Gensui4 Novel-1-06

จาก SuikoFriendWiki, สารานุกรมฟรี

Revision as of 21:14, 6 พฤษภาคม 2009; view current revision
←Older revision | Newer revision→
Jump to: navigation, search

6-1

ซุปที่ได้รับมีรสชาติเข้มข้น และเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ ทั้งสามต่างก็รับประทานอย่างหิวโหย จนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ จนในที่สุดก็เริ่มรู้สึกได้ว่าพวกตนยังมีชีวิตอยู่ สำหรับชิปปุที่ไม่ค่อยรู้สึกอยากอาหาร จูเอลก็ช่วยใช้ช้อนคันเล็กๆ ป้อนน้ำซุปให้รับประทาน

“อา--....ทุกท่าน ท่าทางจะลำบากกันทีเดียวนะครับ”

เมื่อถูกทัก ทั้งสี่ก็เงยหน้าขึ้น ชายซึ่งมีใบหน้าที่ดูเอาจริงเอาจริงอย่างยิ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา พอลาสโลเอ่ยขอบคุณ ชายคนนั้นก็ยิ้มด้วยท่าทีขัดเขิน

“อะไรกันครับ.... อยู่ในทะเล การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเรื่องสำคัญอยู่แล้วครับ ผมขอเรียนถามชื่อของทุกๆ ท่านหน่อยได้ไหมครับ อ๊ะ ผมเองมีชื่อว่าเดสมอร์นครับ”

“ชั้นชื่อทัล เป็นอดีตสมาชิกกองอัศวินสมุทรไกเอ็น ตอนนี้ว่างงาน อยู่ระหว่างลอยแพ”

“ฉันจูเอล นอกนั้นเหมือนกัน”

“เช่นกัน ผมลาสโลครับ ส่วนทางนี้เป็นเนโกะโบลท์ ชื่อชิปปุครับ”

เดสมอร์นทำหน้าเหมือนประทับใจกับการแนะนำตัวที่ต่อเนื่อง

“อืม ทุกท่านเป็นชาวไกเอ็นหรือครับนี่ เดินทางกันมาไกลทีเดียวนะครับ”

“ไกลเหรอครับ ที่นี่คือแถบไหนกันเหรอครับ?”

“ไม่ทราบกันเหรอครับ ที่นี่เป็นเขตน่านน้ำของอาณาจักรโอเบลครับ”

โอเบลเป็นราชอาณาจักรที่มีอำนาจ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มประเทศหมู่เกาะ ห่างไกลจากราสริลมาก พวกเขาล่องลอยมาเป็นระยะทางถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ พอคิดเช่นนั้นก็รู้สึกบอกไม่ถูกอย่างไรชอบกล

แล้วจู่ๆ เดสมอร์นก็หยุดสายตาลงที่ลาสโล หรือที่ถูก ก็คือที่มือซ้ายของลาสโล

“เอ ท่านมีปานอยู่ที่มือด้วยสินะครับขอผมดูหน่อยได้ไหมครับ”

ลาสโลลังเลใจ เขาไม่ค่อยอยากจะให้ใครได้เห็นมันนัก ทว่าเดสมอร์นก็เอ่ยด้วยทีท่าที่หนักแน่นเกินกว่าที่คาด

“ต้องขออภัยด้วยนะครับ แต่เมื่อพวกท่านขึ้นมาบนเรือแบบนี้แล้ว ทางผมก็ต้องทำการตรวจสอบด้วยน่ะครับ ถ้าเป็นปานธรรมดาก็ดีไป.... แต่เท่าที่ดู นั่นคงจะเป็นตราสัญลักษณ์สินะครับ?”

ลาสโลยื่นมือให้เดสมอร์น ชายคนนี้ จะรู้อะไรเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์บนมือซ้ายนี้ไหมนะ

เดสมอร์นมองดูด้วยทีท่าสนใจเป็นอย่างมาก ทว่าจู่ๆ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปราวกับนึกอะไรออกขึ้นกะทันหัน เสียงร้อง “หยา” ดังลอดออกมาจากลำคอนั้น ก่อนที่เขาจะหันหลังให้ลาสโลรวดเร็ว และวิ่งไปบนดาดฟ้าเรืออย่างร้อนรน

“.... อะไรของเขาน่ะ ดูมือคนอื่นแล้ววิ่งหนี เสียมารยาทชะมัดเลย”

“เขาอาจจะรู้จักตราสัญลักษณ์ของลาสโลก็ได้นี่นา? นี่ ลองถามเขาดูเถอะ”

ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้นเอง เดสมอร์นก็เกลับมาพร้อมกับหญิงคนหนึ่ง เป็นหญิงงามอายุราวยี่สิบปี เรือนผมสีเกาลัด รวบมัดเรียบร้อย เธอสวมใส่ชุดเข้ากับรูปร่าง ท่าทางเคลื่อนไหวได้คล่องตัว ดูจากสีหน้าและเสื้อผ้าแล้ว ทำให้เห็นถึงอุปนิสัยที่มีชีวิตชีวา ทว่าการเคลื่อนไหวก็ดูงามสง่าอย่างผู้ได้รับการขัดเกลา

“เดสมอร์น คนนี้น่ะเหรอ?”

หญิงสาวเอ่ยถามเดสมอร์นซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง เป็นจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนว่าเธอคงจะเป็นผู้บังคับบัญชาของเดสมอร์น

“คะ ครับ....”

“ขอดูมือของเธอหน่อยจ้ะ”

หญิงสาวกล่าวกับลาสโล พอลาสโลยื่นมือออกไป เธอก็ประคองมือของเขาไว้ด้วยมือของตนราวกับจะห่อหุ้ม และขยับก้มมองดูใกล้ๆ นิ้วของเธอเย็น และอ่อนช้อย

“.... ไม่ผิดแน่ นี่มัน ควรจะเรียกว่าโชคชะตาดลบันดาลไหมนะ?”

เธอพึมพำอย่างเป็นปริศนา แล้วจึงออกคำสั่งกับเดสมอร์น

“ดูแลพวกเขาด้วยนะ”

“ครับ” “.... ที่ว่าโชคชะตาดลบันดาลน่ะ หมายความว่ายังไงเหรอคะ?”

จูเอลเอ่ยถามขึ้น ทว่าหญิงสาวก็เลี่ยงที่จะตอบ

“รายละเอียดค่อยว่ากันหลังจากที่กลับถึงประเทศเถอะจ้ะ ตอนนี้พักผ่อนกันให้สบายก่อนดีกว่านะ”

“เอ่อ ช่วยทำแผลให้เพื่อนเราด้วยได้ไหมคะ? ชิปปุเขาบาดเจ็บอยู่นะคะ”

เมื่อจูเอลเอ่ยพลางชี้ไปยังเนโกะโบลท์ หญิงสาวก็ย่นคิ้วลงเล็กน้อยอย่างลำบากใจ

“เรือลำนี้มีอยู่แค่ยาเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ไม่มีหมอด้วยน่ะค่ะ ยานั้นพวกคุณเอาไปใช้ได้ตามสบายแน่นอนค่ะ แต่มันคงจะไม่พอ เราและมุ่งหน้ากลับท่าเรือด้วยความเร็วเต็มที่ จนกว่ากลับถึง ไปพักที่เตียงก่อนเถอะค่ะ”

หญิงสาวบอกเดสมอร์นให้จัดเตรียมยา แล้วก็เดินหายลับไป

ทัลอุ้มชิปปุขึ้น แล้วพาเข้าไปในเคบิน ฝ่ายจูเอลก็เอ่ยถามเดสมอร์น

“เมื่อกี้เห็นพูดถึงประเทศ ประเทศที่ว่าคือที่ไหนเหรอ?”

“อ้อ เรือลำนี้เป็นเรือลานตระเวนของราชอาณาจักรโอเบลครับ คงต้องขอให้ทุกท่านมากับเรานะครับ”

“ราชอาณาจักรโอเบลเหรอ.... อืม....”

“แล้วท่านเมื่อครู่นี้ ก็คือองค์หญิงแฟรครับ ขอให้ทุกท่านอย่าเสียมารยาทนะครับ”

เดสมอร์นกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับได้เปิดเผยความลับอันยิ่งใหญ่ออกไป ลาสโลตกใจ เขาคิดอยู่เหมือนกันว่าเธอดูสูงศักดิ์ยังไงบอกไม่ถูก แต่ไม่นึกเลยว่าจะเป็นองค์หญิงนั่นเอง

“แต่เมื่อกี้บอกว่าเรือลำนี้เป็นเรือลาดตระเวนไม่ใช่เหรอ? องค์หญิงมาขึ้นเรือลาดตระเวนด้วยเหรอ?”

คำทักที่ตรงเป้าแผงของจูเอล ทำให้เดสมอร์นลนลานส่งเสียงขึ้น

“เรื่องนั้นคือ.... ว่านะครับ คือเพราะว่าท่านแฟรปรารถนาอย่างแรงกล้าด้วยตัวท่านเอง”

“หืม เป็นองค์หญิงที่แปลกดีนะ”

เดสมอร์นปาดเหงื่อ ทั้งที่แสงแดดก็ไม่ได้แรงอะไรมากมาย ท่าทางคงจะเป็นเหงื่อเย็นๆ มากกว่า

และไม่นานนัก เรือก็มาถึงท่าเรือของราชอาณาจักรโอเบล


“ฉันต้องรีบกลับที่ราชวังก่อน อยากจะให้พวกเธอมาด้วยกันด้วย แต่ว่าไปทำแผลให้เขาก่อนน่าจะดีกว่าสินะจ๊ะ”

องค์หญิงแฟรมองดูชิปปุที่ได้ทัลช่วยอุ้มเอาไว้

“ท่านหมอที่ฝีมือเยี่ยมที่สุด อยู่ในย่านร้านค้าที่ต้องปีนบันไดตรงนี้ขึ้นไป ท่านชื่อหมอยู เป็นท่านที่เชื่อถือได้จ้ะ”

“ขอบคุณมากครับ พวกเราจะรีบลองไปดูครับ”

“ถ้าทำแผลเสร็จแล้วก็มาที่ราชวังนะจ๊ะ ฉันจะรอนะ”

แฟรเดินจากไปพร้อมกับเดสมอร์น แล้วพวกลาสโลจึงก้าวขึ้นบันไดที่แฟรได้บอกไว้ มุ่งหน้าสู่ย่านร้านค้า

เมื่อลองสอบถามชาวเมือง ก็ทราบที่อยู่ของหมอยูได้ทันที เป็นสถานพยาบาลเล็กๆ ซึ่งแทบจะเผลอมองข้ามไปเอาง่ายๆ

พอก้าวเข้าไปด้านใน ชายหนุ่มซึ่งก้มหน้าเขียนอะไรบางอย่างอยู่กับโต๊ะก็เงยหน้าขึ้น

“มีธุระอะไร?”

“ที่มีคือสถานพยาบาลของหมอยูใช่ไหมครับ?”

“ฉันนี่แหละยู”

เป็นหมอที่หนุ่มกว่าที่คิดไว้มาก

ลาสโลเอ่ยต่อ

“เพื่อนของเราได้รับบาดเจ็บครับ ถูกปลากระเบนยักษ์ทำร้ายเอาในทะเล ช่วยตรวจดูให้หน่อยจะได้ไหมครับ”

ยูลุกขึ้นยืน แล้วเลื่อนสายตาไปยังชิปปุในอ้อมแขนของทัล

“อ้อ โดนกรดมาสินะ”

“ครับ”

“ต้องจ่ายเงินก่อน 500 พ๊อต”

ลาสโลลนลานขึ้น เขาลืมเรื่องค่ารักษาไปเสียสนิท ตัวเขาเป็นผู้ถูกเนรเทศ ดังนั้นจึงแน่นอนว่าไม่มีเงินอยู่เลย จูเอลรีบดึงเอาถุงที่ห้อยไว้กับคอออกมา แล้วเปิดออกดูภายใน

“ฉันมีอยู่ไม่เยอะนะ.... ทั้งหมดมีแค่ 25 พ๊อต”

“ฉัน 20 พ๊อต”

ทัลเอ่ยบ้าง ทั้งหมดเป็นผู้ยากไร้พอๆ กัน หมอยูส่ายศีรษะด้วยทีท่าบ่งบอกชัดว่าคุยกันไปก็ไม่ได้เรื่อง

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็รักษาให้ไม่ได้หรอก กลับไปซะเถอะ”

“ตะ แต่ว่า!”

จูเอยส่งเสียงขึ้น

“เงินเราจะจ่ายทีหลังนะคะ เพราะฉะนั้นช่วยรักษาให้ด้วยเถอะค่ะ”

“ฉันมีกฎว่าต้องจ่ายเงินมาก่อน”

“แต่ว่า.... ชิปปุเขาบาดเจ็บหนักนะคะ ท่าทางเขาทรมานมากเลย”

“แผลไม่ถึงตายหรอกน่า”

“หมอ!”

“กลับไปซะเถอะ”

ยูโบกมือด้วยท่าทางรำคาญ แล้วก้มหน้าลงกับโต๊ะอีกครั้ง จูเอลทำท่าจะระเบิดความโกรธออกมา ลาสโลจึงรีบเอ่ยแทรกขึ้น

“ช่วยไม่ได้นะ ออกไปกันเถอะจูเอล”

จูเอลกำมือแน่นอย่างเจ็บใจ แล้วตะโกนใส่ด้านหลังของหมอยูอย่างเกลียดชัง

“อย่างนายน่ะเรียกว่าหมอไม่ได้หรอก! นิ่งดูดายปล่อยคนที่กำลังเดือดร้อนอย่างนี้น่ะ!”

“พอเถอะจูเอล ไปกันได้แล้ว”

ทั้งสี่ออกมานอกสถานพยาบาล ในขณะที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกันต่อดีลาสโลก็นึกขึ้นมาได้ แล้วหยิบเอาของขวัญที่ได้รับจากนางเงือกออกมา ถ้าเอามันไปขาย คงจะได้เงินมาไม่น้อยเป็นแน่

แล้วจูเอลก็เอ่ยถามขึ้น

“ของนั่น มันทำไมเหรอ?”

“เงือกลิลินคนนั้นให้มาน่ะ ฉันจะเอาไปขายแลกเป็นเงินมา”

“แต่มันเป็นของสำคัญไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่เป็นำรหรอก ชีวิตชิปปุไม่มีอะไรมาแลกได้อีกแล้วนี่นา”

ในขณะที่ลาสโลกำลังจะออกก้าวตรงไปยังร้านค้านั่นเอง

“รอเดี๋ยวก่อน!”

ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยเรียกเขาเอาไว้

ชายคนนั้นสวมหมวกเกราะรูปร่างประหลาด จะว่าเป็นนักรบ แต่เสื้อผ้าของเขาก็มีผ้ากันเปื้อนแบบพ่อค้า ดูแล้วแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มเอ่ยกับพวกลาสโลซึ่งกำลังงงงวยด้วยท่าทางเป็นกันเอง

“พวกคุณถูกหมอยูปฏิเสธมาสินะ ว่าให้จ่ายเงินก่อนน่ะ”

“.... ครับ แล้วคุณคือ?”

“ร้านสารพัดอย่างครับ ผมมียาดีๆ ด้วยนะ”

ชายหนุ่มปลดเอากล่องที่แบกไว้ด้านหลังลงวาง ปูเสื่อคลุมลงไปแล้วนำสินค้าขึ้นมาวางเรียงด้านบนอย่างคล่องแคล่ว สินค้านั้นมีป้ายติดอยู่ทำให้เข้าใจได้ง่าย เช่น “ยาสำหรับแผลลวกไหม้” “ยาแก้ปวดท้อง” “ยาแก้ปวดหัว” “ยาดักแมลง” ฯลฯ

“นี่น่ะ ราคาถูกกว่าค่ารักษาของหมอยูพอตัวเลยนะครับ”

ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม เป็นรอยยิ้มเพื่อการค้าสมกับเป็นคนค้าขายอย่างที่สุด

ถ้ามียาที่มีสรรพคุณดีก็ถือว่ามาได้ถูกจังหวะจริงๆ แต่จะยังไงก็น่าสงสัยอยู่ดี การที่มาปรากฏตัวหลังจากที่พวกเขาเพิ่งถูกหมอยูปฏิเสธมาพอดิบพอดีนั้น ชวนให้ดูไม่น่าเชื่อถืออย่างที่สุด

ฝ่ายชายหนุ่มนั้น คงจะดูออกถึงท่าทีระแวดระวังของพวกลาสโล จึงเอ่ยขึ้นว่า

“ไม่ใช่ยาที่ไม่น่าไว้ใจหรอกครับ เรื่องสรรพคุณน่ะรับประกันเต็มที่เลย แล้วร้านผมก็เก็บเงินทีหลังไม่เหมือนหมอยู ถ้ายาใช้ไม่ได้ผลล่ะก็ ไม่ต้องจ่ายก็ได้ครับ”

แต่ถึงกระนั้นพวกลาสโลก็ยังไม่ความระแวง ชายหนุ่มจึงหัวเราะเฝื่อนๆ

“ผมชื่อชาโดรี่ครับ เป็นพ่อค้า แต่ตอนนี้ยังไม่มีร้านเป็นของตัวเองก็เลยต้องทำการค้าแบบนี้แหละครับ เพราะหมอยูมีระเบียบว่าต้องจ่ายเงินก่อน ผู้ป่วยที่จ่ายเงินไม่ไหวแล้วออกมาท่าทางลำบากใจก็เลยมีเยอะ เพราะฉะนั้นผมก็เลยมาปักหลักเรียกลูกค้าอยู่แถวนี้น่ะครับ คนที่ดีใจที่ได้ยาดีๆ ในราคาไม่แพงก็มีมากนะครับ”

“อืม....”

จูเอลหันมามองลาสโล

“ลองซื้อดูมั้ย?”

ลาสโลพยักหน้า จะยังไงซะ พวกเขาก็ปล่อยชิปปุไว้แบบนี้ไม่ได้อยู่ดี

พอเล่าเรื่องที่ถูกปลากระเบนทำร้ายให้ฟัง ชาโดรี่ก็จัดหายาที่เหมาะสมให้ แล้วลาสโลจึงทำท่าจะยื่นแหวนที่ได้รับจากงานเงือกให้กับเขา

“เจ้านี่ไม่รู้ว่าจะมีราคาแค่ไหน แต่ขอแลกเป็นค่ายาแล้วกัน”

ชาโดรี่รับแหวนไปเพ่งมอง แล้วก็ส่ายศีรษะด้วยท่าทางตกใจ

“คุณลูกค้านี่ไม่ทราบอะไรเลยจริงๆ นะครับ เจ้านี่น่ะมีราคาสูงทีเดียวล่ะ แหวนสีทองนี่เรียกว่าลัคกี้ริงค์ ถ้าไปซื้อตามร้านล่ะก็ 20,000 พ๊อตเลยครับ แต่ถ้าคิดจะขาย ก็จะได้ราคาครึ่งเดียวน่ะนะครับ”

“20,000!”

จูเอล ทัล และลาสโลต่างก็ส่งเสียงขึ้นพร้อมกัน

“แหวนสีเงินนี่คือการ์ทริงค์ ราคาก็ 2,000 พ๊อตครับ ส่วนแผ่นยันต์นี่เรียกว่าอามิวเล็ทแห่งน้ำ ราคาคงประมาณซัก 2,200 พ๊อตมังครับ ไม่ว่าจะชิ้นไหน เก็บติดตัวไว้ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น จะขายซะมันน่าเสียดายนะครับ”

“แต่ว่าพวกเราไม่มีเงินเลย....”

“ไว้ให้ยาได้ผลแน่นอนก่อนแล้วค่อยมาจ่ายก็ได้ครับ เท่าที่ดู คุณลูกค้าคงจะเป็นนักรบใช่มั้ยล่ะครับ? ถ้าไปรับจ้างปราบสัตว์ประหลาดในทะเลอะไรพวกนั้น แป้บเดียวก็ทำเงินได้แล้วครับ เจ้านี่น่ะ เก็บไว้ให้ดีๆ ดีกว่า”

ชาโดรี่ส่งแหวนคืนให้กับลาสโล ท่าทางเขาคงเป็นคนตรงไปตรงมาทีเดียว ลาสโลรู้สึกชอบใจในตัวชาโดรี่ขึ้นมา จูเอลเอง ก็ยิ้มให้ชาโดรี่ด้วยท่าทางเป็นมิตร

“คุณนี่ยอดไปเลย ยอดกว่าตาหมอโลภมากนั่นลิบลับ”

“หมายถึงหมอยูเหรอครับ? อื~ม อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ คนๆ นั้นเป็นหมอที่เยี่ยมมากนะครับ ฝีมือเขาดีมากเลยด้วย...”

“จะฝีมือดีขนาดไหนก็เถอะ แต่หิวเงินแบบนั้นน่ะ ไม่มีคุณบัติของหมอหรอก!”

“แต่หมอเขาได้รับการยอมรับมากเลยนะครับ เอาเถอะ ยังไงก็รีบลองใช้ยานั่นดูก็แล้วกันครับ ต้องดีขึ้นทันตาเห็นแน่ๆ”

พวกลาสโลแยกกับชาโดรี่ แล้วจึงมุ่งไปยังโรงเตี้ยมก่อน

“โรงเตี้ยมก็เก็บเงินก่อนรึเปล่าน้า....?” จูเอลครางเสียงแผ่ว

“ก่อนจะมาถึงนี่ พวกเราใช้ชีวิตบนเกาะร้างกับลอยไปเรื่อยๆ ไม่ต้องใช้เงินนี่นะ ตอนอยู่ที่ราสริลก็ไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ แต่การใช้ชีวิตในเมืองนี่มันลำบากเนอะ”

“ลองไปคุยกับที่โรงเตี้ยมดูก่อนเถอะ ถ้าเขาบอกว่ายังไงๆ ก็ต้องจ่ายก่อนก็คงช่วยไม่ได้ เอาแหวนไปขายให้คุณชาโดรี่เมื่อกี้นี้ก็แล้วกัน”

โรงเตี้ยมตั้งอยู่ห่างจากย่านร้านค้าออกไป พอพวกลาสโลก้าวเข้าไป

“ยินดีต้อนรับค่ะ” เสียงสดใสของนายหญิงเจ้าของโรงเตี้ยมก็ดังขึ้นต้อนรับ

เธอเป็นหญิงงามที่ดูท่าทางเนือยๆ นิดๆ ไม่สิ คงต้องบอกว่าเป็นคนมีสเน่ห์มากกว่าคนสวย แต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้น น้ำเสียงของเธอกลับฟังดูเปิดเผย ตรงไปตรงมา อายุเธอน่าจะอยู่ในวัยประมาณ 30 ปี แต่ถึงจะถูกทักว่ามากหรือน้อยกว่านั้นซัก 10 ปีก็คงไม่น่าแปลกใจอะไร เป็นคนที่มีบรรยากาศดีๆ อย่างบอกไม่ถูก

“4 ท่านสินะ จะพักกี่คืน.... อ้าว?”

เธอเลื่อนสายตาที่เหมือนจะถามอะไรซักอย่างไปยังลาสโลที่กำลังจะถามถึงเรื่องการรจ่ายเงิน

“หรือว่าพวกเธอจะเป็นนักเดินทางที่มากับเรือลาดตระเวนของท่านแฟร?”

“ครับ ก็ใช่อยู่....”

“ใช่จริงๆ ด้วย ได้ยินมาว่าองค์หญิงเก็บเนโกะโบลท์ที่ได้รับบาดเจ็บมาได้นี่นะ”

ดูเหมือนว่าโรงเตี้ยมจะเป็นศูนย์รวมของข่าวลือจริงๆ ข่าวสารมาที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว หญิงเจ้าของโรงเตี้ยมหัวเราะขึ้นเบาๆ

“ถ้าเป็นแขกของท่านแฟรล่ะก็ ไม่ต้องจ่ายค่าเข้าพักก็ได้ เดี๋ยวฉันจะเตรียมห้องดีๆ ให้ ใช้ที่นั่นเถอะ”

“เอ๋.... แต่ว่า”

“อย่าเกรงใจเลย ทั้งฝ่าบาท ทั้งองค์หญิงช่วยเหลือฉันไว้มากน่ะนะ”

ตัวพวกเขานั้น น่าจะเรียกว่าเป็นคนที่ถูกองค์หญิงเก็บมาได้ มากกว่าจะเป็นแขกขององค์หญิง แม้จะกังวลว่าแบบนี้จะดีหรือเปล่า แต่ยังไงเสีย เวลานี้ คำพูดของเธอก็เป็นเรื่องน่าขอบคุณสำหรับพวกเขาที่ไม่มีเงิน ตอนนี้คงต้องขอรับน้ำใจของเธอแต่โดยดีไปก่อน เมื่อพอจะหาเงินได้แล้ว ค่อยมาตอบแทนเธอในภายหลัง

ในที่สุด เมื่อพาชิปปุไปนอนบนเตียงในห้องแล้วทายาให้ ก็พอจะวางใจได้บ้าง ชิปปุเอ่ยบอกว่าความเจ็บปวดเริ่มทุเลาลงบ้างแล้ว และก็หลับไปในทันที

“ดีจังเลย.... เพราะได้คุณชาโดรี่กับคุณเข้าของโรงแรมแท้ๆ ตอนที่เจอตาหมอขี้งกนั่น ฉันนึกว่าจะเกลียดเมืองนี้แล้วซะอีก แต่คนดีๆ ก็มีเยอะนะ”

ดูเหมือนว่าจูเอลจะยังคงนึกแค้นหมอยูคนนั้นอยู่

แล้วหลังจากนั้นพวกลาสโลก็มุ่งหน้าไปยังราชวัง ตามที่องค์หญิงแฟรบอก


6-2

ราชวังนั้น ตั้งอยู่ในที่ซึ่งต้องไต่บันไดสูงจากย่านการค้าขึ้นไปอีก

ที่เมืองนี้มีบันไดอยู่มากมาย เพราะภูเขาที่ลาดชันนั้นทอดยาวลงไปเกือบถึงทะเล ดังนั้นตัวเมืองที่ถูกสร้างขึ้นโดยการบุกเบิกพื้นที่บนภูเขาจึงถูกเชื่อมต่อเข้ากันด้วยขึ้นบันได

ด้านหน้าของราชวังเป็นสวนซึ่งประกอบด้วยสระน้ำทรงสี่เหลี่ยม บริเวณใกล้ๆ กับสระน้ำ มีชายคนหนึ่งกำลังให้อาหารแก่นกน้ำ ทั้งที่อยู่ในบริเวณสวนของพระราชวัง แต่ชายคนนั้นกลับแต่งกายไม่เรียบร้อยอย่างยิ่ง ร่างท่อนบนนั้นสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสั้นไม่มีชาย จึงดูเกือบจะเปลือย ส่วนท่อนล่างก็สวมใส่กางเกงยาวเพียงเขากับรองเท้าแตะหนัง ชวนให้ถึงขนาดต้องสงสัยเสียด้วยซ้ำว่าแต่งกายลำลองขนาดนี้มาป้วนเปี้ยวอยู่ในสถานที่ที่พึงเคารพแบบนี้ จะไม่โดนจับเอาหรืออย่างไร

“คุณลุงกำลังทำอะไรอยู่เหรอ?”

พอจูเอลเอ่ยทัก ชายคนนั้นก็หันมาตอบ

“ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ กำลังให้อาหารนกอยู่ไง”

“หืม.... มาให้อาหารมันตามใจชอบแบบนี้จะดีเหรอ? ที่นี่เป็นราชวังไม่ใช่เหรอ”

“แค่ให้อาหาร ใครมันจะสน”

“แล้วพระราชาอยู่ข้างในนี้รึเปล่า?”

“มันก็คงต้องงั้นสิ ก็พระราชวังนี่นา”

ชายคนนั้นตอบด้วยทีท่ารำคาญ

แม้ใบหน้านั้นจะดูน่ากลัว และคำพูดที่ตอบกลับมาจะฟังหยาบๆ แต่ชายคนนี้ก็ดูว่าจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ดี อายุเขาคงประมาณสัก 40 กลางๆ ไว้เคราที่คาง ร่างกายกำยำแข็งแรง บางทีเขาอาจจะเป็นนักรบชั้นล่างคนหนึ่งก็ได้กระมัง

“พวกเรามาพบพระราชากับองค์หญิงน่ะ”

“งั้นก็เหนื่อยหน่อยนะ”

“ลุงรู้มั้ยว่าพระราชาเป็นคนแบบไหน?”

“เป็นคนหล่อนะ”

ชายคนนั้นเอ่ยด้วยท่าทางรำคาญ แล้วจึงหันไปเริ่มโปรยอาหารให้กับนกอีกครั้ง ฝ่ายจูเอลที่ชอบหนุ่มหล่อเป็นชีวิตก็ร่าเริงขึ้นมาชนิดทันตาเห็น

“เขาว่าเป็นคนหล่อแน่ะ! รีบไปกันเถอะ ลาสโล ทัล”

แล้วทั้งสามก็ก้าวขึ้นบันไดซึ่งทอดสู่พระราชวังโดยมีจูเอลเดินนำอยู่หัวขบวน


พระราชวังโอเบลเป็นอาคารซึ่งก่อสร้างจากหินซึ่งทำให้รู้สึกเย็นๆ และเต็มไปด้วยบรรยากาศของต่างเมือง พอก้าวผ่านทางเข้าเข้าไป ก็กลายเป็นห้องโถงกว้าง มีเสาทรงกลมหลายต้นเรียงราย ค้ำจุนเพดานสูง ทั้งด้านซ้าย ด้านขวาและด้านหน้า ต่างก็มีทางที่เชื่อมสู่ห้องข้างๆ ทว่าที่ปากทางนั้นไม่มีบานประตู แต่มีผ้าม่านที่สวยงามกั้นไว้แทนที่

ในห้องโถงนั้น มีชายร่างเล็กคนหนึ่งยืนอยู่ ดูเหมือนว่าเขาจะกำลังรอพวกลาสโลอยู่ พอทั้งสามก้าวเข้าไป เขาก็กล่าวทักว่า “ยินดีต้อนรับครับ” หนวดเฟิ้มกับศีรษะเถิกสูง และหน้าท้องทียื่นออกมาทำให้รู้สึกถึงความภูมิฐาน ลาสโลเอ่ยถามเขาอย่างสุภาพ

“ท่านคือพระราชารึเปล่าครับ?”

“พระราชา? อะไร ข้าน่ะรึ?”

ชายคนนั้นเบิกตากว้างอย่างงงๆ ดูเหมือนว่าจะทักผิดเข้าเสียแล้ว

“ราชาของเราเป็นท่านที่ยิ่งใหญ่อย่างยิ่ง มาทักสลับกับคนเยี่ยงข้านี่เป็นสิ่งไม่สมควรเลยนะครับ”

“ต้องขออภัยด้วยครับ”

“เรื่องของอาคันตุกะทุกท่าน ข้าได้ทราบจากองค์หญิงแฟรแล้วครับ เชิญทางนี้”

พวกลาสโลก้าวเข้าไปด้านในตามที่ชายคนนั้นนำทางให้ จูเอลถองลาสโลเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงค่อย

“ลาสโลนี่ล่ะก็ ลุงคนเมื่อกี้เขาบอกแล้วนี่ว่าพระราชาเป็นคนหล่อน่ะ แล้วลุงคนนี้จะเป็นพระราชาได้ไงกันล่ะ”

แต่จากจุดยืนของชาวเมืองแล้ว การกล่าวยกย่องราชาของตนน่าจะเป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรืออย่างไร แม้จะเป็นราชาที่ธรรมดาๆ แต่หากถูกถาม ก็คงจะต้องตอบว่า “เป็นยอดคน” อยู่แล้ว ที่บอกว่าเป็น “คนหล่อ” ก็อาจจะเชื่อถือไม่ได้เท่าไรนัก ถึงจะผิดต่อจูเอลที่ดูจะตั้งความหวังเอาไว้อยู่ก็เถอะ พวกลาสโลถูกพาเข้ามาสู่ห้องด้านใน แล้วชายร่างเล็กจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ

“อีกซักครู่จะได้พบกับฝ่าบาทแล้ว ระมัดระวังอย่าทำอะไรเสียมารยาทนะครับ”

“ครับ”

ทั้งสามยืนเรียงกับชายผู้นั้นในท่าทางสำรวม

“จากนี้ไปจะเป็นการเข้าเฝ้าองค์ราชา และองค์หญิงครับ”

หลังสิ้นคำประกาศ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้น แต่พวกลาสโลซึ่งกำลังก้มหน้าอยู่ไม่สามารถมองเห็นร่างนั้นได้ ฝีเท้าเบาๆ ที่ก้าวต่อจากองค์ราชาคงจะเป็นขององค์หญิงแฟรกระมัง หลังจากที่องค์ราชาก้าวขึ้นไปยังบัลลังก์บนแท่นแล้ว จึงมีเสียงอนุญาตบอกว่า “เงยหน้าขึ้นได้แล้วครับ” ดังขึ้น และพวกลาสโลจึงได้ประจันหน้ากับองค์ราชาเป็นครั้งแรกในตอนนั้นเอง แต่จูเอลที่ใจเต้นแรงด้วยความคาดหวังกลับส่งเสียงขึ้นอย่างตกใจ

“คะ.... คุณลุง!? คนเมื่อกี้!”

ที่นั่งอยู่บนบังลังค์ ก็คือชายที่ให้อาหารนกอยู่เมื่อครู่นี้นั่นเอง เครื่องแต่งกายของเขาก็ยังคงเป็นเสื้อเชิ้ตสั้นไม่มีชาย กับกางเกงขาสั้น ดูไม่มีความภูมิฐานเลยแม้แต่น้อย

ลาสโลนั้นแม้จะตกใจ แต่ก็พอจะทำความเข้าใจกับสถานการณ์ได้ แต่จูเอลยังคงไม่รู้สึกตัวและตะโกนด้วยเสียงอันดัง

“ตรงนั้นมันบัลลังก์นะ! ไม่ได้นะคุณลุง ลงมาซะ! เดี๋ยวก็ถูกดุหรอก!”

“จะ เจ้า! เสียมารยาทอะไรอย่างนี้!”

ชายร่างเล็กพุ่งตัวขึ้นมาทันที ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ฝ่ายองค์หญิงแฟรที่ยืนอยู่ถัดลงมาจากบัลลังก์ก็เอามือปิดบริเวณปาก กลั้นเสียงหัวเราะอยู่

“เอ๋.... เสียมารยาท.... เหรอ”

“นี่ฝ่าบาทนะ! ระวังปากไว้ด้วย!”

“ช่างเถอะน่า เซ็ตสึ เสียงเจ้าน่ะหนวกหูยิ่งกว่าซะอีก”

ชายผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์พูดด้วยเสียงยานคาง ฝ่ายข้ารับใช้ผู้ถูกเรียกว่าเซ็ตสึก็โอดด้วยท่าทางเอือมระอา

“ฝ่าบาท! เพราะอย่างนี้ข้าถึงได้เรียนอยู่ทุกครั้งๆ ไงครับ! โปรดใส่เสื้อผ้าที่ข้าเตรียมไว้ให้ด้วยเถอะ!”

“เสื้อของเจ้าใส่แล้วมันขยับลำบากนี่นา”

ราชาโอเบลก้าวลงจากบัลลังก์ แล้วมาหยุดยืนตรงหน้าลาสโล

“ข้าเป็นราชาของที่นี่ ชื่อริโน เอน คูลเดส ฝากตัวด้วยนะ”

“อ๊ะ.... ผมลาสโลครับ”

ลาสโลโค้มศีรษะลง รู้สึกมึนอย่างบอกไม่ถูก นี่เป็นพระราชาที่แปลกเกินไปแล้ว

ริโนจ้องมองใบหน้าของลาสโลไม่วางตา แล้วจึงพึมพำขึ้น

“หืม เจ้าอย่างนั้นรึ....”

ระหว่างที่ลาสโลทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่เข้าใจความหมายในคำพูดนั้น ริโนก็ออกคำสั่งกับเซ็ตสึ

“ข้าอยากจะคุยกับเจ้านี่แค่สองคน พาคนอื่นๆ ออกไปหน่อยเถอะ”

“ไม่เป็นไรเหรอครับ? กับ.... คนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าแบบนี้....”

เซ็ตสึทำท่าเป็นห่วง แต่พอถูกริโนจ้องก็รีบถอยออกไปด้วยท่าทางหดหู่ จูเอลกับทัลก็ถูกพาตัวออกไปโดยการไล่ของเซ็ตสึ และองค์หญิงแฟรก็เดินออกไปเช่นกัน

พอเหลือกันอยู่เพียงสองคน ในที่สุดริโนก็เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงตรงไปตรงมา

“เอาล่ะ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ข้าได้ฟังเรื่องจากลูกสาวแล้ว ขอดูมือซ้ายของเจ้าหน่อยซิ”

ลาสโลรู้สึกลังเลแต่ก็ยื่นมือออกไป ริโนจับมือของลาสโลไว้ด้วยมือที่แข็งแรง สายตาอันเฉียบคมจับจ้องไปที่ตราสัญลักษณ์บนมือซ้าย

“ไม่ผิดแน่ เจ้านี่แหละ ในอดีตตรานี่เคยอยู่ที่ประเทศนี้มาก่อน” “.... เอ๋?” “ทางตะวันตกของราชวังนี้ มีโบราณสถานอยู่ เจ้านี่น่ะ เคยอยู่ลึกเข้าไปในโบราณสถานนั่น ประมาณ 15 ปี แล้วสินะ....”

แววตาของราชาเหมือนกับจะมีเงามืดปรากฏขึ้นแว่บหนึ่ง ทว่าสีหน้าของเขาก็กลับมาดูเหมือนยิ้มเยอะในทันที

“ก็นะ ถ้าอยากจะรู้รายละเอียดมากกว่านี้ก็ลองไปที่โบราณสถานดูแล้วกัน ที่นั่นกลายเป็นรังของมอนสเตอร์ไปแล้ว ธรรมดาก็เลยถูกปิดไว้ แต่ถ้าเจ้าเตรียมใจได้ล่ะก็ ข้าก็จะเปิดทางเข้าให้ และจะแนะนำคนนำทางให้ด้วย”

ลาสโลกลั้นลมหายใจ นี่เป็นโชคชะตาที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ไม่นึกเลยว่าปริศนาของตราสัญลักษณ์นี้จะกระจ่างขึ้นได้ ณ อาณาจักรที่ได้มาเยือนโดยบังเอิญแห่งนี้

“ผู้หญิงที่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์นี่อาศัยอยู่ที่ทางออกอีกฝากหนึ่งของโบราณสถาน ลองไปฟังเรื่องจากหล่อนดูก็แล้วกัน แต่ก็นะ คงไม่ใช่เรื่องดีๆ หรอก”

หลังจากพึมพำคำพูดที่ชวนให้ไม่สบายใจ ริโนก็จ้องมองลาสโลตรงๆ

“เจ้าคงจะรู้อยู่แล้วนะ ตราสัญลักษณ์นี่จะทำให้ผู้ถือครองต้องพบกับความทุกข์ เป็นตราสัญลักษณ์ที่หนัก หนักมาก”

“.... ครับ”

“เคยได้ฟังชื่อของมันบ้างไหม?”

“ไม่ครับ”

“งั้นข้าจะบอกให้แล้วกัน มันถูกเรียกว่าตราสัญลักษณ์แห่งการลงทัณฑ์”

การลงทัณฑ์

เป็นถ้อยคำที่หนักหน่วงเหลือเกิน ลาสโลจ้องมองไปที่มือซ้ายของตน นี่คือการลงทัณฑ์ที่มีต่อสิ่งใดกันหนอ การลงทัณฑ์ในฐานที่ชี้นำการทำลาย.... หรือฐานที่เป็นเหตุแห่งโชคร้ายกันแน่

ริโนคลายสีหน้าลง แล้วเอ่ยขึ้น

“ท่าทางเจ้าจะมีเพื่อนที่ดีอยู่นะ?”

“ครับ”

“ตราสัญลักษณ์นั่นอาจนำโชคร้ายมาสู่คนรอบข้างเหมือนกัน แต่มันก็มอบพลังที่จะปกป้องพรรคพวกให้ด้วย เจ้าเข้าใจรึเปล่า”

“.... ครับ”

“ให้ความสำคัญกับเพื่อนๆ เข้าไว้ ที่จะช่วยเหลือผู้ที่ถือครองตราสัญลักษณ์นี่ มีเพียงแต่เพื่อนที่เชื่อถือกันจากใจจริงเท่านั้น”

“ครับ”

“ชักถูกใจแล้วสิ ตามานี่”

แล้วริโนก็พาลาสโล ก้าวออกจากห้องท้องพระโรงไป


พวกจูเอลยืนรอที่บริเวณสวนหน้าพระราชวัง พอมายืนต่อหน้าริโน จูเอลก็โค้มตัวลงต่ำแสดงความเคารพด้วยท่าทางหวาดๆ แต่ริโนก็หัวเราะ และพูดคุยอย่างไม่ได้คิดติดใจอะไร

“พวกเจ้ากำหนดจุดหมายต่อจากนี้กันรึยัง”

“จุดหมาย.... ไม่มีหรอกค่ะ พวกเราอยู่ระหว่างลอยแพ ไม่มีจุดหมายหรอก”

“ถ้างั้นก็อาศัยอยู่ที่เกาะนี้ซักพักก็ได้ ข้าจะเตรียมที่พักให้ เดี๋ยวให้เดสมอนร์นำไปทีหลังแล้วกัน”

ทัลกับจูเอลมองหน้ากัน แล้วทัลจึงเอ่ยถามขึ้น

“มีอะไร.... งั้นเหรอครับ? ทำไมถึงช่วยพวกเราถึงขนาดนั้น?”

“แหมข้าก็มีความคิดอยู่น่า”

ริโนยิ้มอย่างมีเลศนัย รู้สึกได้ว่าทัลกับจูเอลเริ่มตั้งท่าเตรียมพร้อม

“ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องพวกเจ้าซักหน่อย”

“อะไรเหรอครับ?”

“อยากให้พวกเจ้ารวบรวมคนให้หน่อย”

“คนเหรอครับ....?”

“ใช่แล้ว รายละเอียดฟังจากเดสมอร์นเอาก็แล้วกัน เฮ้ย เดสมอร์น”

ราชาหันตะโกนไปทางพระราชวัง แล้วเดสมอร์นจึงวิ่งเยาะๆ ตรงเข้ามา

“ครับ! เรียกผมใช่ไหมครับ”

“ช่วยนำทางเจ้าพวกนี้ไปที่โน่นหน่อยสิ”

“เอ๋.... ก็หมายความว่า หรือว่า....”

“เออ”

ราชากระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูเดสมอร์น ฝ่ายเดสมอร์นก็แสดงปฏิกิริยาตอบรับโดยส่งเสียงว่า “เอ๋!” หรือ “อะไรกัน!” ซึ่งชวนให้สงสัยไปเรื่อยๆ

“เอาจริงหรือครับฝ่าบาท ....จะเผยให้คนพวกนี้.... ไม่สิ ท่านเหล่านี้ ถึงขนาดนั้น....”

“น่า ข้าให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน อย่าลืมรายงานล่ะ”

แล้วริโนจังหันมาหาพวกลาสโล

“ข้าจะให้เดสมอร์นคอยจับตาดูพวกเจ้าซักพักหนึ่ง อย่าคิดมากเลยนะ แต่ข้าเองก็ยังไม่ได้ไว้ใจพวกเจ้าเต็มร้อยน่ะนะ”

“.... ครับ”

“เรื่องโบราณสถานที่ถามเอาจากเดสมอร์นนะ ก่อนอื่นไปที่พักกันก่อนเถอะ พักกันสบายล่ะ”

ริโนยกมือขึ้นข้างหนึ่ง แล้วเดินหายเข้าไปในพระราชวัง

เดสมอร์นถอนหายใจลึกๆ ท่าทางเขาเศร้าๆ แต่ก็ดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างอยู่ บางทีเขาคงจะเคยชินกับการทำอะไรตามใจชอบของราชาอยู่แล้วกระมัง

“เอาล่ะ ผมจะนำทางให้นะครับ เชิญทางนี้ครับ”

เดสมอร์นเริ่มสาวเท้าไปยังทางเดินเล็กๆ ทางด้านตะวันออกของพระราชวัง เป็นทางเดินแคบๆ เลียบกำแพงหินชายฝั่งทะเล ด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน ส่วนอีกด้านหันออกสู่มหาสมุทรอันงดงาม เป็นทิวทัศน์ที่วิเศษสุด ทว่าก็น่าเป็นห่วงอยู่นิดหน่อยว่าที่ปลายทางเดินขึ้นเขาแบบนี้จะมี “ที่พัก” แบบไหนอยู่กันแน่นะ

“ราชาริโนบอกว่าให้เรา “รวบรวมคน” มันหมายความว่ายังไงเหรอคะ?”

ระหว่างที่เดิน จูเอลก็เอ่ยถามขึ้น ฝ่ายเดสมอร์นก็ตอบว่า

“เป็นแผนของฝ่าบาทที่มีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วครับ เป็นการรวบรวมทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถเพื่อสร้างกองกำลังแยกต่างหากจากกองทัพหลวง ว่าไปแล้วก็คืออยากสร้างอะไรคล้ายๆ กับกองทัพส่วนตัวของฝ่าบาทน่ะครับ”

“กองทัพส่วนตัว? พวกเราไม่ได้คิดจะเป็นทหารขององค์ราชานะ....”

“เปล่าครับๆ ที่บอกว่ากองทัพส่วนตัว มันเป็นการเปรียบเทียบครับ เอาเป็นว่าฝ่าบาทต้องการจะจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาน่ะครับ เป็นองค์กรเพื่อปกป้องโอเบลในหลายๆ ความหมายไม่ใช่เฉพาะแค่ด้านการทหาร พูดไปแล้วก็คงเรียกได้ว่ากองกำลังพิเศษล่ะมั้งครับ และดูเหมือนฝ่าบาทจะทรงคิดว่าพวกคุณเหมาะสมกับงานรวบรวมทรัพยากรบุคคลที่ว่านั้นครับ ซึ่งก็หมายความว่าถึงเวลาที่จะดำเนินแผนการที่ตระเตรียมอย่างปราณีตมานานจริงๆ แล้วนั่นล่ะครับ”

“เพื่อปกป้องโอเบลงั้นเหรอ? เกาะนี้ก็ดูท่าทางสงบสุขดีนี่นา คิดจะปกป้องจากใครยังไงเหรอ?”

เดสมอร์นไม่ยอมตอบคำถามนั้น

“เริ่มมองเห็นแล้วครับ ที่นั่นจะเป็นที่อยู่ของพวกคุณครับ”

พอหันมองตามที่เขาชี้มือไป ลาสโลก็ต้องอึ้ง

ที่นั่นไม่ใช่บ้าน แต่เป็นถ้ำ ปากทางเข้านั้นเปิดกว้างที่ ณ บริเวณสุดทางเดินเล็กๆ ของกำแพงหินริมฝั่งทะเล แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้วว่าอาจจะเป็นกระท่อมโทรมๆ แต่ก็นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นถ้ำ

กระทั่งทัลที่น่าจะมีความอดทนสูง ก็ยังต้องส่งเสียงที่ฟังดูอิดโรยขึ้นมา

“ที่พักที่ว่าคือถ้ำเนี่ยน่ะเหรอ.... หมายความว่าจะบอกให้คิดว่าแค่มีที่กันลมกันฝนก็ดีเหลือเฝือแล้วรึไง....?”

“ผมจะแนะนำทางด้านในให้นะครับ”

เดสมอร์นสาวเท้าเข้าไปในถ้ำโดยไม่มีการอึกอัก พวกลาสโลจึงต้องตามเข้าไปอย่างช่วยไม่ได้

ภายในนั้นมืดสนิท พื้นที่มีแต่ก้อนหิน ทำให้เกือบจะสะดุดหกล้มอยู่หลายครั้ง จะบอกให้ใช้ชีวิตในที่แบบนี้จริงๆ งั้นเหรอ ถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะก็ ขอจ่ายค่าที่พักแล้วขอใช้บ้านที่ไหนซักแห่งจะไม่ดีกว่าเหรอ.... ขณะที่คิดเช่นนั้นเอง จู่ๆ สัมผัสที่เท้าก็เปลี่ยนไป บริเวณพื้นถูกปกคลุมด้วยแผ่นไม้

“จากที่นี่ไปจะเป็นบันไดลงไปด้านล่าง ถ้ายังสายตายังไม่ชินมันอันตราย เพราะฉะนั้นระมัดระวังด้วยนะครับ”

พอเดสมอร์นบอกเช่นนั้น ทุกคนก็ก้าวลงบันไดโดนใช้เท้าควานหาทางไปเรื่อยๆ พอสายตาเริ่มชินก็รู้ได้ว่าที่นี่ไม่ได้มืดสนิทซะทีเดียว ที่ชั้นล่างลงไปมีแสงสว่างอ่อนๆ จากคบเพลิงอยู่

เมื่อลงมาจนสุดขั้นบันได จูเอลก็ส่งเสียงร้องขึ้น

“ว้าว.... อะไรกันเนี่ย ที่นี่....”

ทั้งลาสโลและทัลต่างก็เผลอแหงนหน้าขึ้นมองไปรอบๆ โดยไม่รู้ตัว นี่มัน----- ไม่ใช่ถ้ำแล้ว ด้านในนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีโครงสร้างค้ำยำเรียบร้อย สุดทางบันไดนั้นดูเหมือนกับห้องโถงขนาดใหญ่ ที่มุมหนึ่งมีเคาท์เตอร์ตั้งอยู่ ส่วนชั้นวางของที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ก็มีภาชนะที่สวยงามจำนวนมากวางเรียงราย

“นี่คือที่อยู่ของพวกคุณครับ สำหรับห้องนี้โปรดใช้เป็นซาลอนสำหรับผ่อนคลายนะครับ ที่ด้านในจะมีห้องพักส่วนตัวอยู่ครับ”

“ดะ.... เดี๋ยวก่อนสิ มันไม่กว้างไปหน่อยเหรอ?”

“ก็ให้รวบรวมคนไงล่ะครับ ที่นี่จะเป็นที่อยู่ของผู้คนทั้งหมดที่พวกคุณรวบรวมมาครับ”

ลาสโลจ้องมองซาลอนอย่างตกตะลึง นี่เป็นแผนการยักษ์ใหญ่เกินกว่าความคาดหมายไปมากนัก และก็ทำให้เขาไม่เข้าใจในตัวคนที่ถูกเรียกว่าราชาริโนหนักขึ้นไปอีก

“คนที่ฝ่าบาทได้ทาบทามตัวไว้แล้วก็มีอยู่หลายคนนะครับ เราจะขอให้พวกเขามาเริ่มดำเนินชีวิตอยู่ที่นี่ร่วมกับพวกคุณเช่นกันครับ ขอแนะนำนะครับ”

เพราะเดสมอร์นชี้มือไป พวกเขาจึงเพิ่งรู้สึกตัว ที่มุมหนึ่งของเคาท์เตอร์มืดๆ มีชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ เป็นชายที่ดูมืดมน ตาของเขาลึกโหล เรือนผมสีดำถูกมัดรวบแบบโบราณ และไว้เคราที่คาง เขาหันมาหาเดสมอร์น และโค้มศีรษะลงช้าๆ

“ท่านโทปครับ เขาเป็นผู้ออกแบบการก่อสร้างที่นี่ครับ”

“----- ยินดีที่ได้รู้จัก”

โทปเอ่ยทักทาย แม้จะดูไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ แต่ท่าทางจะเป็นคนจริงจัง ตรงไปตรงมา พวกลาสโลต่างก็เอ่ยแนะนำตัวเองบ้าง

“แล้วก็อีก 2 ท่าน.... น่าจะมีการติดต่อไปแล้ว อีกไม่นานก็คงจะมาถึงแล้วล่ะครับ.... อ๊ะ มาแล้วมาแล้ว”

มีเสียงฝีเท้ากำลังก้าวลงบันไดมา ชายหนุ่มผู้สวมหมวกเกราะทรงประหลาดและแบกตะกร้าขนาดใหญ่ไว้บนหลัง จูเอลส่งเสียงขึ้นทันที

“อ๊ะ คุณชาโดรี่นี่นา”

“อ้าว รู้จักท่านชาโดรี่ด้วยเหรอครับ?”

“เมื่อกี้ เราซื้อของกับเขาน่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง ถ้างั้นก็คงจะทราบกันแล้วนะครับ ท่านชาโดรี่เป็นพ่อค้าที่เชื่อถือได้ครับ”

“เมื่อกี้นี้ขอบคุณมากนะ”

ชาโดรี่มาหยุดยืนตรงหน้าพวกลาสโลพร้อมกับยิ้มให้

“อาการของคุณเนโกะโบลท์เป็นยังไงบ้างแล้วล่ะ?”

“ท่าทางยาจะได้ผลดีเลยล่ะค่ะ ตอนนี้เขาพักอยู่ที่โรงเตี้ยม เดี๋ยวพวกเราจะไปรับมาทีหลังค่ะ คุณชาโดรี่ก็พักอยู่ที่นี่เหรอคะ?”

“ก็ตามที่ฝ่าบาทจัดการให้ครับ ท่านบอกไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าถ้าเริ่มมีผู้คนมารวมกันที่ถ้ำนี้แล้วล่ะก็ จะเปิดร้านก็ได้น่ะครับ ขอฝากตัวด้วยคนนะครับ”

“ทางนี้ก็เหมือนกันค่ะ.... แต่เปิดร้านในที่แบบนี้ จะมีใครมา....?”

“เรื่องนั้น มันก็ช่วงแรกน่ะนะครับ ผมก็เลยออกไปทำการค้าที่ในตัวเมืองเหมือนอย่างที่ผ่านๆ มาเรื่อยๆ แต่ถ้าที่นี่มีคนเพิ่มขึ้นแล้ว ที่นี่เองก็คงกลายเป็นเหมือนกับเมืองเมืองหนึ่งใช่มั้ยล่ะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็เพียงพอที่จะทำการค้าได้แล้วครับ”

ภายในถ้ำ จะกลายเป็นเมืองเมืองหนึ่ง จากคำพูดนั้น ในที่สุดลาสโลก็รู้สึกได้ชัดเจนถึงความใหญ่โตในแผนการของริโน จนเริ่มรู้สึกเวียนหัวพิกล และหลังจากนั้น อีกหนึ่งคนสุดท้ายก็มาปรากฏตัว ที่ก้าวลงบันไดมาอย่างแผ่วเบาก็คือหญิงเจ้าของโรงเตี้ยมคนนั้นนั่นเอง

“สวัสดีจ้ะ! ขอบคุณนะที่เชิญ”

เธอจับกระโปรงและทำท่าแสดงความเคารพอย่างสง่างาม

“คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ?”

“ใช่แล้วจ้ะ ท่านริโนกรุณาทาบทามให้ฉันมารับผิดชอบซาลอนนี่น่ะจ้ะ ฉันอยากทำให้มันเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับคนที่จะมารวมกันที่นี่ อ๊ะ ฉันชื่อหลุยส์จ้ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ จริงสิ เพื่อนของพวกเธอน่ะ”

“ชิปปุเป็นอะไรไปเหรอคะ....”

“ฉันพามาด้วยแล้วนะจ้ะ ท่าทางเขาดีขึ้นมากแล้วด้วย”

แล้วก็มีชายกลุ่มหนึ่งช่วยกันขนแปลซึ่งมีชิปปุนอนอยู่ลงมาจากบันได ชิปปุส่งลมหายใจฟี้ฟี้อย่างท่าทางสบายอารมณ์ ดูเหมือนว่าทั้งไข้และความเจ็บปวดจะหายไปจนหมดแล้ว

ชิปปุถูกพาเข้าไปที่ห้องด้านในทั้งๆ ที่นอนอยู่บนแปล แล้วเดสมอร์นจึงเอ่ยขึ้น

“ฝ่าบาททรงเคยทาบทามหมอยูเอาไว้ด้วยนะครับ แต่เขาไม่ยอมตอบตกลง จริงๆ แล้วเราอยากจะได้ท่านหมอที่มีฝีมือดีแบบนั้นมาเข้าร่วมด้วยน่ะนะครับ”

“คนๆ นั้นน่ะ ถ้าไม่ใช่งานที่ทำเงินได้ คงจะไม่ยอมรับทำหรอก”

จูเอลแสดงความรู้สึกไม่เชื่อถือออกมา ฝ่ายเดสมอร์นหลังจากที่หัวเราะเฝื่อนๆ เล็กน้อย ก็หันมามองพวกลาสโลแล้วเอ่ยว่า

“สำหรับตอนนี้ เท่านี้ก็คือครบทุกคนแล้วครับ รวบรวมพรรคพวกมาให้ได้มากๆ นะครับ ผมเองก็จะมาพักอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้ด้วยตามรับสั่งของฝ่าบาทครับ ผมจะอยู่ที่ห้องข้างๆ ติดกับซาลอนเสมอ ถ้ามีเรื่องอะไรก็เรียกผมได้เลยนะครับ”

“คุณเดสมอร์น คืนนี้เราจัดปาร์ตี้ฉลองที่ได้เจอกันได้มั้ย?”

หลุยส์ออกความเห็น เดสมอร์นเอ่ยต่อว่า “ปะ ปาร์ตี้เหรอครับ?” ด้วยท่าทางลังเลเล็กน้อย

“ใช่จ้ะ ก็มีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาทั้งทีนี่นา การกระชับความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญนะ ไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

“คะ.... ครับ ถ้าคุณหลุยส์ว่าอย่างนั้นล่ะก็”

“งั้นก็เป็นอันตกลงนะ น่าเสียดายอยู่ที่ขาดคุณเนโกะโบลท์ไป แต่สนุกกันเถอะ ทุกคน”

หลุยส์พึมพำว่าปาร์ตี้ ปาร์ตี้ อย่างร่าเริง พวกลาสโลเองก็รู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ยังไงก็ตามแต่ การเดินทางครั้งใหม่จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งจากที่นี่ จะรวบรวมเพื่อนๆ แบบไหนมาได้นั้นก็ยังไม่รู้ แต่ใจของพวกเขาก็รู้สึกมีชีวิตชีวา หลังจากที่หลุยส์ทำอาหารเสร็จ ไวน์ก็ถูกขนเข้ามา แล้วปาร์ตี้ก็เริ่มขึ้น


6-3

“รู้สึกเหมือนพวกเราจะถูกพระราชารวบตัวรวบหางให้ทำตามที่ท่านต้องการไปซะหมดเลยนะ”

เมื่องานเลี้ยงครึกครื้นถึงที่สุด และทุกคนเริ่มคุ้นเคยกันพอสมควรแล้ว จูเอลก็เอ่ยขึ้นมาแบบนั้น

“พวกเราเพิ่งมาถึงเกาะนี้สดๆ ร้อนๆ คนร้จักรึก็ไม่มี แล้วจะรวบรวมคนได้เหรอ ถึงจะถูกยัดเยียดมาโดยไม่ทันได้ปฏิเสธก็เถอะ”

“มันช่วยไม่ได้นี่นา องค์หญิงเองก็เป็นผู้มีพระคุณของเราด้วย ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับเขานิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดีน่า”

ทัลเอ่ยตอบ แต่จูเอลก็ย่นคิ้วเข้าหากัน

“แต่ฉันไม่ได้นึกอยากจะอยู่ที่เกาะนี้นานๆ นะ ฉันอยากจะกลับไปที่ราสริล ไปแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ตราบใดที่เรายังรับหน้าที่เป็นเด็กรับใช้ของพระราชา ก็ทำแบบนั้นไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ?”

“คนรับใช้เหรอ....”

“คำพูดอาจจะฟังดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่มันก็ประมาณนั้นแหละ ถ้าเป็นตอนนี้มันยังไม่สายไปนะ ปฏิเสธงานที่พระราชาจะให้ทำ แล้วพยายามหาทางกลับราสริลให้ได้กันเถอะ”

“ถ้าทำอย่างนั้น.... ถ้าทำอย่างนั้นผมก็ลำบากใจนะครับ”

เดสมอร์นเอ่ยแทรกขึ้น เขานั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของเคาร์เตอร์ คอยขนภาชนะ รินเหล้าและช่วยหลุยส์ทำงานเล็กๆ น้อยๆ มาตลอดทั้งแต่เมื่อครู่นี้ ดูเหมือนเขาจะมีนิสัยชอบดูแลคนอื่นจากส่วนลึกของใจเลยจริงๆ

“เพราะฝ่าบาทน่ะ ทรงคาดหวังในตัวพวกคุณอยู่ครับ”

“มาคาดหวังตามใจชอบ พวกเราก็ลำบากใจเหมือนกันนะ นี่ลาสโล เธอคิดว่าไง?”

“ฉัน....”

แม้สมองจะคิดว่าสิ่งที่จูเอลกล่าวนั้นสมเหตุสมผลแล้ว แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับเธอ ลาสโลเอ่ยขึ้นบ้างอย่างเกรงๆ

“ฉันคิดว่า ยังไงฉันก็อยากจะรับงานของราชาริโนนะ”

“เพราะท่านเป็นผู้มีพระคุณเหรอ?”

“เรื่องนั้นก็มีส่วน แต่ยิ่งกว่านั้น ฉันมีเหตุผลที่อยากจะหยุดอยู่ที่เกาะนี้อีกซักพักน่ะ”

“เหตุผลเหรอ?”

ลาสโลเล่าเรื่องของโบราณสถานที่เขาได้ฟังจากพระราชาอย่างคร่าวๆ นัยน์ตาของจูเอลและทัลเบิกกว้าง

“เห~! ที่องค์หญิงแฟรพูดว่าโชคชะตาดลบัลดาล หมายความว่าอย่างนี้นี่เองเหรอ งั้นเราก็ต้องลองเข้าไปข้างในโบราณสถานนั่นดูแล้วล่ะ”

“อื้อ แล้วที่จริง.... ฉันเองก็สนใจเรื่องแผนของฝ่าบาทอยู่เหมือนกัน”

“ทำไมล่ะ?”

“การมาสร้างฐานทัพในถ้ำที่ใหญ่โตขนาดนี้ แล้วพยายามรวบรวมทรัพยากรบุคคลมา มันคงไม่ใช่แค่เรื่องที่จู่ๆ ก็นึกขึ้นมา หรือความคิดเล่นสนุกเพียงชั่วแล่นหรอก ราชาริโนเป็นคนฉลาด ท่านคงจะรู้สึกได้ถึงอำนาจคุกคามที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็พยายามจะปกป้องโอเบลอยู่น่ะ”

“อำนาจคุกคามเหรอ.... อ๊ะ หรือว่าจะหมายถึงคูลูคเนอะ?”

เดสมอร์นเริ่มมีท่าทีร้อนรน ท่าทางเขาดูกวั่นวิตก ดูเหมือนประเด็นที่ยกขึ้นมาพูดกันอยู่นั้นคงจะถูกเป้าเข้าพอดี

“ก็คงจะอย่างนั้น แล้วตอนนี้เรือของทรอยก็จับตาดูราสริลอยู่ใช่มั้ยล่ะ นี่ไม่ใช่ปัญหาของโอเบลประเทศเดียวแล้ว แต่เป็นปัญหาของกลุ่มประเทศหมู่เกาะทั้งหมดเลย ถ้านี่เป็นการสร้างองค์กรเพื่อต่อต้านการคุกคามนั้นล่ะก็ คงจะเรียกว่าเป็นแค่คนรับใช้ของฝ่าบาทเท่านั้นไม่ได้หรอก มันจะเป็นแผนการที่สำคัญ และฉันก็คิดว่าอยากจะเข้าร่วมด้วยน่ะ”

“.... หืม แปลกดีนะ”

จูเอลพึมพำ ส่วนทัลก็พยักหน้าแสดงความเห็นด้วย ฝ่ายลาสโลก็ได้แต่มองหน้าของทั้งสองอย่างงงๆ เพราะไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น

“แปลกนะที่ลาสโลพูดแสดงความเห็นของตัวเองออกมาชัดเจนแบบนี้”

“เอ๋....? อย่างงั้นเหรอ”

“ใช่สิ โดยเฉพาะตอนอยู่ที่ราสริล เธอจะเอาแต่เกรงใจสโนว์อยู่เสมอเลยใช่มั้ยล่ะ ฉันว่าฉันแทบจะไม่เคยได้ยินลาสโลพูดถึงความเห็นของตัวเอง หรือสิ่งที่ตัวเองต้องการชัดๆ เลยนะ”

พอรู้สึกเหมือนโดนจี้เข้าที่จุดอ่อนซึ่งเป็นเหมือนอุปนิสัยของตนเองเข้า ลาสโลก็รู้สึกอายขึ้นมา แน่นอน เขาเข้าใจดีว่าจูเอลไม่ได้คิดที่จะต่อว่าอะไรเขา แต่สิ่งที่เธอชี้ให้เห็นก็ทำให้เขารู้สึกปวดในใจ สำหรับลาสโลแล้ว การคิดถึงความต้องการสโนว์ก่อนจะที่คิดถึงความต้องการของตัวเองนั้นถือเป็นนิสัยติดตัว ความทรงจำที่ว่าตัวเองยืนยันความคิดเห็นว่าตนอยากจะทำอะไรยังไง.... แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มี

แล้วทัลก็หัวเราะขึ้น

“ก็ถือเป็นแนวโน้มที่ดีแล้วไม่ใช่เหรอ เพราะลาสโลต้องเป็นลีดเดอร์ของกองทัพถ้ำนี่ด้วย ถ้าไม่ยอมพูดความเห้นของตัวเองให้ชัดๆ พวกเราก็ลำบากน่ะสิ”

“ลีดเดอร์.... งั้นเหรอ? ฉันน่ะนะ?”

“ก็ต้องงั้นสิ เพราะราชาริโนคาดหวังในตัวนายถึงได้ยัดเยียดหน้าที่.... หรือก็คือ มอบหมายหน้าที่ให้นายไง”

หลุยส์ซึ่งทำงานอยู่ด้านในเคาท์เตอร์ก็พยักหน้าและเอ่ยขึ้นว่า “ใช่แล้วล่ะ”

“ท่านริโนน่ะค้นหาคนที่จะมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลแผนการนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วล่ะ ทั้งที่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าข่ายก็ควรจะมีอยู่ตั้งหลายคน แต่ก็ไม่มีคนที่ท่านริโนก็ไม่วางใจเสียที ฉันก็ตกใจเหมือนกัน ไม่นึกว่าท่านจะมอบหมายงานนี้ให้กับพวกเธอที่ถูกองค์หญิงเก็บมาได้ แต่ท่านริโนตัดสินใจแล้วเพราะฉะนั้นไม่ผิดหรอก เธอน่ะมีแววตาที่ดีมากนะ ท่านริโนคงจะมองเห็นถึงนิสัยและความสามารถของเธอผ่านทางแววตาของเธอล่ะมั้งจ๊ะ”

ลาสโลรู้สึกขัดเขินมากขึ้นทุกทีๆ ตัวเขาเองนึกไม่ออกเอาเสียเลยว่าแววตาของตนจะมีพลังแบบนั้นอยู่ได้

“ท่าทางคุณหลุยส์จะนับถือพระราชาคนนั้นมากเลยนะคะ”

พอจูเอลเอ่ยขึ้นเช่นนั้น หลุยส์ก็หัวเราะ “หึหึหึ” อย่างมีเสน่ห์

“เรื่องนั้นน่ะแน่นอนอยู่แล้วจ้ะ ท่านเป็นคนที่ยอดเยี่ยม ประชาชนชาวโอเบลทุกคนต่างก็ภาคภูมิใจในตัวท่านริโนกันทั้งนั้นล่ะจ้ะ แถมหน้าตาท่านก็หล่อเหลามากอีกต่างหาก”

“น่ะ.... นั่นสินะคะ”

หน้าของจูเอลบ่งบอกไว้ชัดเจนว่า แต่ไม่ใช่สเป็คของฉันหรอกค่ะ

ลาสโลเองก็คิดเหมือนกันว่าริโนนั้นเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เข้าข่ายความสนใจของจูเอลที่ชอบหนุ่มรูปงาม

“จะว่าไปแล้ว พวกเรายังไม่ได้พบกับองค์ราชินีเลย ท่านเป็นคนแบบไหนเหรอคะ?”

“ท่านสิ้นไปแล้วล่ะจ้ะ ก่อนหน้านี้นานมาแล้ว พวกท่านเป็นคู่สามีภรรยาที่สนิทสนมกันมาก.... ความโศกเศร้าของท่านริโนน่ะ ไม่ธรรมดาเลยล่ะ”

“อย่างนั้นเหรอคะ....”

แม้แต่จูเอลเองก็ยังรู้สึกเศร้าลง หลุยส์เอ่ยต่อว่า

“ท่านแฟรน่ะ คล้ายกับพระมารดาที่สิ้นไปมากเลยล่ะจ้ะ ยิ่งพักหลังนี่ท่านงามขึ้นมาก ก็ยิ่งคล้ายมากขึ้นทุกทีๆ เลยล่ะ”

“องค์หญิงคนนั้นก็ดูแปลกๆ นิดหน่อยเหมือนกันนะคะ ทำไมถึงไปขึ้นเรือลานตระเวนได้ล่ะ....”

“เรื่องนั้น.... น่ะนะครับ” เดสมอร์นเอ่ยตอบพร้อมกับถอนหายใจ

“ทั้งผม ทั้งท่านเซ็ตสึพยายามห้ามท่านเต็มที่แล้วล่ะครับ เพราะมันเป็นงานอันตราย โดนสัตว์ประหลาดในทะเลจู่โจมเอาก็บ่อยครั้ง แต่จะทำยังไง ท่านแฟรก็ไม่ยอมรับฟังเลย ท่านแฟรฝึกฝนการใช้ทั้งดาบทั้งธนูมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ท่านเลยค่อนข้างจะมั่นใจในฝีมือของตอนพอสมควร ที่จริงแล้ว ท่านก็มีความสามารถขนาดที่นักดาบทั่วๆ ไปเทียบไม่ได้เลยล่ะครับ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ยังไงท่านก็เป็นองค์หญิงน่ะครับ.... ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นล่ะก็ ยังไงเราก็อดห่วงไม่ได้ เราทูลฝ่าบาท ขอให้ท่านช่วยห้ามองค์หญิงอยู่เหมือนกันล่ะครับ.... แต่ตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะทรงสนุกสนานที่ได้เห็นความกล้าหาญของท่านแฟร ก็เลยไม่เคยช่วยห้ามเลยล่ะครับ”

เดสมอร์นบ่นยาวไม่หยุด อย่างนี้นี่เอง สมแล้วที่เป็นลูกสาวของราชาพิลึกหลุดกรอบคนนั้น ดูเหมือนว่าแฟรเอง ก็จะองค์หญิงที่หลุดกรอบเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

“เมื่อกี้ฉันลองไปเดินวนในถ้ำนี่มารอบหนึ่งแล้วน่ะนะคะ” จูเอลเปลี่ยนหัวข้อคุย

“ที่นี่กว้างสุดๆ เลยเนอะคะ! ตกใจหมดเลยล่ะ”

“แถมยังสร้างขึ้นอย่างดีด้วยสิ”

ทัลเอ่ยขึ้นบ้าง ระหว่างที่หลุยส์จัดเตรียมอาหาร เขาเองก็ได้ไปเดินวนดูโน่นดูนี่เช่นกัน

“อยู่แล้วรู้สึกสบายใจเนอะ”

“อื้อ! ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ทั้งที่เพิ่งมาถึงที่นี่วันนี้แท้ๆ แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยยังไงก็ไม่รู้ ทั้งหมดนี่คุณโทปออกแบบเองคนเดียวหมดเลยเหรอคะ?”

โทปซึ่งไม่พูดไม่จา พยักหน้าด้วยใบหน้าที่แสดงความภาคภูมิใจขึ้นมาเล็กน้อย

“แต่ว่านะคะ มันมีเรื่องที่ชวนให้สงสัยอยู่นิดหน่อยน่ะค่ะ ที่ด้านในน่ะ มีประตูที่เปิดไม่ได้อยู่ตั้งหลายบาน แล้วบันไดก็ถูกปิดเอาไว้กลางทางเท่านั้นเอง ทำไมต้องทำอย่างนั้นเหรอคะ?”

“เรื่องนั้น ซักวันพวกท่านคงจะได้ทราบเอง”

โทปตอบกลับสั้นๆ ส่วนจูเอลก็ล่าถอยกลับมาอย่างผิดหวัง

หลุยส์รินเหล้าสีม่วงแดงลงในแก้วที่ว่างเปล่าของโทปและเอ่ยไปด้วย

“ที่นี่กว้างขวางตั้งขนาดนี้ ถ้าไม่รีบหาพรรคพวกมาเพิ่มไวๆ มันคงจะน่าเบื่อเนอะ นี่ คุณจูเอล น่าพูดว่าอยากจะปฏิเสธเลยน่า รับงานนี้เถอะนะจ๊ะ”

“ระ.... เรื่องนั้น ในเมื่อลาสโลที่เป็นลีดเดอร์เขาบอกว่าจะรับแล้ว ฉันเองก็ไม่ขัดข้องอะไรหรอกค่ะ จะพยายามนะคะ”

“หาเพื่อนๆ มาเพิ่มให้ได้มากๆ นะจ้ะ ปาร์ตี้กระชับมิตรภาพจะได้ครึกครื้นขึ้นด้วยไงล่ะ”

“หรือว่า ต่อไปก็คิดจะจัดอีกงั้นเหรอครับ ปาร์ตี้กระชับมิตรนี่น่ะ....”

หลุยส์กอดขวดเหล้า แล้วหัวเราะ “หึหึหึ” ต่อคำถามของเดสมอร์น

“แน่นอนจ้ะ เวลามีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาก็ต้องจัดปาร์ตี้กระชับมิตรภาพ มันเป็นพื้นฐานไม่ใช่เหรอ? ฉันจะเตรียมสั่งเหล้าดีๆ มาไว้มากๆ เอง เรื่องอาหารก็จะจัดการให้แน่นอนจ้ะ ทุกคน รอทานแล้วกันนะจ๊ะ”

“โอ้!”

ทัลซึ่งมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำว่าอาหาร ตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังอย่างไร้เดียงสาราวกับเด็กๆ


++++++++++

คืนนั้น ลาสโลได้พักผ่อนในห้องนอนที่ได้ภายในถ้ำ

ทัลหรือจูเอลอาจจะเคยพูดไปแล้ว แต่ว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ทำให้รู้สึกสงบใจได้จริงๆ ทั้งกลิ่นของไม้ และเสียงสะท้อนอันเป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ที่กว้างขวาง ต่างก็ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ส่วนเตียงนั้นแม้ว่าจะเล็ก แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แสนสบายในยามหลับ

นานแล้วที่ไม่ได้พักผ่อนร่างกายสบายๆ เมื่อเอนกายลง ลาสโลก็หลับไปในทันที

ทว่าผ่านไปได้ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างและตื่นขึ้น มีใครบางคนอยู่ในห้องนี้

พอเขาเผยอเปลือกตาขึ้นเล็กน้องและเพ่งมอง ก็พบว่ามีคนกำลังยืนอยู่ที่ข้างเตียง

ศัตรูงั้นรึ ความคิดเช่นนั้นผุดขึ้น ทว่าเงาร่างที่ยืนอยู่นั้นกลับนิ่งเงียบ พอสายตาเริ่มชินกับสภาพรอบๆ ก็มองเห็นว่าเงาร่างนั้นคือของหญิงร่างบอบบางคนหนึ่ง ผมสีดำยาวถูกคลุมไว้ด้วยผ้าคลุมอีกที

ฝันเหรอ....? ลาสโลเกร็งร่างโดยที่ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แล้วเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมด้วยมนตร์ขลังก็ดังขึ้นกล่าวกับเขาว่า

“อภัยให้ข้าด้วยเถิดที่มาปรากฏกายอย่างกะทันหัน ข้ามีนามว่าเล็คนาร์ท เป็นผู้คอยเฝ้าดูตราสัญลักษณ์ที่แท้จริง.... หรือผู้ที่เรียกข้าว่าผู้ดูแลสมดุลก็มีอยู่เช่นกัน”

ลาสโลสังเกตเห็นว่า ตาของหญิงคนนี้ปิดอยู่ตลอดเวลา

นัยน์ตาของเธอบอดอย่างนั้นเหรอ แต่ ทำไม เธอถึงมาที่ถ้ำนี้เพียงคนเดียว?

หรือว่าเธอจะเป็นหนึ่งในบุคคลที่ริโนรวบรวมมา แต่ลาสโลก็ปฏิเสธความคิดนั้นในทันที เดสมอร์นไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเธอเลย และยิ่งไปกว่านั้น เขาสัมผัสถึงพลังที่ไม่ธรรมดาได้จากหญิงที่อ้างชื่อว่าเล็คนาร์ทคนนี้ พลังเหนือมนุษย์ขนาดที่ก้าวข้ามแผนการของริโนได้อย่างง่ายดาย

เล็ทนาร์ทยังคงกล่าวต่อไปอย่างสงบนิ่ง

“เวลานี้ ที่อยู่ที่มือซ้ายของท่านก็คือหนึ่งในตราสัญลักษณ์ที่แท้จริง มันถูกเรียกว่าตราสัญลักษณ์แห่งการลงทัณฑ์ พลังนั้นคือการควบคุมการชดใช้และการให้อภัย.... คำสาปของมันแข็งแกร่งอย่างยิ่ง กล่าวกันว่ามันจะกัดกร่อนชีวิตของผู้ถือครองไปทีละนิดในทุกๆ ครั้งที่ใช้มันค่ะ”

ลาสโลค่อยๆ ชันร่างขึ้นช้าๆ แต่เล็คนาร์ทก็ไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด

ลาสโลจ้องมองมือซ้ายของตน ตราสัญลักษณ์ที่แท้จริงงั้นรึ....?

“ทว่า โปรดเชื่อมั่นเถิด ว่าไม่มีการทดสอบใดที่จะไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ โปรดรวบรวมพลังเถิด รวบรวมเหล่าสหายที่จะสามารถฝ่าฟันการทดสอบจากตราสัญลักษณ์ร่วมกับท่าน”

ลาสโลพยายามจะเอ่ยปาก คุณเป็นใครกันครับ ตราสัญลักษณ์ที่แท้จริงคืออะไร แล้วการฝ่าฟันการทดสอบจากตราสัญลักษณ์นั้น หมายถึงอะไรกันครับ?

ทว่า เขาไม่สามารถเอ่ยคำพูดออกไปได้ เล็คนาร์ทกล่าวต่อไปอีก

“ตัวข้าไม่สามารถให้ท่านหยิบยืมพลังได้ แต่โปรดอนุญาตให้ข้าคอยเฝ้าดูเส้นทางที่ตราสัญลักษณ์นี้จะมุ่งไปสักพักเถิด ให้ข้าได้เห็นสิ่งที่อยู่ ณ ปลายทางแห่งการต่อสู้ของท่านและเหล่าสหายของท่าน”

แล้วเล็คนาร์ทก็เลือนหายไปกับความมืดในชั่วพริบตา ลาสโลกระพริบตาถี่ ร่างของเธอเลือนหายไปโดยปราศจากซึ่งสำเนียงใดๆ ความฝันรึเปล่านะ

ทว่า เสียงอันสงบนิ่งของเล็คนาร์ทนั้น ยังคงดังก้องอยู่ในหูของเขาของชัดเจน

ผู้ดูแลสมดุล....? คำพูดนั้นมีความหมายว่าอย่างไร ลาสโลก็ไม่อาจรู้ได้ ทว่าตัวตนของเธอนั้นไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย แม้จะดูเป็นปริศนา และไม่อาจเข้าใจถึงจุดหมายที่แท้จริงของเธอได้ แต่เขา ก็ไม่รู้สึกถึงจิตมุ่งร้ายแต่อย่างใด

ลาสโลเลื่อนสายตาไปที่มือซ้ายของตนอีกครั้ง

ในคืนที่ได้รับมอบหมายหน้าที่จากริโนให้รวบรวมผู้คน ก็มีหญิงปริศนามากล่าวคำพูดแบบเดียวกันนั้นกับเขาหรือนี่

ร่างของลาสโลสั่นเทา เมื่อคิดถึงตรงนั้น เขาก็รู้สึกถึงกระแสแห่งโชคชะตาอันยิ่งใหญ่

หมายความว่าเพื่อที่จะปกป้องโอเบล------ และเพื่อก้าวข้ามการทดสอบจากตราสัญลักษณ์ พลังของผู้คนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น พลังของผู้คนจำนวนมากขนาดที่จะเข้ามาอยู่จนเต็มถ้ำนี้

ทว่า ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเขานั้นจะมีพลังที่จะสามารถรวบรวม และชี้นำผู้คนได้หรืออย่างไร? ตัวเขาซึ่งเป็นเพียงนักโทษเนรเทศ ที่เล็กกระจ้อยร่อยนี้

ลาสโลเอนร่างลงอีกครั้ง แต่ห้วงนิทราอันรื่นรมย์ ก็มิได้กลับมาเยี่ยมเยียนเขาแต่อย่างใด


Personal tools