Queendom of Falena
จาก SuikoFriendWiki, สารานุกรมฟรี
อาณาจักรใหญ่บนทวีปทางตอนใต้ที่ปกครองโดยราชินี ด้านเหนือติดกลุ่มประเทศพันธมิตรหมู่เกาะ ทางตอนใต้เป็นประเทศนากาเรียและอาณาจักรอาเมสใหม่ แม่น้ำเฟตัสเป็นลำน้ำใหญ่หล่อเลี้ยงและแบ่งพื้นที่ส่วนต่างๆของอาณาจักรออกจากกัน ในอดีตพื้นที่ของทวีปนี้เป็นของอาณาจักรอาเมสโบราณที่ผู้ปกครองเกิดบ้าคลั่งด้วยพลังของซันรูนและเผาทำลายทั้งอาณาจักรจนพินาศ คนรุ่นหลังได้เข้ามาจับจองพื้นที่และก่อตั้งอาณาจักรใหม่ๆขึ้นมา ภายในฟาเลน่านอกจากซากโบราณของอาเมสแล้วยังมีซากซินดาร์อยู่เป็นจำนวนมากกว่าที่อื่นๆบนโลก ราชินีคนแรกของฟาเลน่าถือครองซันรูนเดินทางผ่านทางช่องทางลับมาปรากฏตัวยังลูนัสและก่อตั้งอาณาจักรขึ้น หลังจากนั้นทั้งซันรูนและบัลลังก์ได้สืบทอดเรื่อยมาในราชวงศ์ฟาเรนาส โดยมีการสร้างปราสาทตะวันตกและตะวันออกเป็นที่ประทับของดาวน์และทไวไลท์รูนที่ใช้คุมซันรูนไม่ให้บ้าคลั่ง ได้มีการจัดการประลองศักดิ์สิทธิ์เพื่อหาผู้เหมาะสมจะมารับตำแหน่งสวามีของราชินีคนต่อไป ที่สตอร์มฟิสต์เมืองหลวงเก่า ผู้ชนะจะได้เป็นทั้งสวามีของราชินีและหัวหน้ากลุ่มอัศวินราชินี กองอัศวินองครักษ์ราชินีที่เป็นนักรบที่เก่งที่สุดของอาณาจักร เหล่าขุนนางจึงฝึกแกลดิเอเตอร์ไว้ลงต่อสู้แทนตนเอง จนถึงสมัยของอาชตาตได้สั่งห้ามการทารุณกรรมพวกแกลดิเอเตอร์ และยังยุบกลุ่มนีเธอร์เกท กลุ่มมือสังหารของฟาเลน่าที่ทำหน้าที่กำจัดศัตรูของราชวงศ์อีกด้วย นอกจากการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งสวามีของราชินีของตระกูลใหญ่แล้ว ฟาเลน่ายังต้องเผชิญสงครามการชิงบัลลังก์ภายในราชวงศ์กันอยู่บ่อยๆ ล่าสุดคือยุคที่ฟาลซรัมทำสงครามกับชาเรวอร์พี่สาวและเป็นฝ่ายชนะด้วยการสนับสนุนของตระกูลแบร์โรว์ ฟาลซรัมได้มอบหมายให้ไซอาลีดลูกสาวคนเล็กหมั้นกับกิเซลแห่งตระกูลก็อดวินเพื่อไม่ให้แบร์โรว์มีอิทธิพลมากเกินไป ต่อมาอาชตาตลูกสาวคนโตได้รับตำแหน่งราชินีสืบต่อจากแม่ของเธอ ในปี IS441 เกิดสงครามครั้งใหญ่เมื่อกองทัพอาเมสบุกเข้าโจมตีฟาเลน่า แต่อาชตาต, เฟริดและลูเครเซียก็สามารถต้านทานและไล่อาเมสกลับไปได้ ก่อนจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ระหว่างตระกูลก็อดวินและกองทัพของฟาเลน่าในปี IS449 เมื่ออาชตาตถูกสังหารและก็อดวินที่ชนะการประลองศักดิ์สิทธิ์ใช้นามของลีมสเลอาราชินีคนใหม่ปกครองประเทศ แต่เฟรอาดูลเจ้าชายของฟาเลน่าได้นำกองทัพที่รวมมาจากที่ต่างๆต่อสู้และชิงฟาเลน่าคืนจากเงื้อมมือก็อดวินได้สำเร็จ ปัจจุบันเมืองหลวงของฟาเลน่าอยู่ที่โซลฟาเลน่า มีราชินีลีมสเลอาปกครองประเทศ
โซล ฟาเลน่า (Sol Falena)
เมืองหลวงใหม่ของฟาเลน่าที่ก่อตั้งขึ้นในปี IS212 ซึ่งปีที่ย้ายเมืองหลวงจากสตอร์มฟิสต์มายังฟาเลน่านี้ได้ถือเป็นปีปฏิทินฟาเลน่า (Falena New Capital Calender) FNC 0 อีกด้วย เมืองถูกสร้างอยู่กลางทะเลสาปที่เป็นหัวใจของลำน้ำหล่อเลี้ยงอาณาจักร และยากแก่การบุกเข้าตี กลางเมืองมีราชวังสุริยะที่ประทับของกองอัศวินราชินี, ราชวงศ์ฟาเลน่า และซันรูน ราชวังแห่งนี้ถูกกองทัพของก็อดวินซึ่งร่วมกับกลุ่มนีเธอร์เกทที่หลงเหลืออยู่บุกเข้ายึดในปี IS449 เกิดสงครามซันรูนขึ้น เมื่อราชินีอาชตาตต่อสู้จนบ้าคลั่งทำให้เกออร์กต้องสังหารราชินีเพื่อไม่ให้ใช้พลังของซันรูนทำลายอาณาจักร ลีมสเลอาลูกสาวของอาชตาตขึ้นดำรงตำแหน่งราชินีคนใหม่และตกอยู่ใต้การควบคุมของตระกูลก็อดวินที่นำโดยมาสคาลและกิเซล แต่องค์ชายแห่งฟาเลน่าก็นำกองทัพบุกเข้าราชวังสุริยะ สังหารกิเซลและชิงโซลฟาเลน่าคืนมาได้สำเร็จ
ปลายลำน้ำที่เชื่อมกับแม่น้ำเฟตัสมีเขื่อนขนาดใหญ่ที่ใช้ปันน้ำและป้องกันการบุกทางน้ำ แต่ถูกพลังของซันรูนทำลายในช่วงท้ายสงครามซันรูน ที่นี่ยังมีสภาสูงที่ประชุมของเหล่าขุนนาง แต่สภาสูงได้ถูกยุบเปลี่ยนเป็นสภาราษฎร์หลังสงครามซันรูนโดยราชินีลีมสเลอา นอกจากราชวังสุริยะและสภาสูงแล้วที่นี่ยังมีบ้านเรือนประชาชนและเป็นเมืองที่มีผู้คนคับคั่งที่สุดในอาณาจักร
ปราสาทตะวันออก (East Palace)
ปราสาททางตะวันออกของโซลฟาเลน่าที่ประทับของดาวน์รูน รูนที่ใช้คุมซันรูนไม่ให้บ้าคลั่ง ในช่วงความวุ่นวายที่ลอร์ดเลคเมื่อสองปีก่อน ซาลัมได้ฉวยโอกาสขโมยดาวน์รูนมาเก็บไว้ที่คฤหาสน์ตนเอง ลีมต้องประกอบพิธีถือครองดาวน์รูนชั่วขณะก่อนขึ้นเป็นราชินีที่นี่ทั้งที่ไม่มีดาวน์รูน หลังองค์ชายค้นพบดาวน์รูนและถูกเลือกเป็นผู้ถือครอง สงครามซันรูนเริ่มต้นขึ้นและสิ้นสุดลงในปี IS450 หลังจากนั้นทั้งดาวน์, ทไวไลท์ และซันรูนถูกผนึกไว้ที่โซลฟาเลน่า
ลูนัส (Lunas)
เอลเมลาร์ค ราชินีคนแรกของฟาเลน่าเดินทางจากเขาอาชวาลมาปรากฏตัวที่นี่พร้อมกับซันรูนทำให้ชาวฟาเลน่าถือที่นี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (เชื่อกันว่าราชินีมาจากสวรรค์มายังลูนัส) ผู้ปกครองที่นี่คือฮาสวอร์ลูกสาวของชาเรวอร์ผู้ที่มีสิทธิ์รับตำแหน่งราชินีแต่ทำสงครามพ่ายแพ้ฟาซรัม ฮาสวอร์ไม่สนใจตำแหน่งราชินี และใช้ชีวิตในฐานะผู้พยากรณ์ที่นี่ ลีมที่จะขึ้นเป็นราชินีคนใหม่ต้องมาทำพิธีชำระร่างกายที่น้ำตกในลูนัสด้วยโดยฮาสวอร์เป็นผู้ประกอบพิธีดังกล่าว ป่าของลูนัสมีที่อยู่ของเอลฟ์ชื่ออัลเซดเป็นที่อยู่ของเอลฟ์ทำให้มีเอลฟ์จำนวนหนึ่งอยู่ร่วมกับผู้คนในลูนัส ซึ่งอิซาโตะผู้ช่วยคนสนิทของฮาสวอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เส้นทางเอลฟ์ด้านหลังลูนัสนั้นมีเพียงเอลฟ์และมนุษย์ที่มีประสาทรับรู้เฉียบคมอย่างทาคามุเท่านั้นจะสามารถผ่านเข้ามาได้ แม่น้ำที่ไหลผ่านลูนัสเต็มไปด้วยแร่ทองแต่ไม่มีใครกล้ามาเก็บเพราะเป็นการละเมิดกฎห้ามนำทรัพย์สินของลูนัสไปยังที่อื่น ล็อกและลันแอบมาหาทองที่นี่และถูกจับได้
อัลเซด (Alsaid)
ที่อยู่ของพวกเอลฟ์ในฟาเลน่า ว่ากันว่าอยู่ในป่าใกล้ลูนัส แต่เราไม่สามารถเข้าไปได้
เหมืองบาสก้า (Baska Mine)
เหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้าง สามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางใต้ดินที่พวกดวาฟท์ขุดไว้ได้
แคมป์ดวาฟท์ (Dwarf Camp)
เส้นทางใต้ดินที่สร้างในภูเขาทางตะวันตกภายในเหมืองบาสก้า เป็นที่อยู่ของพวกดวาฟท์ในฟาเลน่า พวกดวาฟท์ได้ขุดเส้นทางใต้ดินไปยังที่ต่างๆในฟาเลน่า เช่นคุกอาเกทและป่าทไวไลท์ พวกก็อดวินได้ส่งนีเธอร์เกทมาสังหารดวาฟท์ตามนโยบายก็อดวินที่จะกำจัดเผ่าพันธุ์อื่นนอกจากมนุษย์ แต่องค์ชายก็ช่วยจัดการพวกนักฆ่าจากนีเธอร์เกทได้ ดวาฟท์จึงร่วมมือกับมนุษย์ ช่วงที่ปราสาททะเลสาปเซรัสถูกก็อดวินเข้ายึด พวกองค์ชายใช้ที่นี่เป็นที่มั่นชั่วคราวด้วย
คุกอาเกท (Agate Prison)
คุกใหญ่ที่สุดของฟาลน่าที่ตั้งอยู่กลางลำน้ำเฟตัส ยากแก่การหลบหนีและใช้เป็นที่คุมขังนักโทษโทษหนัก พวกองค์ชายเข้ามาที่นี่ผ่านทางเส้นทางใต้ดินจากหมู่บ้านดวาฟท์ที่กันเด้ขุดไว้และชักชวนลูเครเซียยอดนักยุทธศาสตร์เข้าเป็นพวกได้สำเร็จ
ราฟฟลีท (Rafleet)
หมู่บ้านบนเรือที่เชื่อมต่อกันสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระบนลำน้ำเฟตัส ผู้ปกครองที่นี่เป็นผู้หญิงชื่อราจาอดีตแม่ทัพกองทัพเรือของฟาเลน่าและเป็นอาจารย์ของบาราห์ม ชาวราฟฟลีทประกอบอาชีพประมงและไม่ค่อยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในฟาเลน่ามากนัก ล็อกและลันเคยเข้ามาขโมยทองในลูนัสแต่องค์ชายก็ไว้ชีวิต ทำให้พวกเขาต้องการตอบแทนองค์ชาย (ตามธรรมเนียมผู้หญิงของราฟฟลีทจะชดใช้บุญคุณคืนสามเท่า) จึงให้ความช่วยเหลือด้านพาหนะทางน้ำและกำลังคนในการต่อสู้กับก็อดวิน เรือลำใหญ่ที่สุดที่เป็นศูนย์กลางคือดาฮัค และพวกองค์ชายเคยใช้ที่นี่เป็นฐานทัพชั่วคราวหลังถอนตัวจากตระกูลแบร์โรว์ ก่อนได้ปราสาททะเลสาปเซรัสเป็นที่มั่นหลัก ในช่วงสงครามซันรูน ดาฮัคเป็นกองเรือหลักในการจู่โจมทางน้ำด้วย
ลอร์ดเลค (Lordlake)
หมู่บ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรมทางตอนใต้ของฟาเลน่า สองปีก่อนสงครามซันรูน ชาวลอร์ดเลคไม่พอใจที่เขื่อนกันน้ำออกไปทำให้หมู่บ้านแห้งแล้งจึงก่อกบฏขึ้น แต่ก็พ่ายแพ้ ราชินีใช้ซันรูนเผาทำลายลอร์ดเลคและประหารชีวิตลอร์ดโลเวอเรผู้ปกครองที่นั่น ที่นี่มีความเป็นอยู่ยากแค้นและเกิดโรคขึ้น ชาวลอร์ดเลคชิงชังราชวงศ์ฟาเลน่ามาก แต่ภายหลังองค์ชายร่วมมือกับพวกบีเวอร์ทำลายเขื่อนและหมู่บ้านกลับมาชุ่มชื้นเหมือนเดิม พวกเขาก็เข้าร่วมกองทัพฟาเลน่าสู้กับก็อดวิน ผู้ปกครองลอร์ดเลคคนปัจจุบันคือทาจิลปู่ของโทมะ
ป่าแล้ง (Withered Forest)
ป่าใกล้ลอร์ดเลคที่เคยเป็นที่เล่นของพวกเด็กๆ แต่ถูกพลังของซันรูนทำให้พื้นที่นี้แห้งแล้ง เหล่าสัตว์ป่าที่เคยอยู่อย่างสงบหันมาจู่โจมมนุษย์เพราะความอดอยาก พวกองค์ชายเข้ามาช่วยโทมะที่นี่
ป้อมพิโรธ (Hatred Fortress)
ป้อมที่ก็อดวินบังคับให้บีเวอร์สร้างขึ้นในปี IS447 เพื่อกันไม่ให้น้ำไหลไปยังลอร์ดเลค แต่ถูกทำลายด้วยคลื่นยักษ์จากกลไกของปราสาททะเลสาปสองปีต่อมา
บ้านบีเวอร์ (Beaver Lodge)
ที่อยู่ของพวกบีเวอร์ในฟาเลน่าที่สร้างจากท่อนไม้ต่อๆกันลอยอยู่บนน้ำดูแล้วน่าวางเพลิงเป็นอย่างยิ่ง พวกบีเวอร์อาศัยอยู่ที่นี่หลบหนีพวกมนุษย์ที่โหดเหี้ยม แต่ก็มีบทบาทในการสร้างเขื่อนต่างๆให้แก่ฟาเลน่า บีวเอร์ถูกก็อดวินบังคับให้สร้างเขื่อนทำให้ชาวลอร์ดเลคทางตอนล่างของล้ำน้ำขาดแคลนน้ำใช้มานาน แต่พวกบีเวอร์ก็ช่วยทำลายเขื่อนดังกล่าวทำให้ลอร์ดเลคกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ช่วงกลางสงครามก็อดวินได้พาพวกนีเธอร์เกทเข้าเผาทำลายบ้านบีเวอร์เพื่อกำจัดเผ่าพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ตามนโยบายก็อดวิน บีเวอร์ที่เกลียดสงครามจึงต้องเข้าร่วมมือกับองค์ชายสู้กับก็อดวิน
ถ้ำน้ำตก (Waterfall Basin)
ถ้ำภายในน้ำตกที่เต็มไปด้วยโขดหินและลำน้ำใต้ดิน หลังตกรอบการประลองเพราะกินขนมวางยาของมารีน่าเข้าไปริชาร์ดมาฝึกตนเองที่นี่ พวกบีเวอร์ลือกันว่าในถ้ำมี “บอส” ที่พวกเขานับถืออยู่ด้วย
สะพานหมุน (Revolving Bridge)
สะพานข้ามลำน้ำเฟตัสที่ออกแบบโดยแบ็บเบจให้สามารถควบคุมได้จากด้านโซลฟาเลน่าเท่านั้นเพื่อป้องกันการบุกของอาร์เมส ก็อดวินใช้สะพานดังกล่าบุกเข้าตีเรนวอล แบ็บเบจได้เข้ามาหยุดการทำงานของสะพานนี้เพื่อไม่ให้ก็อดวินใช้ประโยชน์ แต่หลังสงครามซันรูนเขาและโซเรนเซนได้เข้ามาเปิดกลไกของสะพานให้ใช้ได้อีกครั้ง
หลุมยักษ์ (Big Hole)
หลุมที่ว่ากันว่าเกิดจากพลังเวทย์ เลวี่ได้พาเบอร์เก้นมาศึกษาเวทย์ที่นี่ ด้านในเป็นทางเดินเชื่อมไปยังซากอาณาจักรอาเมสโบราณ ซึ่งเอเรซเท่านั้นที่สามารถเปิดผนึกทางลับเข้ามาได้ถึงด้านในสุด จนพบกับร่างอวตารของกษัตริย์อาร์เมสที่บ้าคลั่งเพราะซันรูน พวกเอเรซสามารถกำจัดมันลงได้
ภูเขาแอมดอร์ท (Amdort Mountain)
ภูเขากลางฟาเลน่า ว่ากันว่าเมืองหลวงของอาณาจักรอาเมสโบราณตั้งอยู่บริเวณนี้
หมู่บ้านฮาวด์ (Haud Village)
หมู่บ้านในเขตอิทธิพลของแบร์โรว์ ซาลัมแบร์โรว์จ้างศิลปินมากมายมาออกแบบเมืองจนดูประหลาด ชาวเมืองส่วนมากเป็นศิลปิน พวกองค์ชายพบกับบอซและนั่งเรือจากที่นี่มายังเรนวอล
เรนวอล (Rainwall)
ที่มั่นของตระกูลก็อดวิน ตั้งอยู่ติดน้ำตกใหญ่ เมืองสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย มีขั้นบันได, น้ำพุ และรูปปั้นที่สร้างขึ้นอย่างประณีต ด้านในของเมืองเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์แบร์โรว์ ซึ่งเป็นที่มั่นของตระกูลแบร์โรว์รวมทั้งขุนพลของตระกูลนี้ พวกองค์ชายร่วมมือกับแบร์โรว์และใช้ที่นี่เป็นที่มั่นในการต่อสู้กับก็อดวิน แต่ภายหลังพบความจริงว่าซาลัมเป็นคนขโมยดาวน์รูนมาเก็บไว้ที่ห้องใต้ดินของคฤหาสน์ ลูเซริน่าลูกสาวซาลัม รวมทั้งขุนพลเกือบทั้งหมดของแบร์โรว์แปรพักตร์มาอยู่ข้างองค์ชายและเรนวอลถูกก็อดวินเข้ายึดในที่สุด หลังสตอร์มฟิสต์ถูกตีแตก กองทัพของก็อดวินถอนตัวออกจากรนวอลเพื่อมาป้องกันโซลฟาเลน่า ทำให้เรนวอลเป็นอิสระแต่ซาลัมก็ถูกไซอาลีดฆ่าตาย ยูรัมกลับใจมาช่วยองค์ชายต่อสู้กับก็อดวินและยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดของแบร์โรว์ให้เป็นของราชวงศ์ปิดฉากตระกูลแบร์โรว์อย่างสมบูรณ์
หมู่บ้านยาชูน่า (Yashuna Village)
หมู่บ้านเงียบสงบทางตะวันออกของเรนวอล ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำร้อนที่เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ภายหลังมีปัญหาน้ำพุแห้งเนื่องจากเส้นทางใต้ดินที่ดวาฟท์ขุดไว้กีดขวางเส้นทางน้ำใต้ดินทำให้กิจการย่ำแย่ลง องค์ชายจึงชวนมุรุนเจ้าของน้ำพุร้อนมาเปิดโรงอาบน้ำในฐานทัพ เบลคูทและยูรัมก็เคยมาพักที่นี่ด้วย
เอสทริเซ่ (Estrise)
เมืองท่าขนาดใหญ่ทางตะวันออกของฟาเลน่า ปกครองโดยบอซวิลด์ เราสามารถนั่งเรือจากที่นี่ออกมหาสมุทรไปยังพันธมิตรหมู่เกาะได้ และเป็นครั้งแรกที่องค์ชายและลีออนได้ออกทะเลด้วย จากการติดต่อค้าขายกับนานาประเทศทำให้เอสทริเซ่เป็นหนึ่งในเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในฟาเลน่า แบ็บเบจวิศวกรชื่อดังได้มาอาศัยอยู่ที่นี่และสร้างกังหันเพื่อป้องกันคลื่นสูงด้วย เมืองนี้เคยถูกทำลายในช่วงที่อาร์เมสบุกเมื่อปี IS441 แต่ก็ถูกบูรณะอย่างรวดเร็ว ในช่วงสงครามซันรูน กองทัพอาร์เมสนำโดยชูล่าวาลย่า เข้ามายึดครองที่นี่แต่ก็ไม่เกิดการนองเลือดขึ้น ชูล่าเข้ามายึดครองที่นี่เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพของแม่ทัพสปาร์น่าเข้าทำลาย (ชูล่าเกิดในตระกูลวาลย่าที่ต้องการเจรจาสันติภาพกับฟาเลน่า) และปล่อยเป็นอิสระหลังกองทัพคิเดอริชโดนตีแตก
ปราสาททะเลสาปเซรัส (Ceras Lake Castle)
ปราสาทที่ซ่อนอยู่ในทะเลสาปเซรัส ทะเลสาปที่ชาวซินดาร์ได้สร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ด้วยจุดประสงค์ใดไม่มีใครทราบ พวกองค์ชายได้ค้นพบกลไกและทำให้ตัวปราสาทลอยน้ำจากทะเลสาป ปราสาทมีสภาพใหม่เหมือนเพิ่งสร้างเสร็จและถูกใช้เป็นที่มั่นของกองทัพฟาเลน่าในการต่อสู้กับก็อดวิน เนื่องจากตั้งอยู่กลางทะเลสาปจึงยากแก่การเข้าตีแต่ที่นี่ก็เคยถูกก็อดวินบุกเข้าจู่โจมอย่างหนักจนพวกองค์ชายต้องหนีไปตั้งหลักที่แคมป์ดวาฟท์ ก่อนใช้กลไกของซินดาร์ดึงปราสาทลงน้ำและเข้าโจมตีขับไล่พวกก็อดวินออกไปได้ในที่สุด ปราสาทแห่งนี้เป็นที่มั่นหลักของกองทัพฟาเลน่าจนกระทั่งชิงโซลฟาเลน่าคืนได้สำเร็จ
เลลการ์ (Lelcar)
เมืองตอนใต้กลางลำน้ำเฟตัส เมืองนี้แบ่งเป็นสามส่วนตะวันตก-ตะวันออก-กลาง เชื่อมต่อกันด้วยสะพานและแต่ละส่วนต่างมีผู้ปกครองเป็นของตัวเอง (ฝั่งตะวันตกเชียร์ก็อดวินฝั่งตะวันออกเชียร์เรา) ไคล์เกิดที่เมืองนี้และเขานำทางเราเข้ามาที่นี่เพื่อขอกำลังสนับสนุนด้วย ตอนซานัคเพลี่ยงพล้ำ เขาเผาเมืองฝั่งตะวันตกเพื่อดึงความสนใจองค์ชายก่อนหนีไป ผู้คนจากฝั่งตะวันออกและกลางได้เข้ามาช่วยเหลือและช่วยอพยพ ทำให้คนส่วนใหญ่ปลอดภัย หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสามเมืองก็เป็นไปด้วยดี
เซเบิ้ล (Sable)
เมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟาเลน่าติดกับพรมแดนอาร์เมสและภูเขาที่เป็นที่ซ่อนตัวของโจร ทั้งเมืองสร้างกำแพงสูงเพื่อป้องกันการบุกของโจร ปกครองโดยลอร์ดโซลิสที่พูดจารู้เรื่องที่สุดในบรรดาขุนนางฟาเลน่า ที่นี่เป็นบ้านเกิดของนักรบเก่งๆมากมาย องค์ชายมาตรวจสอบข่าวลือเรื่ององค์ชายตัวปลอมและพบว่าเป็นแผนการของยูรัม
ภูเขารันโร (Ranro Mountain)
ภูเขาทางตอนเหนือของเซเบิ้ล ที่อยู่ของกลุ่มโจรที่รอยหัวหน้ากลุ่มปลอมตัวเป็นองค์ชายไปก่อความวุ่นวายในเซเบิ้ล องค์ชายตัวจริงเข้ามาเปิดโปงแผนการชั่วของยูรัมได้สำเร็จ
โดรัต (Doraat)
ป้อมใหญ่ในฟาเลน่าฝั่งตะวันตก เป็นปราการป้องกันการบุกของนากาเรียที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงที่นากาเรียเข้าบุกฟาเลน่า ป้อมล้อมรอบด้วยน้ำและควบคุมโดยก็อดวิน รูปร่างเมืองค่อนข้างซับซ้อนและง่ายแก่การวิ่งวนกลับมาที่เดิม - -“ ช่วงกลางของสงครามซันรูน องค์ชายต่อสู้กับมิอาคิสและอาเลเนียที่ป้อมแห่งนี้ก่อนตีป้อมแตกได้สำเร็จ คนที่นี่ชื่นชมตระกูลก็อดวินและไม่พอใจที่องค์ชายตีป้อมนี้จากก็อดวิน แต่ไม่นานกองทัพก็อดวินบุกเข้าโจมตีสามเมืองหลักพร้อมๆกัน โดรัตเป็นหนึ่งในเป้าหมายการโจมตีและก็อดวินสามารถยึดโดรัตคืนมาได้ คิเดอริชที่ได้รับมอบหมายให้ปกครองที่นี่เป็นคนป่าเถื่อนชั่วช้า เมื่อองค์ชายสามารถตีโดรัตคืนได้อีกครั้ง คราวนี้ผู้คนต่างยินดี
เมืองท่าสไปแนค (Port Spinacks)
เมืองที่เป็นทางเชื่อมมายังตอนใต้ของฟาเลน่า พวกองค์ชายนั่งเรือของล็อกมาที่นี่เพื่อไปยังเซาโรนิกซ์และป่าทไวไลท์ ที่นี่ควบคุมโดยกลุ่มอัศวินม้ามังกร
ปราสาทเซาโรนิกซ์ (Sauronix Castle)
ที่ประจำการของกลุ่มอัศวินม้ามังกร กลุ่มอัศวินเคยมีบทบาทในฐานะปราการสำคัญในการรับมือนากาเรีย แต่หลังเหตุการณ์ธรณีภิบัติในช่วงปี IS376 แยกพรมแดนนากาเรียและฟาเลน่าออกจากกันกลุ่มอัศวินก็ลดความสำคัญลง ด้านหน้าเมืองเป็นบ้านเรือนผู้คน มิอาคิสก็เกิดที่นี่แต่เป็นผู้หญิงจึงไม่สามารถเข้าเป็นอัศวินม้ามังกรได้ (เลยเป็นควีนไนท์ซะเลย) กลางเมืองมีตัวปราการที่มั่นของเครกหัวหน้ากลุ่มอัศวิน มิอาคิสเคยพาองค์ชายมาขอความร่วมมืออัศวินแต่นีเธอร์เกทใช้ม้ามังกรเป็นตัวประกันทำให้เครกไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ รูกและราฮาลร่วมมือกับเราและเกออร์กช่วยม้ามังกรจากเงื้อมมือนีเธอร์เกทได้สำเร็จและอัศวินม้ามังกรเข้ามาเป็นกำลังที่สำคัญในการต่อสู้กับก็อดวิน หลังสิ้นสุดสงครามเครกสละตำแหน่งและราฮาลขึ้นเป็นกัปตันแทน
กอร์เดียส (Gordius)
ที่ฝึกอัศวินม้ามังกรและเป็นที่เพาะเลี้ยงม้ามังกรด้วย ตามกฎเดิมห้ามผู้หญิงเข้าเป็นอัศวินแต่หลังสงครามซันรูน ราฮาลหัวหน้าอัศวินคนใหม่เปลี่ยนกฎ และลันได้เข้าเป็นอัศวินหญิงคนแรก เมืองนี้อยู่ติดฝั่งแม่น้ำเฟตัสและว่ากันว่าเป็นที่เดียวในโลกที่ม้ามังกรสามารถวางไข่ได้ เมืองนี้ผู้หญิงไม่สามารถเข้ามาได้ ต้องเปลี่ยนสมาชิกในกลุ่มให้เป็นผู้ชายทั้งหมดก่อน
ป่าทไวไลท์ (Deep Twilight Forest)
ป่าทางตะวันตกของเซาโรนิกซ์ที่มีซากซินดาร์อยู่ ช่วงที่องค์ชายมาทำธุระที่เซาโรนิกซ์ได้แวะมาที่ป่านี้เพื่อสืบหาความลับของดาวน์รูนเพื่อนำพลังของรูนไปรักษาลีออน โลเรไล, คิลลี่ และวิกกิเคยถูกกลไกของซากโบราณขังไว้ในนี้ด้วย
สตอร์มฟิสต์ (Stormfist)
ป้อมทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟาเลน่า เคยเป็นเมืองหลวงเก่าและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เมืองแบ่งออกเป็นสองส่วนคือตัวเมืองเก่าและปราสาทที่เป็นที่มั่นของตระกูลก็อดวินและมีสนามประลองที่จัดงานประลองศักดิ์สิทธ์เพื่อตัดสินหาผู้ที่จะมาเป็นสวามีของราชินีคนต่อไป ช่วงงานเทศกาลเมืองจะครึกครื้นกว่าปกติและมีผู้คนมากมายเดินทางจากที่ต่างๆมาเข้าร่วมและเข้าชมการประลองรวมทั้งเปิดร้านขายของและจัดการแสดงด้วย อีกส่วนคือตัวเมืองใหม่ที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว ทั้งสองส่วนนี้ไม่ค่อยลงรอยกันนัก หลังย้ายเมืองหลวงไปยังฟาเลน่าในปี IS212 ราชวงศ์ฟาเรนาสมอบหมายให้ตระกูลแอทเธอบาลดูแลสตอร์มฟิสต์ แต่ถูกตระกูลก็อดวินชิงอำนาจไปเมื่อปี IS349 (เอ็ดเบิร์กต้องมายืนด่าก็อดวินให้ชาวบ้านฟัง) ใต้สนามประลองเป็นที่คุมขังเหล่าแกลดิเอเตอร์ที่พวกขุนนางฝึกไว้สู้ในการประลองแทนตนเอง และยังมีทางลับออกนอกตัวเมืองอีกด้วย ช่วงท้ายของสงครามซันรูน ชุนหนึ่งในแกลดิเอเตอร์ช่วยพากองทัพนักสู้ออกมาทางเส้นทางลับเข้าช่วยองค์ชายต่อสู้กับก็อดวิน และยังใช้เส้นทางนี้ลอบเข้าไปในสตอร์มฟิสต์ได้สำเร็จ หลังสังหารคิเดอริชที่ลานประลองและจัดการแม่ทัพดิลเบอร์ได้ พวกเขาก็ตีสตอร์มฟิสต์แตกได้ในที่สุด
ป่าตะวันตก (Western Woods)
ป่าเล็กๆทางตะวันตกเฉียงใต้ของสตอร์มฟิสต์ ที่ๆพวกอาชญากรนิยมใช้ซ่อนตัว ในช่วงการประลองศักดิ์สิทธิ์ พวกนีเธอร์เกทได้ลักพาตัวมารีน่ามาที่นี่เพื่อบังคับให้เบลคูทยอมแพ้ในการประลอง แต่องค์ชายก็บุกเข้ามาช่วยเธอได้สำเร็จ (และมาริน่าก็ไม่วายไปวางยาแฟนตัวเองต่อ) ที่นี่มีเส้นทางลับที่เชื่อมต่อไปยังด้านล่างของลานประลองซึ่งชุนพาองค์ชายเข้ามายังสตอร์มฟิสต์ผ่านทางเส้นทางนี้ด้วย
ปราสาทตะวันตก (The West Palace)
ปราสาททางตะวันตกของฟาเลน่าที่ประทับทไวไลท์รูนไว้เพื่อคุมซันรูน ตามธรรมเนียมราชินีคนต่อไปต้อองมารับพิธีถือครองทไวไลท์ชั่วคราวก่อนขึ้นเป็นราชินี เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ครอบครองของตระกูลก็อดวิน ก็อดวินให้อาเลเนียใช้รูนทไวไลท์ต่อสู้กับกองทัพขององค์ชายแต่ก็ใช้พลังได้ไม่เต็มที่ จนกระทั่งไซอาลีดทรยศองค์ชายมาเข้าพวกก็อดวินและเป็นผู้ถือครองทไวไลท์รูนก่อนรูนจะเลือกลีออนเป็นผู้ถือครองหลังไซอาลีดตาย ไม่มีเนื้อเรื่องเกิดขึ้นที่นี่แต่เราสามารถเข้ามาเก็บไอเท็มดีๆจำนวนมากได้ในช่วงท้าย หลังสิ้นสุดสงครามทั้งทไวไลท์, ดาวน์ และซันถูกผนึกอยู่ในราชวังสุริยะ
ฐานทัพเรือเฮอร์เชวิลล์ (Hersheville Naval Base)
เมืองท่าทางตะวันตกสุดของฟาเลน่า เป็นแหล่งการค้าและการแลกเปลี่ยนข่าวสารของพื้นที่แถบนี้ เมืองเต็มไปด้วยพ่อค้าและขุนนาง อยู่ห่างไกลจากการควบคุมของโซลฟาเลน่า ทำให้สะดวกแก่การค้าของเถื่อน (หลังองค์ชายรู้เรื่องนี้ก็ไปพาคนค้าของเถื่อนมาเป็นพวก)
ภูเขาอาชวาล (Ashtwal Mountain)
ภูเขาน้ำแข็งทางตอนเหนือของฟาเลน่า น้ำแข็งละลายจากภูเขาเป็นแหล่งต้นน้ำของแม้น้ำเฟตัส แม่น้ำที่เป็นเส้นโลหิตสำคัญของอาณาจักร ความหนาวเย็นทำให้ที่นี่ไม่มีผู้อยู่อาศัย แต่มีซากซินดาร์ที่มีร่องรอยความเกี่ยวข้องกับซันรูนปรากฏอยู่ มาสคาลค้นพบซากดังกล่าวและนำซันรูนที่เขาเอามาจากราชวังสุริยะมาที่นี่เพื่อให้นักวิชาการทำการศึกษา หลังโซลฟาเลน่าถูกองค์ชายชิงคืนไป เขาและคนส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่เดินทางมาที่นี่และปลดปล่อยซันรูนเพื่อทดสอบองค์ชาย
