À¸—่องแดนภารตะกับเมดิอุส

จาก SuikoFriendWiki, สารานุกรมฟรี

(Difference between revisions)
Jump to: navigation, search

Current revision

คอลัมน์ตระเวนอินเดีย by Medius ผู้สละเพศสมณะนุ่งขาวห่มขาวหลังหมดหน้าที่ประกวดตัวละครชายก็หันมาไฟแรงกับนสพ.ต่อ (เพ่ๆบทสรุปซุยสามล่ะเพ่) ไปอินเดียเพียงหนึ่งสัปดาห์สามารถสาธยายความลงนสพ.ได้แปดสัปดาห์ เช่นเดียวกับเซซิลซึ่งโผล่มาให้เห็นไม่กี่ฉากแต่เมดิสามารถบรรยายความดีได้เป็นร้อยหน้า


สารบัญ

ตอนที่ 1

(ลงนสพ.ฉบับที่10)

สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกคน วันนี้ ผม เมดิอุส มีความยินดีที่จะมาเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวประเทศอินเดียให้ทุกคนฟัง กันนะครับ โดยคราวนี้ เป็นการเดินทางจาริกเพื่อกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล ได้แก่ สวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ, ตำบลพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้, พาราณสี สถานที่แสดงปฐมเทศนา และ นครกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในช่วงวันที่ 6-12 มีนาคม ที่ผ่านมาน่อ


วันพฤหัสที่ 6 มีนาคม 2551 : วันแรกแห่งการออกเดินทาง มุ่งสู่เมืองพุทธคยา

โอ้ววว วันแรกในการเดินทาง แทบไม่มีอะไรเลย ~~ เฮ้ย ไม่ใช่ ก็มีบ้างน่อ เพราะกว่าจะได้ออกเดินทางไปอินเดีย ก็ตอน 12.00 เที่ยงวันแล้ว จริง ๆ การเดินทางโดยเครื่องบินจากประเทศไทยไปประเทศอินเดียนั้น ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ประเทศอินเดีย เวลาช้ากว่าประเทศไทย ราว 1 ชั่วโมง นิด ๆ ทำให้เราเดินทางไปถึง เวลาประมาณ 13.50 ตามเวลาอินเดีย ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นสนามบินพุทธคยา เออ no comment... คือ ไม่มีจะสาธยายยังไงเลยล่ะ เดินลงจากเครื่องบิน ผ่านเข้าอาคารผู้โดยสารซึ่งเล็กมาก เข้ามาปุ๊ป ก็เจอด่านตรวจคนเข้าเมืองเลย และด้านหลังก็มีสายพานรอกระเป๋า ด่านตรวจคนรอไม่นานหรอก แต่ตอนรอกระเป๋าเนี่ยสิ รอกันนานเป็นชั่วโมง... เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะการลากกระเป๋าของอินเดีย นั้นไม่ใช้ รถ น่อ ใช้แรงงาน คน ล้วน ๆ คือ ให้เจ้าหน้าที่สนามบินแบกกระเป๋าเอง การทำงานในอินเดียส่วนใหญ่ มักจะไม่พึ่งเครื่องจักรเท่าไร เพราะประชากรที่มีมากมายมหาศาล ทำให้ต้องพยายามกระจายรายได้ให้ทั่งถึงนั่นเอง หลังจากได้รับกระเป๋า ก็เดินทางไปขึ้นรถ แค่ออกมานอกสนามบินเท่านั้นหละ ก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากคนอินเดียเลย ต่างเร่เข้ามา บอกประมาณ จะช่วยถือกระเป๋าให้ แต่ก็มีบางพวก ที่เดินเข้าแบมือ เหมือนต้องการอะไรสักอย่างจากเรา (ขอทานนั่นหละ) ขอทานที่นี้ ตามติดตัวนักท่องเที่ยวแจเลยนะ เรียกว่า ตั้งแต่ทางออกสนามบิน ยันเดินไปถึงตัวรถเนี่ย เดินตามขอตลอดอ่ะ ก็ไม่มีไรต้องกลัวมากหรอกน่อ เพราะเขาขอ แต่เขาก็ไม่ได้เข้ามาเตะตัวเรานะ (ระวังกระเป๋าไว้แล้วกัน) หลังจากฝ่ามาขึ้นรถได้เลย ก็ออกเดินทางสู่ที่พักไปเก็บกระเป๋ากันก่อน ระหว่างอยู่บนรถ ก็ได้รู้ว่า มีคนร่วมเดินทางกว่า 70 คน และมีประมาณ 10 กว่าคน เป็นพระภิกษุร่วมเดินทางมาด้วย เอาล่ะ ข้ามเนื้อเรื่องช่วงนี้กันเถอะ ไม่มีอะไรหรอก แค่นั่งรถ ถึงโรงแรม เช็คอิน เอากระเป๋าไปวางบนห้อง จัดเสื้อผ้า รอเวลา และก็ออกไปที่พุทธสังเวชนียสถานแห่งแรก องค์พระมหาเจดีย์พุทธคยา


ซึ่งสถานที่แห่งนี้ มี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันเป็นที่ ๆ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ หลาย ๆ คนต้องเริ่มสงสัยว่า ต้นนี้ เป็นต้นที่พระพุทธองค์มานั่งแล้วตรัสรู้รึเปล่า ผมต้องขอตอบว่า สถานที่ น่ะ “ใช่” แต่ต้นไม้ นี้ “ไม่ใช่” ครับ ต้นนี่ เป็นต้นที่ 4 แล้วที่ขึ้นที่ตรงนี้ เอาล่ะ ผมจะเล่าเกี่ยวกับ ประวัติของต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้ฟังน่อ

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 1

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ประจำพระองค์ ว่ากันว่าต้นนี้ เกิดขึ้นมาพร้อมกับพระองค์ และเป็นต้นที่พระองค์ประทับนั่งตรัสรู้ ในคืนวันวิสาขบูชา (วันเพ็ญ เดือน 6) ก่อนพุทธศักราช 45 ปี จนกระทั่ง เมื่ออายุได้ 352 ปี พระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ ก็ถูกพระนางมหิสุนทรี มเหสีองค์ที่ 4 ของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ทรงน้อยพระทัยพระเจ้าอโศกที่เอาพระทัยใส่พระศรีมหาโพธิ์มากกว่าตน จึงทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยการราดยาพิษและน้ำร้อนจนตาย พระเจ้าอโศกทรงเสียพระทัยมาก เมื่อทราบความจริงของการตายของต้นพระศรีมหาโพธิ์ จึงเสด็จมาและทรงอธิษฐานจิตว่า “แม้ว่าหน่อพระศรีมหาโพธิ์มิเกิดขึ้นตราบใด ข้าพระองค์ก็จะมิยอมลุกจากสถานที่นี้ไป ตราบนั้น” และสั่งให้เอาน้ำนมวัวถึง 100 ตัว มารดหน่อของพระศรีมหาโพธิ์ จึงงอกขึ้นมาใหม่ พร้อมกับสร้างกำแพงด้วยหินทรายล้อมรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์เอาไว้

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 2

พระเจ้าอโศกทรงปลูก เมื่อ พ.ศ. 272 จนกระทั่ง ช่วง พ.ศ. 1143-1163 (อายุได้ 871-891 ปี) กษัตริย์แห่งแคว้นเบงกอล ชื่อ ศาศางกา ได้ยกทัพมาตีแคว้นมคธ และผ่านมาที่พุทธคยาแห่งนี้ จึงได้ทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต่อมากษัตริย์แคว้นมคธชื่อว่า พระเจ้าปุรณวรมา ทรงทราบข่าวว่า จึงทรงยกทัพมาที่พุทธคยา และสามารถขับไล่ข้าศึกไปได้ และได้ทรงเห็นว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกทำลายลง จึงทรงให้เอาน้ำนมวัว 1000 ตัว มารด และทรงตั้งอธิษฐานจิตเหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช จนหน่อน้อยของต้นพระศรีมหาโพธิ์เกิดใหม่อีก

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3

พระเจ้าปุรณวรมา ได้ทรงปลูกหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3 นี้ ไว้ ณ ตำแหน่งเดิม ต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้เจริญงอกงามดี ต้นที่ 3 นี้ มีอายุได้ประมาณ 1256-1276 ปี ก็ตายลงด้วยด้วยถูกพายุพัดโค่นเพราะอายุแก่มากแล้ว ต่อมาท่านเซอร์คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้เข้ามาฟื้นฟูพุทธสถานและโบราณสถานต่าง ๆ ได้เห็นหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์งอกขึ้นมา 2 หน่อ จึงเอาหน่อที่สูงประมาณ 6 นิ้วปลูกไว้ที่เดิม หน่อที่สูงประมาณ 4 นื้ว ปลูกไว้ทางทิศเหนือขององค์พระเจดีย์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 4

ท่านเซอร์คันนิ่งแฮมได้นำหน่อมาปลูกไว้ เมื่อ พ.ศ. 2423 ณ ตำแหน่งเดิมของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรก พระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้มีอายุประมาณ 127 ปีแล้ว (นับที่ปี พ.ศ. 2550) ซึ่งเป็นต้นปัจจุบันนี้นี่เอง ซึ่งมีสุขภาพที่แข็งแรงและสมบูรณ์ดี มีการกั้นรั้งทองเหลืองไว้โดยรอบและมีประตูเหล็กดัดสูงประมาณ 2 เมตรสร้างถวายโดยชาวพุทธศรีลังกา ปัจจุบันเปิดให้เข้าไปภายในวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น


หลังจากนั้น พวกผมก็มานั่งข้างใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ คณะสงฆ์ก็ได้นำสวดทำวัตรเย็น และสวดมนต์กัน และเมื่อสมควรแก่เวลา ก็เดินทางกลับเข้าที่พัก เป็นอันจบวันแรกนะครับ ^^

ฉบับหน้า จะมีอะไรเล่าให้ฟังเยอะขึ้นนะครับ อย่าลืมติดตามล่ะน่อ


ตอนที่ 2

(ลงนสพ.ฉบับที่11)

สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกคน ในหนังสือพิมพ์ฉบับที่แล้ว ผมขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางในอินเดียไปแล้วในวันแรก ผ่านขอทานตั้งแต่ออกจากสนามบินมายังโรงแรม แล้วก็ได้ไปที่ ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นต้นไม้ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงใช้เป็นที่ตรัสรู้แล้ว วันนี้ ผมจะพาหลาย ๆ คนไปที่ไหนบ้าง โปรดอ่านในข่าวนะครับ ^^


วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2551 : วันที่สองแห่งการเดินทาง ในพุทธคยา และกรุงราชคฤห์

โอ้วว วันนี้ ช่างง่วงนอนมากมาย ถูกเรียกให้ตื่นตั้งแต่ตี 4 Oh! My Buddha อยู่ที่บ้านตัวเอง ยังไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้เลย แต่เอาเถอะ วันนี้ มีหลายที่ ที่ต้องไปนี่นะ เอาล่ะ หลังจากทั้งอาบน้ำ รับประทานอาหารเสร็จ ก็ออกเดินทางกันเลย! ออกจากโรงแรม เข้าสู่ชานเมืองไม่นาน ก็พบว่า บ้านของชาวอินเดีย มีวัตถุลึกลับสีน้ำตาลติดอยู่กับฝาบ้าน หรือว่า… ใช่แล้ว นั่นคือ ขี้วัว ที่เขาเล่าลือกันมานั่นเอง ขี้วัว นั้นสำหรับชาวอินเดีย ถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากเลยทีเดียวล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการก่อไฟ ในการทำอาหารในบ้าน (แต่ผมว่า ผมก็คงไม่กล้ากินอาหารที่ใช้ไฟโดยมาจากขี้วัวหรอก = =”) นอกจากนี้ ถ้านำไปผสมกับดิน ก็สามารถนำมาใช้ทำฝาผนังและพิ้นบ้านก้ได้ หรือจะใช้เป็นปุ๋ยก็ยังไหว เอาเถอะ บ้านส่วนใหญ่ ก็ประมาณนี้ ตอนนี้ นอนต่อก่อนดีกว่า ZZZzzz

2 ชั่วโมงผ่านไป ไวเหมือนโกหก เราได้มาถึงสถานที่แห่งแรกของวันที่ 2 นี้ นั่นก็คือ พระคันธกุฎิบนเขาคิชกูฎ ซึ่งตรงนี้ ผมขออธิบายความสำคัญคร่าว ๆ ก่อน คือ ภูเขาคิชกูฎแห่งนี้ เป็นที่ ๆ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมายังกรุงราชคฤห์นั้น จะเสด็จมาประทับบนเขาลูกนี้เป็นประจำทุกครั้ง เนื่องจากเป็นสถานที่สงบและอากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย ประกอบกับพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ของแคว้นนี้ นั้น ก็ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก (ผู้ทำนุบำรุงศาสนา) ทรงสร้างถนนเป็นขั้นบันไดสำหรับพุทธดำเนินขึ้นลง และบ่อยครั้งที่ท่านเสด็จขึ้นไปสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า

เอาล่ะ มาดูความเป็นจริงที่ผมเห็นกับตามานะ สิ่งแรกที่ผมเห็นหลังจากรถ บริเวณตีนเขานั่น ก็คือ กลุ่มเด็กขอทาน ที่ซึ่งแห่กันมาแบมือขอกันตามปกติ เสมือนเป็นอาชีพของพวกเขาก็ว่าได้ เอาล่ะ เดินเข้ามาบริเวณสถานที่ภูเขาแล้ว เด็ก ๆ ก็ไม่ได้เดินตามมาแล้วล่ะ (สถานที่สำคัญ ๆ ในอินเดีย จะมี ยาม ค่อยคุมไม่ให้ขอทานจากภายนอกเข้ามารบกวนสถานที่) ตรงจุดนี้เอง ที่มีบริการ “เสลี่ยง” ให้สำหรับคนที่ไม่สามารถเดินขึ้นไปเองไหว สามารถใช้เสลี่ยงนี้ ขึ้นไปถึงยอด และกลับลงมาได้ ค่าบริการ 700 บาทต่อคน เสลี่ยงนั้น เป็น เหมือนไม้ยาว ๆ ใหญ่ ๆ อันนึง(คล้าย ๆ ไม้ไผ่ แต่มีสีเหลือง และขนาดใหญ่กว่าไม้ไผ่หลายเท่า) ที่มีเปลแขวนอยู่กับไม้ตรงกลาง และมีชาวอินเดียสองคน แบกที่ด้านปลายสุดของไม้ทั้งสองด้าน อยู่ ๆ ก็น่าจะสบายดีนะ อยากไปใช้บริการบ้างอยู่ แต่ดูสารรูปตัวเอง และขนาดตัวของชาวอินเดียทั้งสอง แล้วคิดว่า “เออ อย่าดีกว่าแฮะ” เราจึงใช้กำลังขาเดินขึ้นไปเองเนี่ยหละ ระหว่างทางก็มีผ่าน กองขี้วัว (มันขึ้นมาอยู่บนนี้ได้ไหมฟ่ะ?) หลังจากหลบระเบิดกันชุลมุน ก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งแฮะ นั่นก็คือ กลุ่มของขอทาน ที่นั่งขอกันอยู่ น่าแปลกจริง พวกนี้ เข้ามาในนี้ได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่เด็ก ๆ ข้างนอกเข้ามาไม่ได้ เมื่อสังเกตให้ดี จึงพบว่า ขอทานเหล่านี้ มีผ้าตัวเองปกปิดมิดชิด และนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้วิ่งเข้ามาแบมือขอเหมือนพวกข้างล่าง และที่น่าแปลกกว่านั้น ก็คือ กลุ่มขอทานเหล่านี้ จะเหมือนนั่งประจำที่ของตัวเอง แบบเหมือนมีที่ประจำของตัวเองอย่างไงอย่างงั้นเลย ผมลองสังเกตดู พบว่า ทุก ๆ บันไดสองขั้น (แต่ละขั้น ก็ยาวเอาเรื่องนะ ประมาณ 5-6 เมตรเห็นจะได้) จะมีขอทานประจำขั้นบันไดแบบนี้ และขอทานแต่ละคน ก็จะไม่ก้าวก่ายขั้นบันได้ของคนอื่น ผมจึงได้เข้ามา ไกด์คนไทย จึงได้รู้ว่า กลุ่มขอทาน ที่มีผ้าปิดเช่นนี้ จะมาจาก องค์กรขอทานแห่งประเทศอินเดีย ซึ่งองค์กรนี้ มีหน้าที่แบ่งอาณาเขตให้ขอทานแต่ละคน มีเงินเดือน พร้อมสวัสดิการให้ด้วยนะ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาแบ่งเงินเดือนหรือให้สวัสดิการกันยังไง (พูดมาถึงตรงนี้ ชักเริ่มรู้สึกว่า ชื่อเรื่องนี้ ควรเปลี่ยน “เมดิอุส ล่าข้ามศตวรรษ” ยิ่งนัก) หลังเดินพ้นกลุ่มขอทานนี้มาได้แล้ว ก็เข้าไปนมัสการสถานที่ซึ่งพระสารีบุตรบรรลุเป็นพระอรหันต์ ณ ถ้ำสุกรขาตา ซึ่งตรงนี้ ก็ได้ปล่อยผู้มีจิตศรัทธา ได้จุดธูปเทียน ปิดทอง เพื่อสักการะกันสักครู่ ก่อนจะออกเดินทางขึ้นไปสู่ยอดเขาต่อไป จนกระทั่งเชิงบันไดก่อนขึ้นยอดเขาตรงนี้นั้น มีการสันนิษฐานกันว่าเป็นสถานที่พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินใส่พระพุทธองค์ หมายจะปองพระชนมายุของพระพุทธเจ้า เพื่อตนเองจะได้เป็นใหญ่ ปกครองหมู่สงฆ์ แต่ก้อนหินก็ไม่สามารถทำร้ายพระองค์ได้ มีเพียงสะเก็ดหินถูกที่พระบาทเท่านั้น เอาล่ะ เดินขึ้นไปข้างบนกันต่อ ก็ได้พบกับกุฎิพระอานนท์ ซึ่งบริเวณนี้นี่เอง ที่เป็นที่ ๆ พวกเราได้เริ่มจุดเทียน และหัวหน้านำไหว้พระสวดมนต์พร้อมเจริญจิตภาวนากัน เมื่อถึงเวลาอันควร จึงเดินเวียนเทียน ปักธูปเทียน และกราบลาสถานที่แห่งนี้กัน เอาล่ะ นี้ก็สายก็พอควรแล้วล่ะ ก่อนจะกลับไปกินข้าวทีโรงแรม เราก็ไปแวะวัดไทยแห่งแรก ของการเดินทางครั้งนี้กันเลย

หลังจากเดินลงมาขึ้นรถ ก็ใช้เวลาไม่นาน มาถึง วัดไทยสิริราชคฤห์ วัดไทยแห่งแรก ในการเดินทางที่ประเทศอินเดียแห่งนี้ เหตุผลที่เราต้องเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ ก็คือ การทอดผ้าป่าสามัคคี นั่นเอง โดยคณะทัวร์ เป็นตัวแทนในการถวายผ้าป่า ลูกทัวร์คนอื่น ก็ยังสามารถถวายปัจจัยแล้วแต่ศรัทธาได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ลูกทัวร์บางคน ก็ยังได้นำสิ่งจำเป็นอื่น ๆ มาถวายด้วย อย่างผ้าไตร จีวร เป็นต้น หลังจากที่อิ่มบุญกันไปเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงคราวที่เราจะต้องอิ่มท้องกันบ้างล่ะ ตอนนี้ ก็กลับโรงแรม เพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันกันก่อนนะครับ แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้าน่อ

ฉบับหน้า เตรียมพบกับช่วงบ่ายของวันที่สอง มุ่งสู่วัดเวฬุวัน ที่ซึ่งเป็นวันแห่งแรกในโลก และเป็นสถานที่สำคัญที่ทำให้เกิด วันมาฆบูชา นาลันทาคามสถานที่เป็นเคยมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก จนแม้แต่พระถังซำจั๋ง ยังเคยมาศึกษาธรรม ณ ที่แห่งนี้ และ เรือนคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร อันเป็นสถานที่พระเจ้าพิมพิสารถูกอชาตศัตรูผู้เป็นโอรสทำปิตุฆาต โดยการกักบริเวณให้อดอาหารและจำกัดที่ให้เล็กลง อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ ^^

ป.ล. ฉบับนี้ ต้องขออภัยจริง ๆ ที่ไม่มีรูปประกอบมาให้ดู เนื่องจากผมลืมกล้องไว้ที่โรงแรมในช่วงเช้า เลยไม่มีรูปดี ๆ มาให้เห็นกัน ต้องขอโทษจริง ๆ นะครับ T T


ตอนที่ 3

(ลงนสพ.ฉบับที่12)

สวัสดีครับ ทุก ๆ คน ในที่สุด ผมก็ปั่นจนกระทั่งมาพบทุกคนอีกครั้งจนได้ เพราะว่าทีมงาน นสพ. ออกหนังสือพิมพ์เลทแท้ ๆ ผมเลยได้มีโอกาสได้มาบอกเล่าประสบการณ์ที่ผมได้ไปเจอมาอีก ห๊า อะไรนะ ไม่ควรบอกเรื่องหนังสือพิมพ์ออกเลทงั้นเหรอ? งั้น มาเข้าเรื่องกันเลยครับ


วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2551 : ช่วงบ่ายของวันที่สอง วัดแห่งแรกของโลก ที่เรียนอันโด่งดัง และสถานที่แห่งการปิตุฆาต

หลังจากที่รับประทานอาหารกลางวันเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งคณะก็ได้ออกเดินทางสู่วันเวฬุวันที่ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกของโลก ระหว่างทางก็เช่นเคย มีพวกขอทานมารายล้อมเต็มไปหมด แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วล่ะ พระภิกษุสงฆ์ที่ร่วมเดินทางไปด้วย ได้สอนเอาไว้ว่า วิธีการปฏิบัติตนต่อพวกขอทานในดินแดนภารตะนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่างก็คือ 1. ไม่สบตา 2. ไม่เจรจา 3. ไม่ให้ของ จริง ๆ แล้ว พวกขอทานในดินแดนภารตะแห่งนี้นั้น ก็ไม่ได้เข้ามาทำร้ายร่างกายเราหรอก แต่ทว่าหากเราไป สบตา เจรจา หรือให้ของแล้วเนี่ย อาจทำให้พวกขอทานเหล่านั้น เดินตามพวกเรามา แม้ว่าพวกเราจะขึ้นรถไปแล้ว พวกเขาก็จะไม่ไปไหน เฝ้ารอให้พวกเราให้ของไปอีก และอาจจะทำให้การเดินทางล่าช้า หรือเกิดอันตรายต่อพวกขอทานเหล่านั้นไปด้วย เอาล่ะ เมื่อขึ้นรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ใช้เวลาไม่นาน ก็มาถึงวัดเวฬุวันแล้ว

เมื่อเดินเข้าไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าสถานที่แห่งนี้ นั้นเป็นสถานที่ ๆ น่ารื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง เป็นวัดที่มีต้นไม้อยู่มากมาย แทบไม่เห็นมีศาสนสถานใด ๆ เลย เหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในสวน ยังไงยังนั้นเลย อากาศที่ช่างร่มเย็นยิ่งนัก เหมือนกับว่าที่นี้ไม่ใช่ประเทศอินเดียที่แสนร้อนเลยสักนิดนึง ทั้งคณะก็เดินเข้าไปด้านใน ๆ จนกระทั่งพบกับพระพุทธรูปปางประทับยืนอยู่หนึ่งองค์ ซึ่งจุดนี้หละ ที่เป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฎิโมกข์ เอาล่ะ ขอบอกให้แก่ผู้อ่านทุก ๆ คนถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวัดเวฬุวันแห่งนี้
1. เป็นวัดแห่งแรกที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา
2. ทรงประทานบวชให้แก่คู่อัครสาวก คือ พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร พร้อมด้วยบริวาร 250 ท่านได้บรรพชาและอุปสมบท
3. มีการประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” อันประกอบด้วยองค์สงฆ์ 4 คือ
3.1) พระภิกษุสงฆ์ 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
3.2) ภิกษุสงฆ์เหล่านั้น ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธองค์ทรงบวชให้
3.3) ในบรรดาภิกษุสงฆ์ 1,250 รูปนั้น ไม่มีภิกษุรูปใดเลยเป็นปุถุชน ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้ได้อภิญญา 6 ทั้งสิ้น
3.4) วันนั้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 มาฆฤกษ์ พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นหลักการโดยสรุปของศาสนาพุทธ มีทั้งหลักคำสอนและหลักการปกครองคณะสงฆ์ มีทั้งหมด 13 ข้อด้วยกัน เป็นต้นว่า ศาสนาพุทธสอนว่า ละชั่ว ทำดี ทำจิตบริสุทธิ์ สุดยอดของคำสอนอยู่ที่นิพพาน ดับกิเลสพ้นทุกข์ และป็นพระต้องสำรวม กินอยู่พอประมาณ อดทน ไม่กล่าวร้ายป้ายสีคนอื่น ไม่เบียดเบียนคนอื่น

mini-img143.jpg

หลังจากที่พวกเราได้นั่งลงสวดมนต์ นั่งสมาธิ เป็นที่เรียบร้อย ก็เดินทางมุ่งสู่จุดหมายต่อไป “นาลันทาคาม” นับจากตรงนี้ไปจนกระทั่งจบ เนื้อเรื่องก็ค่อนข้างเศร้าชวนหดหู่นะครับ ขอให้ครองสติระหว่างอ่านให้ดีนะครับ…

นาลันทาคาม นั้น มีที่มามาจากว่า สถานที่แห่งนี้ เคยเป็นที่เกิดและที่นิพพานของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ทางด้านเป็นผู้มีปัญญามาก และมีความกตัญญูต่อผู้มีอุปการคุณ แม่ราธพราหมณ์เคยใส่บาตรท่านเพียงหนึ่งทัพพีท่านก็มิเคยลืม ก่อนจะนิพพานท่านมานึกถึงโยมแม่ของท่านว่า พ้นจากท่านแล้ว ใครก็มิอาจโปรดได้ ท่านจึงมาแสดงธรรมโปรดโยมแม่ของท่านที่นาลันทานี้ เมื่อจบพระธรรมเทศนา โยมแม่ของท่านได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นในพระพุทธศาสนา เมื่อกิจที่ท่านต้องทำจบแล้ว ท่านก็นิพพาน ณ ห้องที่ท่านเกิดนั้นเอง

เมื่อท่านนิพพานแล้ว ชาวเมืองนาลันทาคิดว่า สถานที่แห่งนี้คงจะเป็นสถานที่ของบุคคลผู้มีปัญญา จึงพร้อมใจกันเปลี่ยนแปลงห้องที่เกิดและนิพพานให้กลับกลายเป็นเจติยสถาน สำหรับนมัสการและบูชาต่อไป บรรดาลูกศิษย์ที่มีความเคารพในพระสารีบุตรได้สร้างวิหารล้อมรอบพระเจดีย์ และศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัยตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ต่อมาสถานที่นี้ก็ยกขึ้นเป็นวัด ชื่อว่า ปาวาริกัมพวัน เป็นที่มาแห่งมหาวิทยาลัยนาลันทา

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นที่โด่งดังมาก ด้วยด้านการศึกษาที่ทั้งเจริญรุ่งเรืองและทันสมัย กษัตริย์ผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านต่างก็เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยพระเจ้าหรรษวรรธนะ ดังที่พระถังซำจั๋งได้บันทึกไว้ในสมัยที่ท่านมาสืบพระพุทธศาสนา และได้มาศึกษาในปี พ.ศ. 1172-1187 ว่าพระเจ้าหรรษวรรธนะมหาราชทรงประทานพระราชทรัพย์สร้างพระอารามที่ทำด้วย ทองเหลืองหมดทั้งวัด และทรงเมตตาพระราชทานหมู่บ้านถึง 100 ตำบลแก่มหาวิทยาลัยนาลันทา โดยยกประโยชน์รายได้ที่เกิดจากค่าภาษีอากรให้เป็นค่าบำรุงรักษา และทรงจัดให้ชาวบ้านตำบลละ 2 คน ใน 100 ตำบล รวมเป็น 200 คนหมุนเวียนเปลี่ยนกันทำอาหารถวายพระนักศึกษาเป็นประจำทุกวัน ท่านได้บันทึกไว้อีกว่า มีพระนักศึกษา 10,000 ท่าน ครูอาจารย์และคนงานของมหาวิทยาลัยอีกประมาณ 1,500 ท่าน บริเวณมหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ เป็นส่วนพุทธาวาส คือที่อยู่ของพระสงฆ์และที่ปฏิบัติธรรม และอีกส่วนคือ สถานที่ศึกษาของพระนักศึกษารวมทั้งที่พักด้วย วิชาที่นิยมศึกษากันในเวลานั้น มี 5 สาขา คือ 1. พุทธปรัชญา 2. ตรรกวิทยา 3. ไวยากรณ์หรือวรรณคดี 4. ศาสนาพราหมณ์ 5. แพทย์ศาสตร์ โดยมีวิชาบังคับ คือ พระไตรปิฏก นอกจากนั้น ยังมีหอสมุดสูง 9 ชั้น อีก 3 หลัง ซึ่งมีตำรับตำราให้ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างมากมายทั้งของเถรวาทและมหายาน เพราะเหตุนี้ มหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงมีพระนักศึกษาจากต่างประเทศมาศึกษาอยู่มากมาย เช่น จีน ชวา สุมาตรา ธิเบต เกาหลี เป็นต้น ท่านยังเล่าต่ออีกว่า กิริยามารยาทของพระนักศึกษาที่มาศึกษา ต่างก็มีจริยาวัตรที่งามปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและกฎของมหาลัยอย่าง เคร่งครัดอีกด้วย ยากที่จับผิดกันได้ ไม่ว่าจะเป็นกายวาจาและใจ มหาวิทยาลัยนาลันทาก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองมาเรื่อย ๆ

แต่แน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ มีเกิดก็ต้องมีดับ มีจุดสูงสุดก็ต้องมีจุดต่ำสุด มันเป็นสัจธรรมแห่งศาสนาพุทธ มหาวิทยาลัยนาลันทาก็เช่นกัน ใน พ.ศ. 1966 ได้มีการบันทึกจากภิกษุชาวธิเบต ผู้เห็นเหตุการณ์ว่า กองทัพจากคนนอกศาสนาพุทธ หลังจากได้ทำการรุกรานรบชนะ และได้เข้าปกครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือและแคว้นมคธเกือบทั้งหมดแล้ว ก็ได้ทำลายวัดวาอารามตลอดทั้งปูชนียสถานที่สำคัญมากมาย และในปีนั้นเอง อิคเทีย ขิลจิ พร้อมด้วยทหาร 200 คน ได้กรีฑาทัพมาทำลายมหาวิทยาลัย และจุดไฟเผาฆ่าพระนักศึกษาล้มตายเป็นจำนวนมาก (บางส่วนก็สามารถหลบหนีไปอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ได้) ไฟได้โหมไหม้อยู่เป็นเวลาหลายเดือน คงเหลือไว้แค่ความทรงจำกับอดีตที่เจ็บปวด จากนั้น นาลันทา ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ฝังจมดินจนปรากฏเป็นเนินดินสูงใหญ่ ปราศจากผู้คนสาใจมานานถึง 624 ปี จนกระทั่งมีการขุดค้นพบโดยท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ในปีพ.ศ. 2503 ซึ่งท่านได้สืบค้นหาจากตำแหน่งต่าง ๆ ตามบันทึกของพระถังซำจั๋งนั่นเอง


เอาล่ะ หลังจากแวะชมสถานที่แห่งนี้แล้ว ก็เดินทางไปสู่ เรือนคุมขังพระเจ้าพิมพิสารกันต่อเลยครับ

สถานที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสาร เป็นสถานที่พระเจ้าอชาตศัตรูจับพระราชบิดาคือพระเจ้าพิมพิสารมากักขังไว้ แล้วสถาปนาตนเองปกครองบ้านเมือง (ตระกูลนี้ทำปิตุฆาตมา 5 ชั่วโคตร) พระเจ้าพิมพิสารทรงสวรรคต ณ ที่ตรงนี้ ปัจจุบัน รัฐบาลอินเดียได้ดูแลรักษาและมีแผ่นป้ายบอกว่า นี้คือที่ขังพระเจ้าพิมพิสาร

เรื่องมีอยู่แล้วว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ประทับอยู่ที่เมืองโกสัมพี มีอุบาสกอุบาสิกาเข้ามาถวายทานยังสำนักของพระพุทธองค์ แล้วถามว่า พระสารีบุตรอยู่ไหน พระโมคคัลลานะอยู่ไหน และพระอสีติมหาสาวกอยู่ไหนเป็นต้น พระเทวทัตนั่งอยู่ตรงนั่นคิดว่า ทำไมไม่มีใครเลยถามหาเรา เราก็เป็นกษัตริย์ออกบวชเหมือนกัน คิดน้อยใจตนเองคิดว่า เราควรจะหาใครคนใดคนหนึ่งให้นับถือเรา เมื่อมองดูพระราชาต่าง ๆ ก็ดี อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายก็ดี ก็ล้วนแล้วแต่เคารพนับถือพระพุทธองค์ จึงมองเห็นแต่พระเจ้าอชาตศัตรูเท่านั้น เมื่อคิดดังนี้แล้วก็มาหาพระเจ้าอชาตศัตรูและทำให้ท่านเลื่อมใส หลังจากที่พระเจ้าอชาตศัตรูไปเคารพนับถือพระเทวทัตแล้ว ก็ถูกพระเทวทัตเกลี้ยกล่อมให้ลงพระชนม์พระบิดา ส่วนพระเทวทัตเองก็จะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า นี่แหละที่เขาว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล โดยเริ่มต้นทูลถามพระเจ้าอชาตศัตรูว่า “พระองค์เคยเห็นหรือไม่ว่าพ่อตายก่อนลูก” พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสว่า “เคยเห็นครับพระคุณเจ้า” พระเทวทัตกราบทูลต่ออีกว่า “ถ้าเช่นนั้นพระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดาแล้วขึ้นครองราชย์ ส่วนเราเองก็ปลงพระชนม์พระศาสดาแล้ว จะขึ้นปกครองสงฆ์เช่นกัน การวางแผนฆ่าพ่อจึงเกิดขึ้น

พระเจ้าอชาตศัตรูได้พกอาวุธเข้าไปในพระราชฐาน หมายจะปลงพระชนบิดา แต่ทหารองครักษ์จับได้นำตัวไปเฝ้าพระราชา พระเจ้าพิมพิสาร ตรัสถามว่า ลูกทำไมถึงทำอย่างนี้ ลูกก็รู้มิใช่หรือว่าสถานที่แห่งห้ามพกอาวุธเข้ามา ลูกพกพาเข้ามาทำไม พระโอรสตอบไปว่า ต้องการจะฆ่าพระบิดาพระเจ้าข้า พระเจ้าพิมพิสารทรงตกพระทัยว่า ทำไมลูกถึงพูดอย่างนี้ จะฆ่าพ่อทำไมล่ะลูก พระโอรสตอบว่า ต้องการจะขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาพระเจ้าข้า พระเจ้าพิมพิสาร ตรัสว่า ถ้าลูกอยากเป็นพระราชา พ่อจะแต่งตั้งให้ เมื่อพระองค์ทรงตั้งให้เป็นเจ้าผู้ปกครองเมือง พระเทวทัตก็มาเตือนพระเจ้าอชาตศัตรูว่าอย่าได้ประมาท ทางที่ดีท่านควรจะปลงพระชนม์พระบิดาเสียเถิด เกิดพระองค์และชาวเมืองเปลี่ยนใจยึดคืนท่านก็จะหมดโอกาส ในที่สุด พระโอรสก็กบฏนำพ่อมาคุมขังไว้ ณ ที่ตรงนี้ ตั้งใจว่าจะให้พระบิดาสวรรคตเอง ห้ามบุคคลภายนอกเยี่ยมและห้ามให้อาหารยกเว้นพระมารดา ด้วยความรัดในพระสวามี พระนางจึงแอบนำเอาอาหารใส่มวยผมมาให้ แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของพระโอรสไปได้ จึงสั่งห้ามพระมารดาเกล้าผมเข้าไปเยี่ยม พระนางก็ทำตาม แต่เปลี่ยนที่ซ่อนอาหารมาอยู่ที่ฉลองพระบาท (รองเท้า) ถึงทำอย่างนี้พระราชโอรสก็จับได้อีก รับสั่งห้ามพระมารดาใส่ฉลองพระบาทเข้าเยี่ยมพระบิดา คราวนี้พระนางสรงสนานพระวรกายเสร็จ พระนางก็นำอาหารมาทาตัวแล้วให้พระเจ้าพิมพิสารทรงเลียกินที่ตัวนาง ถึงนางจะทำอย่างนี้ก็ไม่ล่วงพ้นสายตาของพระโอรสไปได้ จึงรับห้ามเข้าเยี่ยมอีกต่อไป

ฝ่ายพระเทวทัต ก็พยายามจะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าด้วยประการต่าง ๆ เช่น จ้างนายขมังธนู ปล่อยช้านาราคีฬิงและกลิ้งก้อนหินใส่พระพุทธองค์ที่ยอดเขาคิชกูฎ แต่ก็ไม่สามารถปลงพระชนม์พระพุทธองค์ได้ และเข้าเฝ้าพระโอรสพร้อมทูลถามอยู่เนือง ๆ ว่าพระบิดาสิ่นพระชนม์หรือยัง? เมื่อพระโอรสตอบว่ายัง ก็ทูลว่าให้รีบปลงพระชนพระบิดาเสีย ประเดี๋ยวชาวเมืองผู้จงรักภักดีต่อพระองค์จะประท้วงเอาคืน ขอพระองค์อย่าได้ช้าอยู่เลยมหาบพิตร จะกล่าวถึงพระเจ้าพิมพิสาร ถึงแม้พระองค์จะอดข้าวมาหลายวัน แต่พระองค์ก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยอำนาจปีติและสมาธิ ที่พระองค์ได้มองเห็นชายจีวรของพระพุทธองค์และพระอรหันต์ที่ยอดเขาคิชกูฎ พระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อเห็นพระบิดาไม่สวรรคต จึงรับสั่งให้ช่างกลบก (ช่างตัดผมประจำพระราชสำนัก) ใช้มีดกรีดฝ่าพระบาทของพระเจ้าพิมพิสาร ช่างกลบกได้ขอโทษต่อพระองค์ว่าที่ทำอย่างนี้เพราะคำสั่งของพระราชา พระเจ้าพิมพิสารตรัสว่า เราไม่โกรธท่านหรอก จงทำหน้าที่ของท่านเถิด พระเจ้าพิมพิสารถูกกรีดฝ่าพระบาทจนพระโลหิตแห้งและสวรรคต ณ บัดนั้นเอง....

เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ เรื่องวันนี้คงพอหนักเอาเรื่องทีเดียว แต่ฉนับหน้าเรื่องราวจะสบายขึ้นแน่นอนน่อ พบกับ บ้านนางสุชาดา ธิดาของคฤหบดี แห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ผู้ถวายข้าวมธุปายาสอันประณีต แด่พระบรมศาสดาก่อนการตรัสรู้ และผมจะบอกรสชาติของข้าวมธุปายาสให้ได้รู้กันนะครับ แตะยังมี วัดไทยพุทธคยา อันแสนงดงามอีกด้วย อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ ^^


ตอนที่ 4

(ลงนสพ.ฉบับที่13)


วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม : บ้านนางสุชาดา และวัดไทยพุทธคยา

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากตื่นนอน กินอาหารเช้า และออกรถ ตามหลัก 6 : 7 : 8 เป็นที่เรียบร้อย ทั้งคณะก็ได้มุ่งสู่จุดมุ่งหมายต่อไป นั่นก็คือ บ้านนางสุชาดา หรือควรต้องเรียกว่า บริเวณที่สันนิษฐานว่าเคยเป็นบ้านนางสุชาดา ธิดาของคฤหบดี แห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ผู้ถวายข้าวมธุปายาสอันประณีต แด่พระบรมศาสดาก่อนการตรัสรู้ เอาล่ะ เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็ต้องขอเล่าประวัตินางสุชาดาให้ฟังกันหน่อยน่อ

mini-img146.jpg

นางสุชาดา เป็นลูกสาวนายบ้าน ณ ตำบลอุรุเวาเสนานิคม เมื่ออยู่ในวัยสาว นางได้ไปบนบานขอพรจากเทพเจ้าที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งว่า "ขอให้ข้าพเจ้าได้สามีที่มีตระกูลเสมอกัน ขอให้ข้าพเจ้าได้บุตรชายในครรภ์แรก" ถ้าได้สมปรารถนาแล้วจะทำข้าวมธุปายาสมาถวาย ทำไมนางจึงปรารถนาเช่นนั้น? เพราะว่าคนในสมัยนั้นยังถือชั้นวรรณะ ถ้าหากว่าไปแต่งงานกับคนนอกวรรณะผู้คนและญาติมิตรยอมรับไม่ได้ ส่วนที่เกิดมาก็จะเป็นจัณฑาลเข้าสมาคมญาติ ๆ ไม่ได้ ส่วนขอบุตรชายในครรภ์แรกนั้น เพราะว่า คนอินเดียนั้นถือว่าลูกผู้ชายเท่านั้นจะนำพาพ่อแม่ให้ได้ขึ้นสวรรค์ และเชื่อว่าลูกผู้ชายเท่านั้นที่จะสืบทอดวงศ์ตระกูลให้ยั่งยืนได้ แต่ที่สำคัญ คือ เมื่อพ่อแม่ตาย ผู้ที่จะจุดไฟเผาพ่อแม่เป็นคนแรกจะต้องเป็นลูกชาย และคำบนบานของเธอก็เป็นจริง เธอได้สมปรารถนา จึงได้เตรียมพร้อมการทำข้าวมธุปายาสโดยทันที

นางสุชาดา ได้สั่งคนงานให้ไล่ต้อนฝูงโคนมจำนวนหนึ่งพันตัวเข้าไปเลี้ยงในป่าชะเอมเครือ ให้แม่โคกินชะเอมเครือ (ชะเอมเครือ จะทำให้น้ำนมจากโคมีรสดี) กินอิ่มแล้วไล่ต้อนออกมา แล้วแบ่งแม่โคนมออกเป็นสองฝูง ๆ ละ 500 ตัว แล้วรีดเอานมจากแม่โคนมฝูงหนึ่งมาให้แม่โคนมอีกฝูงหนึ่ง แบ่งและคัดแม่โคนมอย่างนี้เรื่อย ๆ ไปจนเหลือแม่โคนม 8 ตัว (แน่นอน วิธีทำเช่นนี้ นั้น ต้องใช้เวลานานมาก เรียกว่าลูกชายคนแรกที่เกิดมาเนี่ย โตเป็นหนุ่มแล้ว) เสร็จแล้วจึงรีดน้ำนมจากแม่โคนมทั้ง 8 มาหุงข้าวมธุปายาส

จากนั้น นางสุชาดาสั่งให้หญิงรับใช้ชื่อ ปุณณาไปทำความสะอาดปัดกวาดบริเวณต้นไทร นางทาสีไปแล้วได้เห็นมหาบุรุษผิวพรรณดังทองนั่งอยู่ใต้ต้นไทร นางรีบกลับมารายงานให้นางสุชาดาทราบว่า นายหญิง เวลานี้รุกขเทพเจ้าที่จะรับเครื่องเสวยได้สำแดงกายให้ปรากฏ นั่งรออยู่ที่โคนต้นไทรแล้วเจ้าค่ะ นางสุชาดาดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงยกถาดทองคำมาใส่ข้าวมธุปายาสขึ้นทูนหัว เดินมาที่ต้นไทรพร้อมกับนางทาสี ก็ได้เห็นจริงอย่างนางทาสีเล่า นางจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย พระมหาบุรุษทรงรับแล้วทอดพระเนตรดูนาง นางทราบพระอาการกิริยาว่า พระมหาบุรุษไม่มีบาตรหรือภาชนะอื่นรับอาหาร นางจึงกล่าวคำมอบถวายข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดทองคำนั้นโดยไม่เสียดายเลย พร้อมกล่าวว่า "มโนรถของดิฉันเสร็จแล้ว ฉันใดขอมโนรถของพระองค์จงสำเร็จ ฉันนั้นเถิด" ถวายเสร็จแล้วก็ไหว้แล้วเดินกลับบ้านด้วยความยินดียิ่ง...

mini-img147.jpg


ยัง ๆ เรื่องมันยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้นะครับ เมื่อนางสุชาดาได้กลับไปบ้านแล้ว พระมหาบุรุษเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทรงถือถาดทองข้าวมธุปายาสเสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา

mini-img148.jpg

เสด็จทรงน้ำแล้วขึ้นมาประทับนั่งริมฝั่ง ทรงปั้นข้าวมธุปายาสออกเป็นปั้น รวมได้ 49 ก้อน แล้วเสวยจนหมด ปฐมสมโพธิว่า เป็นอาหาร ที่คุ้มไปได้ 7 สัปดาห์ (49 วัน) เสร็จแล้ว ก็ทรงลอยถาดและทรงอธิษฐานว่า ถ้าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไซร้ ขอให้ถาดจงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ถาดได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง 80 ศอก ไปจนถึงวังน้ำวนแห่งหนึ่ง ถาดนั้นจึงจมดิ่งหายไปจนถึงพิภพของกาฬนาคราช กระทบกับถาดสามใบของพระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์เสียงดังกริ๊งพระพุทธเจ้า ในอดีตสามพระองค์นั้น คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ พระมหาบุรุษกำลังจะเป็นองค์ที่ 4

กาฬนาคราชหลับมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าในอดีต จะตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงถาด พอได้ยินก็รู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดในโลกแล้ว คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อได้ยินเสียงถาดของพระมหาบุรุษก็งัวเงียขึ้นแล้วงึมงำว่า "เมื่อวานนี้พระชินสีห์ (หมายถึงพระกัสสปปพุทธเจ้า) อุบัติขึ้นในโลกพระองค์หนึ่ง ใยวันนี้มาบังเกิดอีกพระองค์หนึ่งเล่า" ลุกขึ้นมาไหว้พระพุทธเจ้าเกิดใหม่แล้วหลับต่อไปอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ท่านพรรณนาเป็นบุคคลาธิษฐาน ต้องถอดความอีกชั้น จะได้ความว่า ถาดนั้น คือพระศาสนาของพระพุทธเจ้า แม่น้ำ คือ โลกหรือคนในโลก คำสั่งสอนหรือพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพาคนไหลทวนกระแสโลกไปสู่กระแสนิพพาน คือความพ้นทุกข์ที่ไม่มี เกิด แก่ เจ็บ และตาย ส่วนกระแสโลกไหลไปสู่ความเกิด แก่ เจ็บ และตาย พญานาคใต้บาดาลผู้หลับใหล คือสัตว์โลกที่หนาแน่นด้วยกิเลส เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติบังเกิดขึ้นมาในโลก ก็รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้ารู้แล้วก็หลับใหลไปด้วยอำนาจกิเลสต่อไปอีก

พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา รอเวลาจนตะวันบ่าย พระองค์จึงเสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ซึ่งพระองค์ได้ทรงตรัสรู้นั่น เอง...

และแล้วเรื่องราวของบ้านสุชาดาก็จบลงเพียงเท่านี้ เอาล่ะ สถานที่ต่อไป วัดไทยพุทธคยา

วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดแบบไทยที่ถูกสร้างไว้ที่ประเทศอินเดีย โดยพระอุโบสถนั้น ได้จำลองแบบมาจากอุโบสถ์วัดเบณจมบพิตร

mini-img145.jpg

ภายในพระอุโบสถ์ มีพระพุทธชินราชจำลองแบบมาจากจังหวัดพิษณุโลก สร้างถวายโดยจอมพลถนอม กิตติขจร ชื่อว่า พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย

mini-img144.jpg

และที่ฝาผนัง ภายในพระอุโบสถ์เป็นภาพวาดสังเวชนีย์สถานและประวัติพระมหาชนกอันสวยงามมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เป็นผู้ประทานภาพเหล่านี้มาให้ มีนายช่างสาคร โสภา และทีมงานเป็นผู้วาด

หลังจากที่ได้กราบนมัสการเจ้าอาวาส ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีตามกำลังศรัทธา และรับพรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับโรงแรมเพื่อกินกลางวันกัน อ้อ ผมลืมบอกไป อาหารอินเดีย เนี่ย ไม่มีอาหารประเภทหมูเลยนะครับ อาหารหลักที่เขาจะกินส่วนมาก ก็คือ โรตี ร่วมกับแกงต่าง ๆ แต่วันนี้ เราได้ไปดูบ้านนางสุชาดามาแล้วเนี่ย วันนี้ เลยมีเมนูพิเศษเพิ่มขึ้นมานั่น นั่นคือ “ข้าวมธุปายาส” นั่นเอง

mini-img149.jpg

ชื่อร้าน : โรงแรมรอยัล เรซิเดนซี่ (โรงแรมที่พักของผมในตำบลพุทธคยานั่นหละ)

สถานที่ตั้ง : ที่ไหนสักที่ ในตำบลพุทธคยา

เวลาทำการ : ก็คงจนกว่าโรงแรมมันจะเจ๋งล่ะนะ( แกไปแช่งเขางั้นเหรอ!!)

เมนูแนะนำ : ก็อ้ายอันข้างบนเนี่ยหละ

ราคา : คาดว่าคงรวมอยู่ในค่าที่พักเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถระบุได้ N/A

ระดับความอร่อย (เต็ม 10) : 6 scarletmoon

ความรู้สึกแรก : โอ้ววว ตอนที่ได้ลองตัก ๆ จิ้ม ๆ จวง ๆ เขีย ๆ (?) ก้ได้ทราบว่าจริง ๆ แล้ว ก็เหมือนเอานม มาราดลงบนข้าวอย่างไรอย่างนั้น แล้วโรยด้วยถั่วอัลมอนด์อีกหน่อย และก็ได้คิดว่าคงไม่ได้ทำแบบเหมือนที่นางสุชาดาทำเป็นแน่ ดังนั้น รสชาติที่ได้กินตรงนี้ ยังไง ๆ ก็คงไม่เหมือนในสมัยพุทธกาลหรอก เอาล่ะ บ่น ๆ ไปก็เท่านั้น ลองชิมดูอีกดีกว่า ซู้ดดดดดด~~~ (สาบานได้นะว่าเสียงกินของผู้ชิม) ก็คิดในใจทันที นี้มัน นมผงคาเนชั่นชัด ๆ แต่จะว่าไป ข้าวผสมนม เนี่ย ก็ไม่เคยกินมาก่อนเลยแฮะ ข้าวน่ะ นุ่มมากเลยน่อ อาจเพราะผสมนมล่ะบ้าง เลยทำให้ข้าวนุ่มลิ้น กินได้ลื่นคอ ถั่วอัลมอนด์ที่ใส่ก็ทำให้เคี้ยวได้กรุบ ๆ เออ เนอะ มันก็แปลกดีนะ!! ว่าง ๆ ใครอยากลองอะไรแปลก ๆ นอกจาก ไอติมบนเนื้อย่าง (หือม์ อะไรนะ ไม่มีใครเคยกินงั้นเหรอ มีสิ เคยคุยในบ็อกซ์นะ) ก็ลองหามารับประทานดู

ระดับความน่าลอง : ลองกินดูสักครั้ง ไม่ท้องเสียหรอกน่า (มั้ง)

ความสวยงาม (เต็ม 10) : 4 อาเคริ

เอาล่ะครับ วันนี้ ก็คงต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้น่อ ฉบับหน้า คณะจะมุ่งสู่กุสินารา เพื่อไปสักการะสถานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับปรินิพพานนะครับ แล้วพบกันใหม่น่อ สวัสดีครับ ^^


ตอนที่ 5

(ลงนสพ.ฉบับที่14)

โอ้วว สวัสดีครับ ทุกคน ^^ ก่อนอื่น ผมต้องขอโทษเหล่าผู้จัดทำนสพ. และผู้อ่านทุกคนด้วยนะครับ ที่ฉบับก่อน ผมไม่ได้เขียนคอลัมภ์ของผมส่งไป เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคบางประการน่อ ขออภัยเหล่าคนที่ติดตามผมอยู่ด้วยนะครับ T T


วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม : เมืองกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน

วันนี้ ตื่นเช้าขึ้นมาอย่างสดใส เพราะนอน(บนรถ)อย่างเต็มอิ่ม การเดินทางในประเทศอินเดียคราวนี้ ส่วนใหญ่จะนั่งบนรถเป็นส่วนมากเลย ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเดินทางที่รวดเร็วที่สุดแล้ว เพราะสนามบินในอินเดียนั้น จะสร้างเฉพาะแต่เมืองที่สำคัญ ๆ ซึ่งเมืองที่พวกผมไปนั้น ไม่อยู่ในข่ายเลย อ้อ ยกเว้นเมืองแรก อย่างพุทธคยานะ คนแบบผม ที่นอนบนรถได้ ก็ไม่มีปัญหาเท่าไร แต่คนอื่นที่นอนไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่งนะ ตอนจะเข้าห้องน้ำ ก็ต้องยกมือบอกเหล่าสต๊าฟให้บอกคนรถช่วยจอดข้างทาง ปั้มน้ำมันของอินเดีย ไม่มีห้องน้ำให้หรอกนะ ไม่ต้องไปหาปั้มให้เสียเวลา ปวดตรงไหน ก็ปล่อยตรงนั้น ก็หาผ้าอะไรไปบังไว้ซะ ก็ยุ่งกันน่าดู แถมคนอินเดีย ก็ช่างสงสัยเหลือเกินว่าพวกเราทำอะไรกัน ก็มายืนจ้อง(อยู่ห่าง ๆ)อยู่นั่นหละ บางที โชคไม่ดี ไปปล่อยแถวที่คนเขาหวง ก็มีเจอคนอินเดียวิ่งถือเคียวไล่ก็มีนะ (คนเขียนนี่หละ โดนมาแล้ว)

หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไม ไม่ไปที่ ๆ พระพุทธเจ้าประสูติก่อน แล้วค่อยไปที่ลำดับต่อ ๆ ไป คือ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ห๊า อะไรนะ ไม่อยากรู้งั้นเหรอ เอาน่า เนื่องจากวันนี้เนื้อหาน้อย เลยต้องเติม ๆ น้ำลงไปบ้าง ว่าแล้ว ก็กางแผนที่(มัดมือคน)ให้อ่านกัน

mini-img159.jpg

จากแผนที่ จะเห็นได้ว่าเมืองลุมพินีที่พระพุทธองค์ประสูตินั้น อยู่ในประเทศเนปาล ซึ่งถ้าหากเดินทางตามการประสูติ(ลุมพินี) ตรัสรู้(พุทธคยา) ปฐมเทศนา(พาราณสี) และประนิพพาน(กุสินารา)แล้ว จะเป็นการเปลืองเวลาเป็นอย่างยิ่งทีเดียวล่ะ เพราะจะอ้อมไปอ้อมมา ซึ่งก็เคยมีคณะทัวร์ที่ทำเช่นนี้กันมาแล้ว ก็ต้องเดินทางประมาณ 15 วันเลย แถมก็ต้องเดินทางกันอย่างลำบาก เพราะนั่งรถบนทางที่ขุระขระอย่างมาราธอน เราใช้เส้นทางที่ผมเขียนนี้ จะใช้เวลาแค่ 7 วัน ซึ่งถือว่าดีกว่าเยอะ

เมืองกุสินารา เป็นสถานที่พระองค์ทรงวางพระวรกาย และทรงมอบมรดกธรรมให้แก่ลูก ๆ คือ พุทธบริษัท 4 อันได้แก่ พระภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้วันเพ็ญเดือน 6 ที่สาลวโนทยานของมัลละกษัตริย์


โดยพระองค์ทรงได้แสดงเหตุผลที่ทรงพิจารณาเลือกเมืองกุสินารา เป็นที่ปรินิพพานไว้ว่า

1. เพื่อแสดงมหาสุทัสสนสูตร ชนเป็นอันมาก เมื่อฟังธรรมของพระตถาคตแล้ว จักสำคัญกุศลว่าควรกระทำ
2. เพื่อทรงแสดงปัจฉิมสาวก คือ สุภัททปริพาชกให้บรรลุมรรคผลนิพพาน
3. เพื่อโทณพราหมณ์จักระงับการวิวาท และทำหน้าที่แจกพระบรมสารีริกธาตุกุสินารานั้น

พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกเพื่อประกาศพระศาสนาตามแคว้น และเมืองต่าง ๆ เป็นเวลา 45 พรรษา นับตั้งแต่วันตรัสรู้เป็นต้นมา จนบัดนั้น ท่านทรงมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา และในพรรษานี้เอง เป็นพรรษาสุดท้ายของพระพุทธองค์ ตอนแรกสุด พระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่เวฬุคาม แขวงเมืองไพศาลี ระหว่างพรรษาทรงพระประชวรเพราะอาพาธหนัก จวนเจียนจะเสด็จนิพพาน พระสงฆ์ทั้งปวงที่ยังเป็นปุถุชน หรือแม้แต่พระอานันท์ องค์อุปัฎฐากต่างก็หวั่นไหว เพราะความตกใจที่เห็นพระพุทธเจ้าประชวรหนัก พระพุทธเจ้าตรัสบอกพระอานนท์ที่ว่า เวลานี้ พระกายของพระองค์ถึงอาการชรามาก มีสภาพเหมือนเกวียนชำรุดที่ซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์เสด็จไปประทับที่ร่มพฤกษาแห่งหนึ่งในปาวาล เจดีย์ แขวงเมืองไพศาลี เวลากลางวัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอภาศนิมิตแก่พระอานนท์ว่า “อิทธิบาทสี่” คือ ความพอใจ ความเพียร ความฝักใฝ่ และความไตร่ตรอง ถ้าผู้ใดได้บำเพ็ญได้เต็มเปี่ยมแล้วสามารถจะต่ออายุให้ยืนยาวไปได้อีกกำหนด ระยะเวลาหนึ่ง แต่พระอานนท์นึกไม่ออก ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงบอกใบ้ถึง 3 หน ปฐมสมโพธิกล่าวว่า เมื่อพระอานนท์นึกไม่ออกเช่นนั้น ก็ไปนั่งอยู่ที่ใต้ร่มไม้อีกแห่งหนึ่ง แล้วมารก็เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลพระพุทธเจ้าให้เสด็จนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงรับคำแล้วทรงปลงอายุสังขาร หรือ กำหนดวันตายไว้ล่วงหน้า วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนสาม พระพุทธเจ้าตรัสว่า นับจากนี้ไปอีก 3 เดือนข้างหน้า (กลางเดือนหก) พระองค์จะนิพพานที่เมืองกุสินารา

การเดินทางไปยังเมืองกุสินารานั้น ก็ไม่ได้สุขสบายแต่อย่างใด ยังต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ด้วยอายุที่มาก และทรงพระประชวรอย่างหนัก ต้องทุกข์พระวรกายอย่างแสนสาหัส จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง พระวรกายของพระพุทธเจ้าฉายพระรัศมีเปล่งปลั่งและผุดผ่อง ผิดปกติยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงเหตุการณ์เช่นนี้ว่า พระกายของพระองค์มีพระรัศมีเปล่งปลั่งผิดปกติเช่นนี้ เกิดได้ 2 ครั้งเท่านั้น คือ เมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ และเมื่อวันก่อนจะปรินิพพาน คือ วันนี้ หมายความว่า สิ้นสุดคืนนี้ พระพุทธเจ้าจะนิพพานแล้ว ว่าแล้ว พระพุทธเจ้าและเหล่าคณะสงฆ์จึงรีบออกเดินทางต่อไปยังกุสินารา

ทั้งพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ต่างเดินทางมาถึงกุสินาราในเวลาจวนค่ำ เสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญวดี แล้วเสด็จเข้าไปในอุทยานนอกเมืองนั้น ที่มีชื่อว่า “สาลวโนทยาน” ซึ่งในสาลวโนทยานแห่งกุสินาราที่นี้นี้เอง มีต้นไม้ใหญ่สองต้นเคียงคู่กันอยู่ เรียกว่า “ต้นสาละ” อุทยานแห่งนี้จึงได้นามตามต้นสาละว่าสาลวโนยานดังกล่าว เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงอุทยานแห่งนี้แล้วตรัสสั่งให้พระอานนท์ตั้งเตียง หันเบื้องศีรีษะไปทางทิศเหนือ ให้เตียงอยู่ระหว่างใต้ต้นสาละทั้งคู่ ตรัสว่า ”เราลำบากและเหน็ดเหนื่อยมาก จักนอกระงับความลำบากนั้น” พระอานนท์จัดตั้งเตียงและปูผ้ารองเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จบรรทม ตะแคงข้างขวา หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ตั้งพระบาทซ้อนเหลื่อมกัน ดำรงสติสัมปชัญญะแล้ว ตั้งพระทัยจะเสด็จบรรทมเป็นไสยยาวนาน (นอนเป็นครั้งสุดท้าย) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “อนุฐานไสยาส” แปลว่า นอนโดยจะไม่ลุกขึ้นอีก

mini-img160.jpg

ปฐมสมโพธิว่า “ในขณะนั้นเอง มิใช่ฤดูกาลจะออกดอกเลย แต่สาละทั้งคู่ก็ผลิตอกออกบาน ตั้งแต่โคนรากเบื้องต้นถึงยอด และทั่วทุกกิ่งสาขาก็ดารดาษด้วยดอกและสะพรั่ง แล้วดอกสาละคู่นั้นก็ร่วงหล่นลงบูชาพระพุทธเจ้า ดอกมณฑารดอกไม้ทิพย์ของสวรรค์ตลอดถึงจุณจันทร์สุคนธชาติ ของทิพย์ก็โปรยปรายลงจากอากาศ ดนตรีสวรรค์ก็บันลือประโคมเป็นมหานฤนาทโกลาหล เพื่อจะบูชาพระพุทธเจ้าในกาลอันเป็นอวสานของพระองค์

เมื่อก่อนพระพุทธเจ้าจะเสด็จนิพพานนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตั้งสาวกองค์ใดให้รับตำแหน่งเป็นพระศาสดาปกครอง พระสงฆ์สืบต่อจากพระองค์เมหือนพระศาสดาในศาสนาอื่น เรื่องนี้ก็ไม่มีพระสงฆ์ใดทูลถามพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสสั่งพระสงฆ์ไว้ชัดเจนก่อนจะนิพพานว่า ”ดู ก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดีเราได้แสดงไว้ และบัญญิตไว้ด้วยดีนั่นแหละ จักเป็นพระศาสดาของพวกท่านสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว”

ครั้นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเป็นปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายว่า ภิกษุ ทั้งหลาย! บัดนี้ เราขอเตือนพวกท่านให้รู้ว่า สิ่งทั้งหลายที่เกิดมาในโลก มีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์ตนและคนอื่นให้สำเร็จบริบูรณ์ด้วย ความไม่ประมาทเถิด”

หลังจากนั้น ไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย จนกระทั่งนิพพานในเวลาสุดท้ายของคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ยเดือนวิสาขะ ณ ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่ที่ออกดอกบานสะพรั่งเป็นพุทธบูชานั่นเอง...

แน่นอน เหมือนประเพณีทางพุทธทั่วไป เมื่อมีคนตาย ก็ต้องมีการเผาศพ พระพุทธเจ้าเอง ก็มีการจัดงานศพด้วยเช่นกัน เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ทางคณะสงฆ์และทางบ้านเมือง คือ เจ้ามัลละกษัตริย์ผู้ครองเมืองกุสินารา ได้ทำพิธีสักการบูชาพระศพพระพุทธเจ้าอยู่เป็นเวลาถึง 6 วัน ในวันที่ 7 จึงเชิญพระศพเป็นขบวนไปทางทิศเหนือของเมือง ผ่านใจกลางเมือง แล้วเชิญพระศพไปมกุฎพันธนเจดีย์ ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง เพื่อถวายพระเพลิง วันที่กำหนดจะถวายพระเพลิงนั้น ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งทุกวันนี้ ทางเมืองไทยของเราก็ให้ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง เรียกว่า วันอัฐมีบูชา

ตำนานว่าจุดเท่าไร ไฟก็ไม่ติด เจ้าหน้าที่ทางบ้านเมือง จึงเรียนถามพระอนุรุทธ์ ผู้มีทิพยจักษุ ได้ความว่า เป็นเพราะเทวดาต้องการให้รอพระมหากัสสป พร้อมด้วยพระสงฆ์บริวารเดินทางมาถึง ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเกิดเพลิงทิพย์ด้วยเทวาฤทธานุภาพ ภายหลังจากนั้น เพลิงได้ไหม้พระสรีระของพระพุทธเจ้าจนหมดสิ้น เหลืออยู่แต่พระอัฐิ พระเกศา พระทนต์ และผ้าอีกคู่หนึ่ง

แต่ทว่าความวุ่นวายก็ยังคงไม่สิ้นสุด เมื่อข่าวพระพุทธเจ้านิพพานที่เมืองกุสินาราแล้ว เจ้ามัลลกษัตริย์แห่งนครนี้พร้อมด้วยคณะสงฆ์ได้ถวายพระเพลิงแล้วนั้น ได้แพร่ไปถึงบรรดาเจ้านครแห่งแคว้นต่าง ๆ เจ้านครเหล่านั้นจึงได้ส่งคณะทูตรีบรุดมายังเมืองกุสินาราพร้อมด้วยพระ ราชสาสน์ คณะทูตทั้งหมดมี 7 คณะ มาจาก 7 นคร มีทั้งจากนครใหญ่ เช่น นครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ ที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาเป็นแห่งแรก และนครอื่น ๆ เช่น กบิลพัสดุ์ เมืองประสูติของพระพุทธเจ้า (กบิลพัสดุ์ เป็นชื่อก่อนที่เปลี่ยนมาใช้ชื่อ ลุมพินี) คณะทูตทั้ง 7 เมื่อเดินทางมาถึงเมืองกุสินารา ก็ได้ยื่นพระราชสาสน์ขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อนำไปบรรจุในสถูปให้เป็นที่สักการบูชาไว้ที่นครของตน แต่ทว่าเจ้ามัลลกษัตริย์ก็ตอบปฏิเสธแข็งขันไม่ยอมให้ โดยอ้างเหตุผลว่า พระพุทธเจ้านิพพานที่เมืองของตน พระบรมสารีริกธาตุจึงเป็นสมบัติของเมืองนี้เท่านั้น เมื่อเจ้ามัลลกษัตริย์ไม่ยอมแบ่ง บรรดาเจ้านครทั้ง 7 ก็ไม่ยอม จะขอส่วนแบ่งให้ได้ สงครามแย่งพระบรมสารีริกธาตุก็ทำท่าจะเกิดขึ้น แต่พอดีท่านผู้หนึ่งซึ่งชื่อ โทณพราหมณ์ ได้ระงับสงครามไว้เสียก่อน โทณพราหมณ์อยู่ในเมืองกุสินารา ตามประวัติแจ้งว่า เป็นผู้เฉลียดฉลาดในการพูด เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาเจ้านคร และเป็นผู้มีชื่อเสียงในเรื่องเกียรติคุณ ได้ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นเลขานิการ สหประชาติ ในสมัยปัจจุบัน คือ ได้ระงับสงครามไว้เสียทัน โดยได้ปราศรัยให้ที่ประชุมฟังว่า “พระพุทธเจ้า เป็นผู้ทรงสรรเสริญขันติธรรมและสามัคคีธรรม แล้วเราทั้งหลายจะมาทะเลาะวิวาททำสงครามกัน เพราะพระบรมสารีริกธาตุเป็นเหตุทำไม มาแบ่งให้ได้เท่า ๆ กันดีกว่า พระบรมสารีริกธาตุจักได้แพร่หลายและเป็นประโยชน์แก่มหาชนทั่วโลก”

ที่ประชุมเลยตกลงกันได้ โทณพราหมณ์จึงทำหน้าที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วน โดยใช้ตุมพะ คือทะนานทองเป็นเครื่องตวง ให้เจ้านครทั้ง 7 คนละส่วน เป็น 7 ส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นของเจ้านครกุสินารา แล้วเจ้านครทั้งหมดต่างอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนั้นไปเป็นที่ระลึก แล้วนำไปบรรจุไว้ในสถูปต่างหาก การจำแนกแจกพระบรมสารีริกธาตุก็เสร็จสิ้นสุดลงด้วยความเรียบร้อย

เอาล่ะครับ วันนี้ ก็จบลงไปด้วยดีอีกวันแล้วล่ะนะ ฉบับหน้า ผมจะพาไปที่สถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กันนะครับ ^^ แล้วพบกันใหม่น่อ


ตอนที่ 6

(ลงนสพ.ฉบับที่15)


วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม : สวนลุมพินี (ประเทศเนปาล) สถานที่ประสูติ : ช่วงแรก

เอาล่ะ วันนี้ เราจะออกเดินทางมุ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง เพื่อไปยังลุมพินี สนามเวทีมวยชื่อดังประจำประเทศไทย เอ๊ย ไม่ใช่ เมืองที่เป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่อยู่ประเทศเนปาลกันล่ะนะ แน่นอน การข้ามประเทศ ก็ต้องมีด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่อยากจะบอกว่า ทำยังไง ก็ถ่ายรูปให้ดูไม่ได้เลยแฮะ ^^” เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะว่า มันเร็ว มันผ่านไปเร็วมาก... แบบว่า นั่งอยู่บนรถ ถ้าไม่ทันสังเกต จะไม่รู้สึกเลยว่า ผ่านส่วนที่เป็นเส้นแบ่งเขตประเทศมาแล้ว... จากที่ได้ฟังจากไกด์ เขาเล่าว่า ส่วนที่เป็นเส้นแบ่งเขตประเทศนั้น เป็นเพียงแต่ เสาสองต้นเล็ก ทำคล้าย ๆ ซุ้มประตู ซึ่งเล็กกว่า ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติแถวเยาวราชเสียอีก จึงไม่ต้องแปลกใจอะไร ถ้าจะติดว่า “นี่ เราข้ามประเทศมาแล้วหรือเนี่ย”

เดินทางเข้ามาในประเทศเนปาลมาแล้ว ต้องคิดกับตัวเองในใจเลยว่า “เราเข้ามาในประเทศเนปาลแล้วแน่เหรอ” เพราะว่าบรรยากาศนั้น เหมือนประเทศอินเดีย ทั้งคน ถนน เหมือนกับอยู่ในประเทศอินเดียอย่างไงอย่างงั้น อ้อ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน ก็คือ ประเทศเนปาล จะมีการประกาศเคอร์ฟิว ตั้งแต่สามทุ่มเป็นต้นไป จนถึงเช้าราว ๆ ตี 5 เพราะมีความไม่สงบเกิดในประเทศอยู่ขณะนั้น พวกเราเหล่าคณะทัวร์ก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนาให้การเดินทางครั้งนี้ปลอดภัย และจะไม่เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น

และแล้วในที่สุด เราก็ได้เดินทางมาถึง สถานที่ที่คาดว่าน่าจะเป็นที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว


ภายในอาคารแห่งนี้ จะครอบคลุมพื้นที่ที่คาดว่าน่าจะเป็นที่ ๆ พระนางสิริมหามายา ประสูติพระราชโอรส หรือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังมีรอยเท้าก้าวแรกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกแล้ว (จริง ๆ แล้ว ผมเองก็มีถ่ายรูปรอยเท้าไว้นะครับ แต่น่าเสียดาย ที่รูปใช้การไม่ได้ เลยไม่สามารถเอามาลงให้ดูได้ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้จริง ๆ)

เอาล่ะ มาว่ากันด้วยเรื่องประวัติการประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัน จริง ๆ แล้วนั้น ก่อนที่พระพุทธเจ้าของเราจะได้มาตรัสรู้นั้น ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งนามว่า ทีปังกร

เมื่อครั้งพระองค์เกิดเป็นสุเมธบัณฑิต บุตรของพราหมณ์มหาศาล เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตแล้ว พราหมณ์ผู้ดูแลทรัพย์สมบัติ ได้นำทรัพย์เหล่านั้นมาแล้วกล่าวว่า “เหล่านั้น คือ ทรัพย์ของปู่ย่า ตายายเหล่านี้ คือทรัพย์ของบิดามารดาของท่าน ขอท่านได้โปรดพิจารณาดูทรัพย์เหล่านี้เถิด”

สุเมธมาณพ พิจารณาดูทรัพย์เหล่านั้นแล้วคิดว่า “เอ้ ทำไม ญาติเหล่านี้จึงไม่นำทรัพย์เหล่านี้ติดตัวไปด้วย เราจะนำทรัพย์เหล่านี้ไปเอง” เมื่อคิดดังนี้แล้ว จึงนำทรัพย์เหล่านี้มาบริจาคแจกเป็นทานจนหมด แล้วตนเองก็ออกบวชเป็นดาบส ไปบำเพ็ญพรตอยู่ป่าเขาลำเนาไพร

เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกรอุบัติขึ้นมาแล้วในโลก พระองค์พร้อมพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จมายังเมืองอุทุมวดี ฝูงชนได้พากันแผ้วถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า สุเมธดาบสได้ออกจากป่ามาเพื่อเสพรสเปรี้ยวและรสเค็ม มาเห็นฝูงชนกำลังถางทางอยู่จึงถามว่า “ท่านทั้งหลายทำอะไรกัน?” ฝูงชนตอบว่า “กระผมทั้งหลายทำทางเพื่อพระพุทธเจ้า ขอรับ” ดาบสกล่าวว่า “แม้เราเอง ก็จะทำทางเพื่อพระพุทธเจ้าด้วยได้ไหม” “ได้ขอรับ พระคุณเจ้า” ฝูงชนตอบ

ขณะที่พระดาบสกำลังทำทางอยู่ยังไม่ทันแล้ว พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ก็เสด็จมาถึง สุเมธดาบสคิดว่า ขอพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ จงเหยียบแผ่นหลังของเราไป อย่าได้เหยียบซึ่งเปลือกตม ดังนี้แล้วก็ทอดกายให้เป็นสะพาน ปูลาดด้วยหนังเสือ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาใกล้ ได้มองดูพุทธลักษณะของพระองค์แล้วตั้งความปรารถนาว่า ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้วนี้ ขอให้เราจงได้เป็ฯพระพุทธเจ้าด้วยเทอญ ฯ

เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร เสด็จมาถึงที่ศีรษะของดาบสแล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดูท่านดาบสนี้ ต่อนี้ไปอีกสื่อสงไขยกำไรแสนกัลป์ ดาบสผู้นี้จะเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม มีพระมารดาพระนามว่า สิริมหามายา พระบิดาพระนามว่า สุทโธทนะ ฯลฯ มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นคู่อัครสาวก และพระองค์ยังทรงกล่าวชื่อบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ทุกคน

เมื่อตรัสจบเหล่าเทวดาและฝูงชนก็สาธุการ แสดงความยินดีต่อดาบสนั้น หลังจากนั้น พระองค์ทรงนึกถึงธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้าคือ พุทธการกธรรม แล้วทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรม คือ บำเพ็ญบารมี 30 ทัศ ท่องเที่ยวอยู่บนโลกมนุษย์และสวรรค์ ชาติสุดท้าย พระองค์ทรงเกิดเป็นพระเวสสันดร (หลาย ๆ คนคงเคยได้เรียนมาในชั้นมัธยมสินะครับ) ทรงบำเพ็ญทานบารมี เมื่อสิ้นพระชนม์ ก็ทรงไปเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต ชื่อว่า สันดุสิตเทพบตุร

และแล้ว เมื่อถึงการที่พระองค์จะมาจุติยังโลกมนุษย์ ครั้งนั้น หมื่นโลกธาตุก็พากันประคองอัญชลีอ้อนวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระองค์เมื่อบำเพ็ญบารมี 30 ทัศ มิใช่ปรารถนาสมบัติท้าวสักกะ มิใช่ปรารถนาสมบัติมาร มิใช่ปรารถนาสมบัติพรหม มิใช่ปรารถนาสมบัติจักรพรรดิ แต่พระองค์ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพื่อช่วยขนสัตว์ข้ามโอฆะสงสาร

ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคิติการจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า(เทวดาในหมื่นโลกธาตุทูลวอนว่า) ข้าแต่พระมหาวีระ นี้เป็นกาลสมควรสำหรับพระองค์ ขอพระองค์โปรดอุบัติในครรภ์มารดา ขอพระองค์จงทรงช่วยมนุษยโลกพร้อมเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสาร โปรดจงตรัสรู้อมตบทเถิด

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ แม้ถูกเทวดาทั้งหลายทูลวอนขอ ก็มิได้ประทานปฏิญญารับรองแก่เทวดาทั้งหลาย แต่ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ 5 คือกำหนดกาล ทวีป ประเทศ ตระกูล พระชนมายุของพระชนนี

พระองค์ทรงตรวจดูกาลก่อนว่า เป็นกาลสมควร หรือยังไม่เป็นกาลสมควร ในกาลนั้น อายุกาล (ของสัตว์) สูงกว่าแสนปีขึ้นไปยังไม่ชื่อว่า กาล เพราะเหตุใด? เพราะทุกข์มีชาติชรามรณะเป็นต้น หากสิ่งเหล่านั้นไม่ปรากฏ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนเรื่องการพ้นจากไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหล่าสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสเรื่องอะไร เมื่อการตรัสรู้นั้นไม่มี คำสั่งสอนก็ไม่เป็นนิยยานิกะนำสัตว์ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น กาลนั้น จึงไม่เป็นกาลสมควร

แม้อายุกาล (ของสัตว์) ต่ำกว่าร้อยปี ก็ยังไม่เป็นกาลสมควร เพราะเหตุใด เพราะกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนาแน่น และโอวาทที่ประทานแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสหนาแน่น ไม่อยู่ในฐานะควร เพราะฉะนั้น กาลแม้นั้น ก็ไม่เป็นกาลสมควร อายุกาลอย่างต่ำ ตั้งแต่แสนปีลงมา อย่างสูงตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป ชื่อว่า กาลสมควร บัดนี้ มนุษย์ทั้งหลายมีร้อยปี เพราะเหตุนั้น ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงเห็นว่า เป็นกาลที่ควรบังเกิด

ต่อจากนั้น ก็ทรงตรวจดูทวีป ทรงเห็นทวีปว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมบังเกิดในชมพูทวีปเท่านั้น ธรรมดาชมพูทวีป เป็นทวีปใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณหมื่นโยชน์ เมื่อทรงตรวจดูประเทศว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในประเทศไหนหนอ ก็ทรงเห็นมัชฌิมประเทศ

จากนั้น ก็ทรงตรวจดูตระกูลว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในตระกูลที่โลกสมมติ บัดนี้ ตระกูลกษัตริย์เป็นตระกูลที่โลกสมมติ จำเราจักบังเกิดในตระกูลกษัตริย์นั้น พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะจักเป็นพระชนกของเรา

แต่นั้น ก็ตรวจดูพระชนนี ว่า สตรีนักเลงสุราเหลวไหลจะเป็นพุทธมารดาไม่ได้ จะต้องเป็นสตรีมีศีล 5 ไม่ขาด ดังนั้น พระราชเทวี พระนามว่า มหามายานี้ก็เป็นเช่นนี้ พระนางเจ้ามหามายานี้จักเป็นชนนีของเรา เห็นไหมล่ะ ผู้อ่านทุกคน ใครว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ พระพุทธองค์ทรงเลือกให้เราดูแล้วเห็นไหม? อย่างผมหรือผู้อ่านก็สามารถเลือกได้เหมือนกัน แต่กรรมเป็นตัวเลือกให้ ทำกรรมดีมีศีล 5 บริสุทธิ์ อย่างน้อยก็เป็นมนุษย์หรือไม่ก็เกิดเป็นเทวดา หากว่าทุศีล 5 ก็มีหวังลงสู่ยมโลก นรกอเวจีหรือไม่ก็สัตว์เดรัจฉาน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเลือกให้เรา ฉะนั้น จงเลือกตั้งแต่ตอนนี้ จะเลือกไปสู่สวรรค์หรือสู่ยมโลก ก็อยู่ที่ตัวเราเองแล้วล่ะนะ

ครั้นทรงตรวจมหาวิโลกนะ 5 ประการนี้แล้ว ก็ประทานปฏิญญาแก่เทวดาทั้งหลายว่า เป็นกาลสมควรที่เราจักเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ทรงดำรงอยู่ในภพดุสิตนั้นตลอดชนมายุ แล้วจุติจากภพดุสิตนั้น ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ พระนางเจ้ามายาเทวีในราชสกุลศากยะ วันที่เสด็จลงบังเกิดนั้น ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 นั่นเอง…


เอาล่ะครับ ฉบับนี้ ขอพอแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ในบทเรื่องการประสูตินี้ ค่อนข้างมีเนื้อหามียาวมากเป็นพิเศษเลยน่อ เลยต้องขอยกไปต่อในฉบับถัดไป ฉบับหน้า ก็มาพูดตอนประสูติ พร้อมการได้รับทำนายจากพราหมณ์เรื่องการเป็นพระพุทธเจ้าและก็ชีวิตในวัย เด็กนะครับ ^^


ตอนที่ 7

(ลงนสพ.ฉบับที่16)

คำเตือน : ตอนนี้เป็นเนื้อหาล้วน ๆ เลยนะครับ ไม่มีรูปภาพแทรกประกอบ


วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม : สวนลุมพินี (ประเทศเนปาล) สถานที่ประสูติ : ตอนจบ

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

คืนวันเดียวกันนั้น พระนางสิริมหามายากำลังบรรทมหลับสนิทในแท่นที่บรรทมแล้ว ทรงสุบินนิมิตว่า มีเทวดามานำพระนางไปอยู่ในป่าหิมพานต์ แล้วมีนางอัปสรนำพระนางโปสรงสนานพระวรกายและประดับด้วยหอมอันเป็นทิพย์ ขณะนั้นได้มีช้างเผือกเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูงเข้ามาหาพระนาง ปฐมสมโพธิพรรณนาไว้ว่า “มีเศวตหัตถีเชือกหนึ้ง ชูงวงจับบุณฑริกปทุมชาติสีขาวเพิ่งบานใหม่ มีเสาวคนธ์หอมฟุ้งตลบแล้วร้องโกญจนาทเข้ามาในกนกวิมาน แล้วกระทำประทักษิณพระองค์อันบรรทมถ้วนสามรอบ แล้วเหมือนดุจเข้าไปในอุทรฝ่ายทักษิณปรัศว์แห่งพระราชเทวี” ภายหลังโหราจารย์ประจำราชสำนักทำนายว่าเป็นสุบินนิมิตที่ดี จะมีพระราชโอรสผู้ประเสริฐอุบัติบังเกิด

และแล้วคืนวันหนึ่งพระนางทรงสุบินนิมิตว่า ท้าวมหาพรหมทั้งสี่มายกแท่นบรรทมของพระนางไปวางไว้ภายใต้ต้นสาละใหญ่ในป่า หิมพานต์ เหล่าเทพธิดาพากันนำพระนางไปสรงสนานในสระอโนดาตเพื่อชำระล้างมลทิน ในขณะนั้นมีช้างเผือกเชือกหนึ่งถือดอกบัวขาวลงมาจากภูเขา ร้องเสียงลั่นเข้ามาทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วเข้าสู่พระอุทรทางเบื้องขวาของพระนางนับแต่นั้นมา พระนางก็เริ่มทรงครรภ์

เมื่อพระนางครรภ์แก่จวนครบทศมาส มีความปรารถนาจะเสด็จไปคลอดที่พระราชวังเดิมของพระนาง คือ ที่กรุงเทวทหะซึ่งเป็นเมิองของพระบิดาพระมารดา ตามแบบประเพณีของสตรีชาวอินเดีย เมื่อขบวนยาตรามาได้ประมาณ 28 กิโลเมตรก่อนจะถึงสวนลุมพินี พระนางก็ทรงประชวรพระครรภ์หนักจะประสูติ จึงให้หยุดขบวนประทับใต้ต้นสาละ ทรงยืนเหนี่ยวกิ่งสาละประสูติพระโอรส ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ ปีจอ เดือน 6 ก่อนพุทธศก 80 ปี ในเวลาสายใกล้เที่ยง

พระราชกุมารที่ประสูติจากครรภ์พระมารดานั้น มีพระวรกายบริสุทธิ์ ไม่เปรอะเปื้อนด้วยครรภ์มลทิน มีหมู่เทพมาคอยรับก่อนมีธารน้ำร้อนน้ำเย็นพร้อมที่จะสนานพระวรกาย ทรงเพียบพร้อมด้วยมหาปุริสสลักษณะ 32 ประการ อันเป็นลักษณะแห่งองค์พุทธางกูรโดยเฉพาะ และเป็นที่น่าน่าอัศจรรย์ยิ่ง

พระองค์ได้เสด็จออกจากพระครรภ์ ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ มีฉัตรสีขาวกั้นอยู่เบื้องบน ก้าวพระบาทออกไปได้ 7 ก้าว เหลียวดูทิศน้อยทิศใหญ่แล้วทรงเปล่งพระสุรเสียงแห่งอาสภิวาจาว่า ”เรา จะเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก เป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ภพใหม่ไม่มีแก่เราอีกแล้ว” การที่พระองค์ก้าวพระบาทไปได้ 7 ก้าว เป็นบุพนิมิต หมายความว่า พระองค์จะประกาศรัศมีแห่งพระธรรมของพระองค์ไปได้ 7 ชนบทน้อยใหญ่ในสมัยนั้น

เมื่อราชกุมารประสูติได้ 5 วันแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้โปรดให้มีการประชุมใหญ่ ผู้เข้าประชุมมีพระญาติวงศ์ ทั้งฝ่ายพระบิดาและพระมารดา มุขอำมาตย์ ราชมนตรี และพราหมณ์ผู้รอบรู้ไตรเวท เพื่อทำพิธีมงคลในการนี้ คือ พราหมณ์ มีทั้งหมด 108 คน แต่พราหมณ์ผู้ทำหน้าที่จริง ๆ มีเพียง 8 นอกนั้นมาในฐานะคล้ายพระอันดับ

ที่ประชุมลงมติขนานพระนามพระราชกุมารว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งเป็นมงคลนาม มีความหมายสองนัย นัยหนึ่งหมายความว่า ผู้ทรงปรารถนาสิ่งใดจะสำเร็จสิ่งนั้นดังพระประสงค์ อีกนัยหนึ่งหมายความว่าพระโอรสพระองค์แรกสมดังที่พระราชบิดาทรงปรารถนา แปลให้เป็นสำนวนไทยในภาษาสามัญก็ว่า ได้ลูกชายคนแรกสมใจตามที่ต้องการ

พร้อมกันนี้ พราหมณ์ทั้ง 8 ก็พยากรณ์พระลักษณะ คำพยากรณ์แตกความเห็นเป็น 2 กลุ่ม พราหมณ์ 7 คน มีความเห็นเป็นเงื่อนไขในคำพยากรณ์ว่า ถ้าเจ้าชายเสด็จอยู่ครองราชย์สมบัติ จักได้ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพมาก แต่ถ้าเสด็จออกทรงผนวชจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก

มีเพียงพราหมณ์หนุ่มอายุเยาว์คนเดียว ที่พยากรณ์เป็นมติเดียวโดยไม่มีเงื่อนไขว่า พระราชกุมารนี้จักเสด็จออกทรงผนวช และได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน พราหมณ์ผู้นี้ ต่อมาได้เป็นหัวหน้าพระปัญจวัคคีย์ที่รู้จักกันในนามว่า พระอัญญาโกณฑัญญะ นั่นเอง ที่เหลืออีก 7 ไม่ได้ตามเสด็จออกบวช เพราะชรามากและตายก่อน

แต่แน่นอน คนเป็นพ่อ ก็ย่อมต้องการให้ลูกชายอยู่สืบทอดเชื้อพระวงศ์มากกว่าที่จะให้ออกผนวชไป พระเจ้าสุทโธทนะ ก็พยายามให้เจ้าชายสิทธัตถะอยู่แต่ในวัง และสร้างสิ่งที่เป็นสำราญพระทัยให้แก่ลูกชายอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการขุดสระโบกขรณี 3 สระ ภายในพระราชนิเวศน์ การส่งไปศึกษาศิลปะวิทยาที่สำนักครู ให้ศึกษาการใช้อาวุธ และการปกครอง การสร้างปราสาท 3 ฤดู เป็นจำนวน 3 หลัง แม้กระทั่งพระราชบิดาได้ทรงแจ้งไปยังพระญาติวงศ์ทั้งสอง คือ ฝ่ายพระมารดา และฝ่ายพระบิดา ให้จัดส่งพระราชธิดาเพื่อคัดเลือกสตรีผู้สมควรจะอภิเษกสมรสกับเจ้าชาย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะพยายามหาวิธีผูกมัดพระโอรสให้เพลิดเพลินในกามสุขทุกอย่าง แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระอัธยาศัยเป็นนักคิดสมกับที่ทรงเกิดมาเป็นพระ ศาสดาเอกของโลก จึงทรงยินดีในความสุขนั้นไม่นาน ครั้นพอพระชนอายุมากขึ้นจนถึง 29 ก็ทรงเกิดนิพพิทา คือ ความเบื่อหน่าย

ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกในพระทัยเช่นนั้น อยู่ที่ทรงเห็นสิ่งที่เรียกว่า เทวทูตทั้ง 4 ระหว่างทางในวันเสด็จประพาสพระราชอุทยานนอกเมืองด้วยรถม้าพระที่นั่ง พร้อมด้วยนายสารถี เทวทูตทั้ง 4 คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ทรงเห็นคนแก่ก่อน มีลักษณะดังนี้ “มีเกศาอันหงอก แลสีข้างก็คดค้อม กายนั้นงอมเงื้อมไปในเบื้องหน้า มือถือไม้เท้าเดินมาในระหว่างมรรควิถี มีอาการอันไหวหวั่นไปทั่วทั้งกาย ควรจะสังเวช” ทรงสังเวชสลดพระทัย เช่นเดียวกับเมื่อทรงเห็นคนเจ็บและคนตายในครั้งที่สอง และที่สาม เมื่อเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ทรงปรารภถึงพระองค์ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น ทรงพระดำริว่า สภาพธรรมดาในโลกนี้ย่อมมีสิ่งตรงข้ามคู่กัน คือ มีมืดแล้ว มีสว่าง มีร้อนแล้ว มีเย็น เมื่อมีทุกข์ ทางแก้ทุกข์ก็น่าจะมี ในคราวเสด็จประพาสพระราชอุทยานครั้งที่ 4 ทรงเห็นนักบวชนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์กอปรด้วยอากัปกิริยาสำรวม

เมื่อทรงเห็นนักบวช ก็ทรงเกิดพระทัยน้อมไปในทางบรรพชา ทรงรำพึงในพระทัยที่เรียกอีกอย่างหนึ่ง ทรงเปล่งอุทานออกมาว่า “สาธุ ปัพพชา” สองคำนี้เป็นภาษาบาลี แปลให้ตรงกับสำนวนไทยว่า บวชท่าจะดีแน่ แล้วก็ตัดสินพระทัยว่า จะเสด็จออกบวชตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

นี่หละครับ ช่วงเวลาในการประสูติจนไปถึงวันที่ตัดสินใจออกผนวช เอาล่ะ สำหรับคราวนี้ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้นะครับ ฉบับหน้า จะพาไปวัดไทยลุมพินี และเตรียมตัวมุ่งสู่สังเวชนียสถานแห่งสุดท้าย!! การเดินทางเป็นเวลา 8 วัน ณ ดินแดนภารตะ ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว


ตอนที่ 8

(ลงนสพ.ฉบับที่17)


ท่องดินแดนภารตะกับเมดิอุส ตอนที่ ๘ (ตอนอวสาน)

วันอังคารที่ 11 มีนาคม : วัดไทยลุมพินี กรุงพาราณสี : ฉบับจบ

โอ้วว ในที่สุด การเดินทางที่สุดแสนยาวนาน ก็จวนมาถึงจุดสิ้นสุดเสียที วันนี้ อาจถือได้ว่าเป็นวันที่เรามาที่อินเดียเป็นวันสุดท้ายแล้วล่ะนะ (จริง ๆ แล้ว เครื่องบินบินกลับวันพุธที่ 12 มีนาคม แต่บินเช้า ก็ไม่ต้องไปนับมันหรอกเนอะ) วันนี้ มีที่ต้องไปหลายที่เหมือนกันแฮะ เพราะฉะนั้น ก็อย่ารอช้า รีบไปกันเลย!!

หลังจากออกจากโรงแรมรามาดา ที่เป็นสถานที่พักของเราในประเทศเนปาล ก็ออกเดินทางไปสู่วัดไทยลุมพินี ซึ่งที่ประเทศเนปาลแห่งนี้ มีวัดจากนานาประเทศได้เข้ามาร่วมกันสร้างวัดทางพุทธศาสนาไว้ในประเทศมากมาย เนื่องจาก ทางรัฐบาลเนปาลนั้น เล็งเห็นความสำคัญในพระพุทธศาสนา จึงเชื้อเชิญชาวพุทธทั่วโลกให้ร่วมใจกันสร้างพุทธานุสรณ์สถาน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งปัจจุบัน มีวัดนานาชาติมากกว่า 10 แห่งแล้ว รวมทั้งประเทศไทย ก็ได้สร้างวัดไทยลุมพินีเช่นกัน


ตามความรู้สึกของผม วัดนี้ เป็นวัดที่ผมชอบมากที่สุดเลยนะ เป็นวัดที่สบายตา แค่มองพวกอุโบสถที่เป็นสีขาวทั้งหลัง ก็รู้สึกใจสงบลงอย่างประหลาดแล้วล่ะ พร้อมยังมีป่าประดู่ลายปกคลุม ทำให้บรรยากาศน่ารื่นรมย์เป็นอย่างมากเลยทีเดียวล่ะครับ

หลังจากเข้าไปกราบเจ้าอาวาสในวัด พร้อมร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีตามกำลังศรัทธาเสร็จเรียบร้อย ก็มุ่งหน้าสู่ที่ต่อไป

คราวนี้ เราก็ต้องกลับออกจากเนปาล กลับมาที่กรุงพาราณสี ประเทศอินเดีย การเข้า-ออกประเทศก็ยังทำอย่างรวดเร็วเช่นเดิม ๆ นั่งรถมาได้นานพอควร แต่มาถึงสถานที่แห่งแรกที่เราจะมาเที่ยวกันใน
พระราชวังรามนคร พระราชวังของพระมหาราชาของเมืองพาราณสี ตอนแรกที่หลาย ๆ คนเห็นจากภายนอก ก็คงเป็นเหมือนตึกเก่าแก่ตึกหนึ่ง แต่ที่แห่งนี้ ถูกรายล้อมไปด้วยบ้านของชาวอินเดีย แทนที่จะรายล้อมด้วยต้นไม้ ป่าเขา เหมือนวังของชาวไทยเรา เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป ก็จะเป็นตึกเก่าแก่หลาย ๆ ตึก อยู่ด้วยกัน แต่ละตึกจะเชื่อมถึงกันหมด สามารถเดินหากันได้โดยที่ไม่ต้องออกจากภายในอาคาร พอเข้ามาภายในแล้ว รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่จริง ๆ แฮะ ปัจจุบัน ถูกใช้เป็น พิพิธภัณฑ์ แทน

mini-img166.jpg


ภายในพระราชวังจะเก็บเครื่องใช้เก่า ๆ ของพระเจ้าพรหมทัต พร้อมทั้งอาวุธสมัยที่อังกฤษปกครอง (คนที่ชอบอาวุธ มาที่นี้น่าจะชอบนะ มีอะไรหลายอย่างให้ดูเยอะแยะเลย) นอกจากนี้ ก็ยังมีพวกงาช้าง เขาสัตว์และหนังสัตว์ต่าง ๆ ไม่แน่ใจว่ามีอายุกี่ร้อยปี และสถานที่ประทับของ พระราชาจะมีของใช้ที่เก่าแก่ เช่น พัด ต้องติดไว้ที่เพดาน ดูคล้าย ๆ เสื่อรำแพนบ้านเรา จะพัดทีต้องมีคนดึงเชือก ถ้วยโถโอชามของใช้ของพระราชาพร้อมทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ต่าง ๆ ด้วย เสียดายที่ไม่สามารถถ่ายภาพได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต (มีเจ้าหน้าที่คอยตามทัวร์ตลอดเลย ขนาดแอบถ่ายยังยากเลย)

นอกจากนี้ สถานที่แห่งนี้ รัชกาลที่ 5 ของเราก็เคยเสด็จมาด้วย เมื่อครั้งที่พระองค์มีพระชนมายุ 16 ชันษา ยังมีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ที่นี้ด้วยพระเจ้าพรหมทัต (พระเจ้าพรมทัต เป็นยศเหมือนกษัตริย์ชาวไทย) ปัจจุบันก็ยังมีเชื้อสายของพระพรหมทัตพักอยู่ที่นี้ แต่ไม่มีอำนาจอะไร รัฐบาลให้การดูแลโดยส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัย ประหนึ่งว่าเป็นส่วนหนึ่งของราชการ

เมื่อเดินไปตามทางเรื่อย ๆ จะพบทางยาวที่มืดมาก ๆ เวลาเดินก็ต้องระวังกันหน่อย เนื่องจากน่าจะมีพวก Dead Blade เข้ามาขัดขวาง เอ๊ย ที่นี้มันไม่ใช่เรือหมอกนะเฟ้ย ที่ต้องเดินระวัง ก็คือทางมันมืด อาจสะดุดพื้นได้น่ะสิ และผ่านทางมืด ๆ มาได้สักพัก จะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ให้เดินไปตามทางแสงนั่น (นี้มัน บทสรุป หรืออย่างไรกัน?)

เราจะออกมานอกตัวตึก และพบกับ...


แม่น้ำคงคา!! แม่น้ำสายหลักที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในประเทศอินเดียและทั่วโลก ถ้าหลายคนสังเกตจากในรูปจะพบว่า แม่น้ำคงคา เป็นแม่น้ำที่ใสสะอาดอย่างมากทีเดียว เป็นสีน้ำเงินสุดสวยงาม ไม่เหมือนแม่น้ำสายหลักบ้านเรา ขุ่นยังกะอะไรดี

จากการวินิจฉัยของผม สาเหตุที่จะเป็นเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะชาวอินเดียนั้น แทบไม่มีโรงงานที่จะปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำเท่าไร อย่างที่เคยบอกไว้ต้น ๆ ว่าเนื่องจากอินเดีย มีประชากรที่มีมากถึงนับพ้นล้าน จึงเน้นการจ้างงานคน มากกว่าจะใช้เครื่องจักร ทำให้โรงงานในอินเดียวนั้น ถือว่ามีน้อยมาก ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ แต่อย่างไรซะ เพื่อป้องกันการโจรกรรมจากปัญหาว่างงาน (ถ้าปล่อยให้คนว่างงานเยอะ จะมีปัญหาได้นะ) แม้จะมีการปล่อยของเสียจากร่างกายคน (เช่นอุจจาระ ปัสสาวะ) ลงไปบ้าง แต่ของเสียที่มาจากคน ก็ล้วนเป็นอินทรีย์สาร ที่สามารถย่อยสลายได้ ผิดกับของเสียจากโรงงาน ที่เป็นอนินทรีย์สารที่ย่อยสลายยาก

จากสิ่งเหล่านี้เอง ผลตอบแทนก็คือ ธรรมชาติที่ยังสามารถรักษาความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างดี เป็นแม่น้ำที่ไหลมาแล้วนับ 2000 ปี ที่ไม่เคยมีอะไรมาเปลี่ยนแปลงมันได้ เห็นไหมครับ ประเทศอินเดีย ก็มีอะไรให้น่าดูชมเหมือนกันนะ ^^


หลังจากที่ถ่ายรูปกันจนพอใจ ก็ออกเดินทางออกจากที่แห่งนี้ มุ่งสู่สังเวชนียสถานแห่งสุดท้าย ธรรมเมกขสถูป สถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ กรุงพาราณสี

ขอเล่าประวัติสักเล็กน้อยก่อนน่อ ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้นั้น ท่านได้พบกับพวกพราหมณ์ เหล่าปัญจวัคคีย์ และขอร่วมทำการทรมานร่างกายตัวเอง อย่างเช่น อดข้าว อดน้ำ จนร่างกายแห้งเหี่ยวจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เพื่อค้นหาทางหลุดพ้น แต่เวลาผ่านไป ท่านทรงเห็นว่าทางนี้ คงไม่ใช่ทางที่สามารถใช้หลุดพ้นได้แน่ จึงกลับมาเสวยดังเดิม เหล่าปัญจวัคคีย์ก็ต่างพากันหมดความเลื่อมใส และจากพระพุทธเจ้าไป จนกระทั่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้สำเร็จ จึงเดินทางมาหาเหล่าปัญจวัคคีย์เพื่อสอนธรรมให้ฟังนั่นเอง

ตามที่นักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ทางศาสนาได้วินิจฉัยเอาไว้ว่า “เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งแสดงธรรม และเป็นเครื่องหมายแสดงการเล่นเสด็จมาอุบัติของพระพุทธเจ้าในอนาคต ซึ่งแปลว่า ที่ตั้งแห่งความเป็นธรรม หรือมีธรรมเป็นใหญ่”

mini-img171.jpg


เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2337 (ค.ศ. 1794) ได้มีการขุดค้นครั้งล่าสุด และได้สร้างสถูปใหม่ขึ้น คือ ธรรมเมกขะสถูป แห่งนี้ ซึ่งได้เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2358 รวมใช้เวลาในการก่อสร้าง 56 ปี มีความสูง 143 ฟุต กว้างโดยรอบ 95 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง 47.5 ฟุต ส่วนพื้นล่างก่อด้วยหินอย่างแข็งแรง และแกะเป็นรูปสวัสดิกะอยู่โดยรอบ และสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งทำเป็นช่องรอบองค์สถูป มีทั้งหมด 8 ช่อง แต่ละช่องมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานไว้

ตามจดหมายเหตุของหลวงจีนพระถังซัมจั๋ง ยืนยันว่า เมื่อท่านเดินทางมาบูชาพระสถูปแห่งนี้ ท่านได้เห็นพระพุทธรูปทองคำประดิษฐานทุกช่อง มีสถูปใหญ่อยู่ 4 องค์ และมีวิหารอยู่ 2 หลังอีกด้วย

เอาล่ะ เมื่อมาถึง พระสงฆ์ก็ได้นำคณะสวดมนต์บทธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสูตร เป็นบทสวดที่กินเวลายาวนานกว่าครั้งไหน ๆ มันน่าแปลกนะ ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า ตอนที่ผมร่วมสวดบทนี้ด้วย แล้วลองหลับตา ก็เหมือนได้ยินเสียงสวดมนต์ที่มันดังกึกก้องไปทั่วทั้งสวนเลย แต่พอลืมตาขึ้นมา ก็เห็นทุกอย่างมันปกติดี ไม่รู้ว่าจะมีอะไรดลบันดาลรึเปล่า ไม่รู้สิ

หลังจากที่สวดเสร็จ ก็เท่ากับว่า การเดินทางเพื่อมานมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งก็จบลงเสียที จึงมีการมอบประกาศนียบัตร เพื่อแสดงถึงความสำเร็จในการเดินทางครั้งนี้


การเดินทางของผม ในการมาอินเดียในครั้งนี้ ก็จบลงด้วยประการ ณ ฉะนี้แล เราอยากขอเชิญชวนทุกคน มา ณ ที่นี้เลยว่า ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง สักครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคน อยากให้ทุกคนได้มานมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งกันนะครับ การมาอินเดียวในครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้ว่า ที่แห่งนี้ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกครับ ผมเอง ถ้าเป็นไปได้ ก็จะหาโอกาสไปอีก และหวังว่าบทความของผม จะช่วยในการตัดสินใจในการมาประเทศอินเดียของทุกคนที่ได้อ่านนะครีบ ^^

เรื่องบทความต่อไป ที่จะลงหนังสือพิมพ์น่ะเหรอ? ไม่รู้สิ ยังคิดไม่ออก ไว้ ๆ ค่อยคิดก่อนแล้วกัน ถ้ามีอะไรที่ผมอยากจะเขียนอีก ผมจะกลับมาร่วมด้วยช่วยเขียนอีกแน่น่อ สำหรับตอนนี้ ก็ต้อง bye bye~~~ onion024.gif

Personal tools