออกมาได้เห็น ก็คือชิปปุที่ถูกกลุ่มปูเรียงรายล้อมกรอบอยู่ ถึงจะบอกว่าเป็นปู ทว่าร่างนั้นใหญ่ขนาดที่กระดองของมันสูงพอๆ กับเข่าของมนุษย์ทีเดียว หลายตัวชูก้ามขึ้นสูงเหวี่ยงไปมาราวกับจะข่มขู่ และวิ่งไล่ชิปปุอยู่
“หมอนั่น เล็งปู่นั่นไว้จริงๆ สินะ....”
“ไปทำให้มันโกรธเข้าแล้วน่ะสิ จริงๆ เลย....”
ทั้งสามถอนหายใจ ไม่รู้ว่าด้วยความสงสารรู้ความเอือมระอาเช่นกัน แล้วจึงชักดาบขึ้น ทว่าพวกเขายิ้มน้อยๆ อยู่ได้แค่เพียงชั่วเวลาสั้นๆ เท่านั้น ทันใดนั้นเอง พื้นดินก็สั่นสะเทือน อะไรบางอย่างที่มาขนาดยักษ์กำลังโถมตัวผ่านดงไม้ตรงเข้ามา พวกลาสโลตั้งดาบขึ้นอย่างตกใจ และที่ปรากฏร่างออกมา ก็คือปูซึ่งมีกระดองใหญ่ยักษ์และสูงยิ่งกว่าร่างของพวกลาสโลเสียอีก
นัยน์ตาสีแดงคู่เล็ก เปล่งประกายแห่งความโกรธแค้น ภาพร่างที่พ่นพองสบู่ออกมาปุดๆ ยกก้ามแกว่งไปมานั้น แทนที่จะเรียกว่าปู คงต้องเรียกว่าเป็นมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งตัวหนึ่งมากกว่า
“นี่คือ.... เจ้าเกาะเหรอ?”
“ดูเหมือนจะใช่นะ ชิปปุจ้องเล่นงานลูกมัน ตัวพ่อมันก็เลยโกรธสินะ”
ถ้าสามารถสื่อสารกับปูด้วยคำพูดได้ พวกเขาคงจะอยากก้มกราบขอขมามันซะเลย ทว่าแน่นอนว่าคงจะทำอย่างนั้นไม่ได้ จากที่นางเงือกบอก ดูเหมือนว่าเจ้าเกาะนั้นจะมีนิสัยป่าเถื่อน
“จะเอาเรอะ!”
ทัลร้องตะโกนแล้วพุ่งเข้าฟาดฟัน เจ้าเกาะทิ้งก้ามลงอย่างรวดเร็วและหดขาเข้าไปในกระดอง เข้าสู่สภาพป้องกันตัว ดาบของทัลกระทบลงส่งเสียงแข็งๆ ดังแก๊ง และกระเด้งกลับออกมา
ลาสโลกับจูเอลก็พุ่งเข้าไปช่วยบ้าง ทว่าผลนั้นไม่ต่างกัน การโจมตีของพวกเขาไม่ส่งผลใดๆ กับกระดองที่แข็งอย่างที่สุดนี้เลย แม้จะฟาดดาบลงไปกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถสร้างได้แม้กระทั่งรอยขีดข่วน
“นี่มัน.... ไม่ได้ผลเลยซักนิดนี่นา?”
“ท่ามันไม่โจมตีเข้ามา เรารีบพาชิปปุหนีไปทั้งอย่างนี้.... หวา”
ทันใดนั้นเอง เจ้าเกาะที่อยู่ในท่าป้องกันอย่างเงียบสงบมาเรื่อยๆ ก็พ่นฟองสบู่ออกมา แขนซ้ายของทัลที่ถูกอาบด้วยฟองสบู่บวมขึ้นเหมือนแผลพุพองในทันทีจนทัลต้องร้องคราง
“เจ็บ.... ระวังตัวนะ ไอ้ฟองนั่นร้ายน่าดูเลย”
ดูเหมือนว่าเจ้าเกาะก็ไม่ได้คิดจะป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว มันสะท้อนการโจมตีของท่านี้ด้วยกระดองที่แข็ง แล้วคอยหาจังหวะจู่โจมเข้ามา ดูท่าคงมีแต่จะต้องสู้เท่านั้น
“แต่ว่า จะสู้ยังไงดีล่ะ?”
ดาบใช้กับมันไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย
เจ้าเกาะคลายตัวจากท่าป้องกัน ครั้งนี้มันพ่นลมหายใจสีฟ้าออกมา ทุกคนหลบได้ทันอย่างฉิวเฉียว ทว่าถ้าโดนเข้าไปเต็มๆ ล่ะก็คงจะอาการหนักทีเดียว เจ้าเกาะคลายการป้องกันลงเพียงชั่วพริบตาเดียว จึงไม่สามารถเล็งช่องว่างตรงนั้นได้ หากเข้าใกล้อย่างไม่ระมัดระวัง ก็คงจะต้องบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยฟองสบู่หรือลมหายใจเป็นแน่
ลาสโลมองดูมือซ้ายของตน ตราสัญลักษณ์ที่ลอยเด่นคล้ายปานสีดำ
เขาไม่ลังเลใจ ลาสโลยกมือซ้ายขึ้นสูง พร้อมกับอธิษฐาน เขาอยากได้พลัง พลังมากๆ ที่จะช่วยเหลือเพื่อนพ้องของเขาได้
ตราสัญลักษณ์เริ่มเปล่งแสงออกมา มือซ้ายของเขาร้อนขึ้น ลาสโลอดทนกับความเจ็บปวดที่ราวกับถูกไฟเผา แล้วหันหลังมือไปทางเจ้าเกาะ
ในเวลาเดียวกับที่ลำแสงถูกปล่อยออกมา ตราสัญลักษณ์ก็ส่งเสียงร้องที่แปลกประหลาดออกมาด้วย แสงสีแดงพุ่งเข้าจู่โจมเจ้าเกาะอย่างจัง
หากเทียบกับแสงที่บรันด์หรือเกล็นเคยปล่อยออกมา มันก็เป็นแสงที่อ่อนจางกว่ามาก ทว่าก็เพียงพอที่จะทำลายกระดองของเจ้าปู เกิดรอยร้าวขึ้นบนกระดองของเจ้าเกาะ เจ้าเกาะพ่นพองสบู่ออกมาอย่างโกรธแค้น ทว่าไม่รวดเร็วเช่นเมื่อครู่นี้อีกแล้ว
“เอาล่ะ!”
จูเอลส่งเสียงขึ้นอย่างหมายมั่น และพุ่งตรงเข้าหาเจ้าเกาะ ฝ่ายทัลก็ไม่รอช้าเช่นกัน ทั้งสองเล็งที่รอยร้าวบนกระดองแล้วแทงดาบเข้าไป เจ้าเกาะเหวี่ยงก้ามไปมา พยายามจะอาละวาด ทว่ามันไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้ว ทัลทุ่มแรงทั้งหมดแทงดาบเข้าไปอีกครั้ง ซึ่งนั่นเป็นดาบปลิดชีพ ร่างของเจ้าเกาะกระตุกอย่างรุนแรง แล้วจึงแน่นิ่งไป
“อ๊ะ.... ทุกคน.... ขอบคุณนะ....”
ชิปปุหัวเราะอย่างเขินๆ แล้ววิ่งเข้ามาใกล้ จูเอลท้าวมือทั้งสองเข้ากับเอว แล้วตะโกนขึ้น
“จริงๆ เลย! เรื่องอะไรถึงต้องไปเล็งเจ้าปูแบบนั้นด้วยหา!”
“ขอโทษขอโทษ ก็มันดูน่าอร่อยซะจนยังไงๆ ก็อยากลองกินให้ได้น่ะ”
ทัลส่งเสียงหัวเราะขึ้น ลาสโลเองก็คิดจะเดินเข้าไปสมทบกับพวกเขาบ้าง ทว่าขาของเขากลับไม่ยอมขยับเขยื้อน
ร่างกายหนักขึ้น โดยเฉพาะมือซ้ายที่ใช้พลังออกไปนั้น รู้สึกหนักราวกับว่ามันเป็นก้อนตะกั่ว
มือของเขาร้อนขึ้น ทว่าร่างกายกลับหนาวสั่นราวกับถูกแช่แข็ง ความรู้สึกประหลาดราวกับเลือดทั้งร่างหยุดไหลเวียน แล่นขึ้นมาในหัว
ภาพที่มองเห็นพร่ามัวลง สติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนหายอย่างรวดเร็ว
พลังที่มือซ้ายนี้..... เป็นสิ่งต้องห้ามหรือไร?
ลาสโลคุกเข่าลง พวกจูเอลหันมาทางเขาอย่างตกใจ
หนาวเหลือเกิน.... เขาคิดจะเอ่ยออกไปเช่นนั้น ทว่าไม่มีเสียงใดๆ ถูกเปล่งออกมา
5-3
ลาสโลเข้ามายังโลกแห่งแสงสีน้ำเงินอมม่วงอีกครั้ง
เหมือนเช่นครั้งที่แล้ว ในแสงสว่างที่ไม่มีทั้งด้านบนและด้านล่างนี้ มีจุดซึ่งมาบรรจบกันอยู่จุดหนึ่ง ลาสโลเพ่งสมาธิไปที่นั่น
เป็นไง? อร่อยมั้ย?
เขาได้ยินเสียงอันอ่อนโยนของชายคนหนึ่ง ดูเหมือนว่าจะเป็นคนละเสียงกับครั้งที่แล้ว เสียงนี้ทุ้มต่ำ ลึกมากกว่า
อื้อ! ขนมปังของคุณพ่ออร่อยที่สุดจริงๆ นั่นแหละ นี่ พ่อฮะ คราวหน้าให้ผมลองอบด้วยได้มั้ยฮะ
คราวนี้เป็นเสียงของเด็กผู้ชาย เสียงที่ออดอ้อนบิดาอย่างไร้เดียงสา และมีความสุข
อื้อ เอาสิ ลองทำเป็นรูปร่างสนุกๆ บ้างดีมั้ย
ว้าว ถ้างั้น ทำเป็นรูปคุณแมวหรือคุณปลาดีกว่า! แล้วก็ใส่ครีมกับแยมเข้าไปข้างในให้เยอะๆ เลยด้วยนะฮะ
ฮะฮะ อย่างนั้นก็ไม่เลวนะ
ความทรงจำซึ่งอบอวนไปด้วยความรักอันหอมหวาน เป็นของใครกันนะ ความทรงจำนี้....
เสียงของเด็กชายที่ดังสะท้อนขึ้นอีกครั้งนั้น แสดงถึงความหวั่นวิตกอย่างชัดเจน
พ่อฮะ....? เป็นอะไรไปฮะ พ่อฮะ....!
อย่าเข้ามานะ! หนอย.... ไอ้ตราสัญลักษณ์แบบนี้!
พ่อฮะ!
ตราสัญลักษณ์? ท่าอย่างงั้น นี่ก็คือความทรงจำของผู้ที่เคยครอบครองตราสัญลักษณ์อย่างนั้นหรือ? ทว่า นี่ไม่ใช่เสียงของบรันด์หรือหัวหน้ากองเกล็น เป็นเสียงของใครคนอื่น....
ทำไม.... ทำไมถึงต้องเป็นเจ้า....
เสียงของชายคนนั้นฟังดูเจ็บปวด ความเสียใจเริ่มเข้าปั่นป่วนจิตใจของลาสโล ราวกับว่าเขากำลังเผชิญกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับคนๆ นี้ทุกประการ
พ่อฮะ อย่าร้องไห้เลย ไม่เป็นไร ผมไม่เป็นไรหรอกฮะ
สัญญากับพ่อนะว่าจะไม่ใช้พลังนั้น มันน่ากลัวเหลือเกิน....
ครับ ผมจะไม่ใช้มันเด็ดขาดเลย ผมสัญญาฮะพ่อ
ทันใดนั้นก็มีแรงกระตุ้นอันรุนแรงแล่นเข้ามา หัวใจเริ่มเปี่ยมด้วยความเดือดดาล ลาสโลแทบจะส่งเสียงร้องตะโกนออกไป แน่นอน แม้ว่าเสียงของเขาจะไม่อาจดังลอดผ่านโลกแห่งแสงนี้ได้ก็ตาม
ความทรงจำของผู้ที่เคยครอบครองตรานี้กำลังหลั่งไหลเข้ามาในตัวเขา เด็กชายคนนี้กำลังร้องไห้ครวญคราง
ขอโทษฮะพ่อ ผมขอโทษที่ผิดสัญญา อย่าทำหน้าแบบนั้นเลย....
แล้วเงาหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น กลายเป็นร่างของเด็กน้อย
เป็นเด็กชายน่ารัก มีเรือนผมสีทองท่าทางนุ่มสลวย อายุคงจะยังไม่ถึงสิบปีดีกระมัง ทว่าใบหน้าของเขานั้นจมอยู่ในความเศร้าอันล้ำลึก ขนาดที่รู้สึกเจ็บปวดไปด้วยหากต้องมองดูเขาตรงๆ
ลาสโลรู้ดีว่าตนควรจะทำอะไร เหมือนกับภาพลวงตาที่เขาเคยได้เห็นก่อนหน้านี้ เด็กคนนี้เองก็กำลังทุกข์ทรมานอยู่ในความทรงจำแห่งบาปอันไม่มีที่สิ้นสุด และกำลังวิงวอนขอให้ใครสักคนช่วยตัดวงจรอันน่าชิงชังนี้ให้ขาดสะบั้นลง
ลาสโลวาดดาบลงไป และในที่สุดภาพลวงตาของเด็กชายจึงเริ่มปรากฏรอยยิ้มอันดูสงบ
ขอบคุณฮะ.... อยากจะกิน.... ขนมปังของพ่ออีกซักครั้งจัง
แล้วภาพลวงตาของเด็กชายก็สลายไปราวกับหมอก หลังจากยิ้มอย่างอ่อนโยนเป็นครั้งสุดท้าย
+++++
เมื่อลาสโลลืมตาขึ้น ก็พบว่าเพื่อนทั้งสามกำลังมองดูเขาด้วยท่าทางเป็นห่วง
“ฟื้นแล้วเหรอ...?”
จูเอลเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เหมือนกับจะร้องไห้ พอลาสโลพยายามจะชันร่างขึ้น ชิปปุก็เข้ามาห้ามไว้
“อ๊ะ นอนต่อหน่อยดีกว่านะ จู่ๆ เธอก็ล้มไปเลย....”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันสบายดีแล้วล่ะ”
ร่างกายไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร แม้ว่าความเจ็บปวดในใจที่ได้รับจากความทรงจำของตราสัญลักษณ์จะยังคงกระจ่างชัดอยู่ก็ตาม
ลาสโลถูกพามานอนที่บริเวณหาดทราย ชิปปุช่วยนำใบไม้ใหญ่ๆ มายกชูเพื่อบังแสงแดดที่แรงกล้าให้ ส่วนจูเอลก็ดูเหมือนว่าจะใช้ใบไม้ช่วยพัดลมอ่อนๆ ให้ตลอดเวลา
ลาสโลเลื่อนสายตาไปยังมือซ้ายของตน ตราสัญลักษณ์กลายเป็นเหมือนกับปานสีดำ แล้วทัลจึงเอ่ยขึ้นบ้าง
“------- ขอโทษนะ ลาสโล”
“เอ๋?”
“ก็.... ชั้นพูดเรื่องไม่เข้าท่าออกไปใช่มั้ยล่ะ? ที่บอกว่าถ้ามีสัตว์ประหลาดมาเล่นงาน ปานนั่นคงจะมีประโยชน์น่ะ.... ชั้นไม่ได้คิดถึงภาระที่นายจะต้องรับเลยซักนิดเดียว ขอโทษนะ....”
ทัลก้มหน้านิ่ง มือทั้งสองข้างกำแน่น ลาสโลยิ้มพร้อมกับส่ายศีรษะ
“ไม่ใช่ความผิดของทัลหรอก ถึงไม่มีใครพูด ฉันก็คงจะใช้ตราสัญลักษณ์นี่อยู่ดี ที่สำคัญ ถ้าไม่ใช่พลังนี่ เราก็เอาชนะเจ้าปูยักษ์นั่นไม่ได้ด้วย”
“แต่ว่า....”
“แค่ตาลายนิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”
ทว่าลาสโลมีลางสังหรณ์ที่ชวนให้รู้สึกสั่นๆ อยู่นิดๆ นั่นไม่ใช่แค่อาการ “ตาลายนิดหน่อย” ชิวิตเขาอาจจะกำลังถูกบั่นทอนลงไปอยู่ก็ได้.... แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะบอกเพื่อนๆ แบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้
ในที่สุดทัลจึงเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางโล่งใจ แล้วจูเอลก็จ้องชิปปุเขม็งพร้อมกับเอ่ยขึ้น
“ถ้าจะว่ากันจริงๆ เรื่องมันก็เป็นเพราะว่าชิปปุดันไปยุ่งกับพวกปูนั่นน่ะแหละ!”
“ขอโทษน่า~ .... แต่จูเอลเองก็กินเข้าไปตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ”
“เรื่องนั้น มันก็..... อร่อยดีอ่ะนะ”
“โทษนะลาสโล ช่วงที่นายนอนอยู่ ทุกคนกินปูกันจนเกลี้ยงเลยน่ะ”
“เอ๋ ไม่เหลือไม่ให้เลยเหรอ? ใจร้ายชะมัดเลย!”
“ก็ทัลนั่นแหละ ยืนกรานว่าอากาศมันร้อน ถ้าไม่รีบกินให้หมดจะเสียของน่ะ!”
แล้วเสียงหัวเราะของทั้งสี่ก็ดังขึ้นพร้อมกัน ในที่สุดทัลก็เอ่ยว่า “เอาล่ะ” พร้อมกับลุกขึ้นยืน
“ถ้าลาสโลโอเคแล้ว เราออกเรือกันเลยดีมั้ย? ลมกำลังพัดดีเลย น้ำกับเสบียงก็ขนขึ้นเรือหมดแล้วด้วย”
เรือถูกผูกไว้ในบริเวณที่คลื่นซัดขึ้นมาถึง พวกลาสโลกระโดดขึ้นไปบนเรืออย่างรวดเร็ว แล้วคว้าไม้พาย
“ออกเรือได้!” ทัลร้องตะโกนพร้อมกับแก้เชือกผูกเรือ เรือลำน้อยลอยตัวไปกับคลื่นที่ซัดออกได้อย่างพอดิบพอดี และเคลื่อนออกสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่
“จะไปไหนกันเหรอ?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมา ลาสโลหยุดมือที่กำลังพายเรือ แล้วหันไปยังทิศทางของเสียงนั้น
ศีรษะสีทองผลุบๆ โผล่ๆ ขึ้นระหว่างระลอกคลื่น เงือกน้อยตัวนั้นกำลังมองมายังพวกเขา
“ไง เมื่อกี้นี้ขอบคุณมากนะ! เราจัดการเจ้าตัวที่เรียกว่าเจ้าเกาะนั่นแล้ว!”
พอทัลร้องตอบ เงือกน้อยก็ตีละอองน้ำให้สาดกระจายอย่างยินดี
“เจ้าเกาะไม่อยู่แล้วดีจัง พวกเธอเป็นผู้มีพระคุณ”
“นี่ พวกเราอยากจะไปเกาะที่มีมนุษย์อาศัยอยู่น่ะ เธอพอจะรู้ทิศทางมั้ย?”
“ไปทางใต้สิ มีเกาะใหญ่ๆ มีคนอยู่ด้วย”
“ทางใต้นะ! ขอบคุณมาก!”
“ฉันลิลิน แล้วมาอีกนะ พวกเธอเป็นเพื่อน ยินดีต้อนรับเลย”
เงือกน้อยกระโดดม้วนร่างกลางอากาศอย่างอ่อนช้อย และหายลับไปในระลอคลื่นพร้อมกับละอองน้ำที่ดีดตัวขึ้น ส่องประกายงดงามราวกับอัญมณี
“นางเงือกเนี่ย น่ารักจังเลยเนอะ”
ดูเหมือนทัลจะถูกใจเงือกน้อยมาก จึงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีเพียงชิปปุที่เพิ่งจะได้เห็นนางเงือกเป็นครั้งแรกเท่านั้นที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
การเดินเรือมุ่งลงใต้เป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งถึงระหว่างทาง
สภาพอากาศเป็นใจ ลมก็พัดดี ผลไม้กับลูกไม้ที่ขนมาจากเกาะร้างก็อุดมสมบูรณ์ ทั้งสี่จึงสบายใจพอจะพูดคุยเล่นกันได้
ทว่าในช่วงบ่ายหลังของวันที่สาม หลังจากที่ออกจากเกาะ เรือก็ปะทะเข้ากับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ เป็นปลากระเบนสองตัว ตัวหนึ่งสีเขียวส่วนอีกตัวหนึ่งสีน้ำตาล พวกมันพุ่งตัวขึ้นจากผืนทะเลอย่างกะทันหัน แล้วสะบัดร่างเข้าจู่โจม ที่ถูกโจมตีโดยไม่ทันได้ระวังก็คือชิปปุ เขาถูกเมือกที่เจ้าปลากระเบนพ่นออกมาเข้าเต็มที่ และล้มกลิ้งเกลือกส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด
“ชิปปุ!”
จูเอลรีบเข้าไปปฐมพยาบาล ในระหว่างนั้น ทัลกับลาสโลก็จับดาบขึ้นต่อสู้
เป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก ทว่าพวกลาสโลก็มีกำลังกายและกำลังใจมากพอ และใช้การประสานงานที่ดี จัดการกับเจ้าปลากระเบนไปได้ทีละตัวๆ
“เป็นอะไรรึเปล่า ชิปปุ”
ลาสโลเอ่ยถามเนโกะโบลท์ที่นั่งขดตัวนิ่งอย่างเป็นห่วง ชิปปุเอ่ยตอบว่า “อื้อ” ทว่าเสียงนั้นฟังดูอ่อนแรง เมือกของเจ้าปลากระเบนยักษ์เป็นกรดอย่างแรงซึ่งหลอมละลายผิวหนัง ขนหลุดร่วงจากร่างซีกขวาของชิปปุ และมีรอยแผลไหม้น่ากลัวปรากฏ
แม้จะอยากทำแผลให้ดีๆ แต่พวกเขาก็ไม่มียา ทำได้เพียงใช้น้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่มมาล้างแผลเท่านั้น และยังเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นอีกปัญหาหนึ่ง นั่นคือไม้พายได้ลอยหายไปหมดสิ้นจากการต่อสู้วุ่นวาย
ซ้ำร้าย ลมที่พัดอย่างราบรื่นมาจนกระทั่งบัดนี้ ก็กลับหยุดสนิท เมื่อเป็นเช่นนี้ เรือที่ไร้ไม้พาย ก็มีแต่ต้องล่องลอยไปเรื่อยๆ ตามระลอกคลื่นอย่างไร้จุดหมายเท่านั้น
ผ่านไปหนึ่งคืน จนถึงวันถัดไปก็ยังคงไม่มีลมพัดมา อาหารและน้ำดื่มเริ่มถูกจำกัด เว้นแต่ชิปปุที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทุกคนอยากจะให้ได้รับการบำรุงเท่าที่จะทำได้ จึงได้รับการแบ่งอาหารเป็นพิเศษ ชิปปุพยายามจะปฏิเสธด้วยทีท่าไม่สบายใจ แต่จูเอลก็แทบจะบังคับ ยัดของกินเข้าไปในปากเขาจนได้ วันต่อมา ในที่สุดก็เริ่มมีลมพัด ทว่าก็กลับมีเมฆหนาบดบังท้องฟ้าจนหมด ทำให้ไม่สามารถดูทิศทางได้ ผู้ถูกเนรเทศซึ่งไม่มีทั้งแผนที่และเข็มทิศ จึงมีแต่ต้องถูกพัดพาไปเรื่อยๆ ตามแต่กระแสลมอันแปรปรวนจะพาไปเท่านั้น
แม้จะจำกัดจำเขี่ยแค่ไหน แต่อาหารและน้ำก็ค่อยๆ ลดน้อยลงไปหลายวันต่อมาเสบียงก็หมดลง ทัลใช้สายเบ็ดที่ทำจากเถาวัลย์หย่อนลงน้ำ แต่คงเพราะไม่มีเหยื่อเป็นเรื่องเป็นราวจึงไม่มีปลามาติดเบ็ดเลย
ฝนก็ไม่ตกลงมาแม้แต่น้อย และน้ำดื่มจะหมดลงเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ทั้งสี่ซึ่งสิ้นเรี่ยวแรง ต่างก็นอนหมอบอยู่กับพื้นเรือ
“ไม่ยอมแพ้หรอกน่า”
ทัลส่งเสียงพยายามให้กำลังใจทุกคน ทว่าเสียงนั้นเองก็แตกพร่า ไม่รู้สึกถึงความร่าเริงที่สมเป็นตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
“เราจะกลับไป จะต้องกลับไปราสริลให้ได้ เคเนสกับพอลล่ากำลังรอเราอยู่” “ราสริล....”
ชิปปุร้องคราง รอยแผลไหม้มีสภาพแย่ลงทุกวันทุกวัน ทั่วทั้งร่างร้อนผ่าว เขาครวญครางต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดราวกับละเมอ
“ไกลจังเลย.... เนอะ....”
ลาสโลเองก็นั่งหมอบนิ่ง แต่ก็รวบรวมกำลังลุกขึ้นยืน การที่ใครสักคนหนึ่งลุกขึ้นยืนและกวาดสายตามองไปรอบๆ เป็นช่วงๆ นั้น ไม่ใช่ว่ามีการบอกกันให้ทำ แต่เป็นข้อตกลงที่รู้กันอย่างเงียบๆ เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น เรือที่แล่นผ่านมา ก็อาจจะเล็ดลอดสายตาไปได้
ลาสโลกวาดสายตาอย่างเนือยๆ เขารู้สึกเหมือนกับว่ามองเห็นเงาสีดำตะคุ่มๆ อยู่ที่อีกฝากหนึ่งของผืนน้ำ ทว่าก็ไม่คิดจะใส่ใจมันในตอนแรก อย่างไรซะก็คงจะเป็นแค่ภาพลวงตา พวกเขาปรารถนาเงาของเรือเสียจนหลายครั้งที่ผู้เฝ้ายามมองเงาของเมฆหรือปลาผิดคิดว่าเป็นเรือแล้วร้องโวยวาย และในที่สุดก็ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง
ทว่าเงาดำนั้นค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ลาสโลทาบมือลงกับกราบเรือ แล้วจ้องมองอย่างตั้งใจ และในไม่ช้าก็มองเห็นเสากระโดงที่ขึงผ้าใบอย่างชัดเจน
“เรือล่ะ”
ทัลกับจูเอลแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเหมือนๆ กันต่อเสียงกระซิบของลาสโล
“เรือเหรอ....”
“ถ้าเป็นเรือของจริงก็น่าดีใจหรอกนะ....”
“เรือจริงๆ นะ ต้องทำให้เขาสังเกตเห็นพวกเรา ทำยังไงก็ได้ รีบส่งสัญญาณเร็วเข้า!”
ทั้งสองคนสปริงตัวลุกขึ้นในทันทีทันใด และทั้งหมดก็เริ่มขยับไปรอบๆ อย่างรีบร้อนราวกับบ้าคลั่ง ทัลกับลาสโลถอดใบเรือออก แล้วนำมาโบกเหมือนกับธง ส่วนจูเอลก็ชูมือทั้งสองขึ้นแกว่งไปมา ชิปปุเอง ถึงจะถูกทุกคนห้ามเอาไว้ แต่ก็พยายามฝืนลุกขึ้น แล้วเคาะกราบเรืออย่างหมดแรง และก็ได้ผล เรือลำนั้นเริ่มเปลี่ยนทิศทางกลางคัน แล้วมุ่งหน้ามาทางนี้ เรือลำนั้นสังเกตเห็นพวกเขาแล้ว
“รอดแล้ว....!”
ทัลกู่ร้องตะโกนขึ้นฟ้า เป็นหนึ่งคำที่ให้ความรู้สึกสมจริงอย่างที่สุด พวกลาสโลต่างก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แล้วล้มตึงลงกับพื้นเรืออีกครั้งหนึ่ง
