À¸—่à¸à¸‡à¹à¸”นภารตะà¸à¸±à¸šà¹€à¸¡à¸”ิà¸à¸¸à¸ª
จาก SuikoFriendWiki, สารานุกรมฟรี
Revision as of 23:38, 31 สิงหาคม 2009
คอลัมน์ตระเวนอินเดีย by Medius ผู้สละเพศสมณะนุ่งขาวห่มขาวหลังหมดหน้าที่ประกวดตัวละครชายก็หันมาไฟแรงกับนสพ.ต่อ (เพ่ๆบทสรุปซุยสามล่ะเพ่) ไปอินเดียเพียงหนึ่งสัปดาห์สามารถสาธยายความลงนสพ.ได้แปดสัปดาห์ เช่นเดียวกับเซซิลซึ่งโผล่มาให้เห็นไม่กี่ฉากแต่เมดิสามารถบรรยายความดีได้เป็นร้อยหน้า
สารบัญ |
ตอนที่ 1
(ลงนสพ.ฉบับที่10)
สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกคน วันนี้ ผม เมดิอุส มีความยินดีที่จะมาเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวประเทศอินเดียให้ทุกคนฟัง กันนะครับ โดยคราวนี้ เป็นการเดินทางจาริกเพื่อกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล ได้แก่ สวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ, ตำบลพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้, พาราณสี สถานที่แสดงปฐมเทศนา และ นครกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในช่วงวันที่ 6-12 มีนาคม ที่ผ่านมาน่อ
วันพฤหัสที่ 6 มีนาคม 2551 : วันแรกแห่งการออกเดินทาง มุ่งสู่เมืองพุทธคยา
โอ้ววว วันแรกในการเดินทาง แทบไม่มีอะไรเลย ~~ เฮ้ย ไม่ใช่ ก็มีบ้างน่อ เพราะกว่าจะได้ออกเดินทางไปอินเดีย ก็ตอน 12.00 เที่ยงวันแล้ว จริง ๆ การเดินทางโดยเครื่องบินจากประเทศไทยไปประเทศอินเดียนั้น ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ประเทศอินเดีย เวลาช้ากว่าประเทศไทย ราว 1 ชั่วโมง นิด ๆ ทำให้เราเดินทางไปถึง เวลาประมาณ 13.50 ตามเวลาอินเดีย ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นสนามบินพุทธคยา เออ no comment... คือ ไม่มีจะสาธยายยังไงเลยล่ะ เดินลงจากเครื่องบิน ผ่านเข้าอาคารผู้โดยสารซึ่งเล็กมาก เข้ามาปุ๊ป ก็เจอด่านตรวจคนเข้าเมืองเลย และด้านหลังก็มีสายพานรอกระเป๋า ด่านตรวจคนรอไม่นานหรอก แต่ตอนรอกระเป๋าเนี่ยสิ รอกันนานเป็นชั่วโมง... เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะการลากกระเป๋าของอินเดีย นั้นไม่ใช้ รถ น่อ ใช้แรงงาน คน ล้วน ๆ คือ ให้เจ้าหน้าที่สนามบินแบกกระเป๋าเอง การทำงานในอินเดียส่วนใหญ่ มักจะไม่พึ่งเครื่องจักรเท่าไร เพราะประชากรที่มีมากมายมหาศาล ทำให้ต้องพยายามกระจายรายได้ให้ทั่งถึงนั่นเอง หลังจากได้รับกระเป๋า ก็เดินทางไปขึ้นรถ แค่ออกมานอกสนามบินเท่านั้นหละ ก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากคนอินเดียเลย ต่างเร่เข้ามา บอกประมาณ จะช่วยถือกระเป๋าให้ แต่ก็มีบางพวก ที่เดินเข้าแบมือ เหมือนต้องการอะไรสักอย่างจากเรา (ขอทานนั่นหละ) ขอทานที่นี้ ตามติดตัวนักท่องเที่ยวแจเลยนะ เรียกว่า ตั้งแต่ทางออกสนามบิน ยันเดินไปถึงตัวรถเนี่ย เดินตามขอตลอดอ่ะ ก็ไม่มีไรต้องกลัวมากหรอกน่อ เพราะเขาขอ แต่เขาก็ไม่ได้เข้ามาเตะตัวเรานะ (ระวังกระเป๋าไว้แล้วกัน) หลังจากฝ่ามาขึ้นรถได้เลย ก็ออกเดินทางสู่ที่พักไปเก็บกระเป๋ากันก่อน ระหว่างอยู่บนรถ ก็ได้รู้ว่า มีคนร่วมเดินทางกว่า 70 คน และมีประมาณ 10 กว่าคน เป็นพระภิกษุร่วมเดินทางมาด้วย เอาล่ะ ข้ามเนื้อเรื่องช่วงนี้กันเถอะ ไม่มีอะไรหรอก แค่นั่งรถ ถึงโรงแรม เช็คอิน เอากระเป๋าไปวางบนห้อง จัดเสื้อผ้า รอเวลา และก็ออกไปที่พุทธสังเวชนียสถานแห่งแรก องค์พระมหาเจดีย์พุทธคยา
ซึ่งสถานที่แห่งนี้ มี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันเป็นที่ ๆ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ หลาย ๆ คนต้องเริ่มสงสัยว่า ต้นนี้ เป็นต้นที่พระพุทธองค์มานั่งแล้วตรัสรู้รึเปล่า ผมต้องขอตอบว่า สถานที่ น่ะ “ใช่” แต่ต้นไม้ นี้ “ไม่ใช่” ครับ ต้นนี่ เป็นต้นที่ 4 แล้วที่ขึ้นที่ตรงนี้ เอาล่ะ ผมจะเล่าเกี่ยวกับ ประวัติของต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้ฟังน่อ
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 1
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ประจำพระองค์ ว่ากันว่าต้นนี้ เกิดขึ้นมาพร้อมกับพระองค์ และเป็นต้นที่พระองค์ประทับนั่งตรัสรู้ ในคืนวันวิสาขบูชา (วันเพ็ญ เดือน 6) ก่อนพุทธศักราช 45 ปี จนกระทั่ง เมื่ออายุได้ 352 ปี พระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ ก็ถูกพระนางมหิสุนทรี มเหสีองค์ที่ 4 ของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ทรงน้อยพระทัยพระเจ้าอโศกที่เอาพระทัยใส่พระศรีมหาโพธิ์มากกว่าตน จึงทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยการราดยาพิษและน้ำร้อนจนตาย พระเจ้าอโศกทรงเสียพระทัยมาก เมื่อทราบความจริงของการตายของต้นพระศรีมหาโพธิ์ จึงเสด็จมาและทรงอธิษฐานจิตว่า “แม้ว่าหน่อพระศรีมหาโพธิ์มิเกิดขึ้นตราบใด ข้าพระองค์ก็จะมิยอมลุกจากสถานที่นี้ไป ตราบนั้น” และสั่งให้เอาน้ำนมวัวถึง 100 ตัว มารดหน่อของพระศรีมหาโพธิ์ จึงงอกขึ้นมาใหม่ พร้อมกับสร้างกำแพงด้วยหินทรายล้อมรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์เอาไว้
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 2
พระเจ้าอโศกทรงปลูก เมื่อ พ.ศ. 272 จนกระทั่ง ช่วง พ.ศ. 1143-1163 (อายุได้ 871-891 ปี) กษัตริย์แห่งแคว้นเบงกอล ชื่อ ศาศางกา ได้ยกทัพมาตีแคว้นมคธ และผ่านมาที่พุทธคยาแห่งนี้ จึงได้ทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต่อมากษัตริย์แคว้นมคธชื่อว่า พระเจ้าปุรณวรมา ทรงทราบข่าวว่า จึงทรงยกทัพมาที่พุทธคยา และสามารถขับไล่ข้าศึกไปได้ และได้ทรงเห็นว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกทำลายลง จึงทรงให้เอาน้ำนมวัว 1000 ตัว มารด และทรงตั้งอธิษฐานจิตเหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช จนหน่อน้อยของต้นพระศรีมหาโพธิ์เกิดใหม่อีก
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3
พระเจ้าปุรณวรมา ได้ทรงปลูกหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3 นี้ ไว้ ณ ตำแหน่งเดิม ต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้เจริญงอกงามดี ต้นที่ 3 นี้ มีอายุได้ประมาณ 1256-1276 ปี ก็ตายลงด้วยด้วยถูกพายุพัดโค่นเพราะอายุแก่มากแล้ว ต่อมาท่านเซอร์คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้เข้ามาฟื้นฟูพุทธสถานและโบราณสถานต่าง ๆ ได้เห็นหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์งอกขึ้นมา 2 หน่อ จึงเอาหน่อที่สูงประมาณ 6 นิ้วปลูกไว้ที่เดิม หน่อที่สูงประมาณ 4 นื้ว ปลูกไว้ทางทิศเหนือขององค์พระเจดีย์
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 4
ท่านเซอร์คันนิ่งแฮมได้นำหน่อมาปลูกไว้ เมื่อ พ.ศ. 2423 ณ ตำแหน่งเดิมของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรก พระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้มีอายุประมาณ 127 ปีแล้ว (นับที่ปี พ.ศ. 2550) ซึ่งเป็นต้นปัจจุบันนี้นี่เอง ซึ่งมีสุขภาพที่แข็งแรงและสมบูรณ์ดี มีการกั้นรั้งทองเหลืองไว้โดยรอบและมีประตูเหล็กดัดสูงประมาณ 2 เมตรสร้างถวายโดยชาวพุทธศรีลังกา ปัจจุบันเปิดให้เข้าไปภายในวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น
หลังจากนั้น พวกผมก็มานั่งข้างใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ คณะสงฆ์ก็ได้นำสวดทำวัตรเย็น และสวดมนต์กัน และเมื่อสมควรแก่เวลา ก็เดินทางกลับเข้าที่พัก เป็นอันจบวันแรกนะครับ ^^
ฉบับหน้า จะมีอะไรเล่าให้ฟังเยอะขึ้นนะครับ อย่าลืมติดตามล่ะน่อ
ตอนที่ 2
(ลงนสพ.ฉบับที่11)
สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกคน ในหนังสือพิมพ์ฉบับที่แล้ว ผมขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางในอินเดียไปแล้วในวันแรก ผ่านขอทานตั้งแต่ออกจากสนามบินมายังโรงแรม แล้วก็ได้ไปที่ ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นต้นไม้ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงใช้เป็นที่ตรัสรู้แล้ว วันนี้ ผมจะพาหลาย ๆ คนไปที่ไหนบ้าง โปรดอ่านในข่าวนะครับ ^^
วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2551 : วันที่สองแห่งการเดินทาง ในพุทธคยา และกรุงราชคฤห์
โอ้วว วันนี้ ช่างง่วงนอนมากมาย ถูกเรียกให้ตื่นตั้งแต่ตี 4 Oh! My Buddha อยู่ที่บ้านตัวเอง ยังไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้เลย แต่เอาเถอะ วันนี้ มีหลายที่ ที่ต้องไปนี่นะ เอาล่ะ หลังจากทั้งอาบน้ำ รับประทานอาหารเสร็จ ก็ออกเดินทางกันเลย! ออกจากโรงแรม เข้าสู่ชานเมืองไม่นาน ก็พบว่า บ้านของชาวอินเดีย มีวัตถุลึกลับสีน้ำตาลติดอยู่กับฝาบ้าน หรือว่า… ใช่แล้ว นั่นคือ ขี้วัว ที่เขาเล่าลือกันมานั่นเอง ขี้วัว นั้นสำหรับชาวอินเดีย ถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากเลยทีเดียวล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการก่อไฟ ในการทำอาหารในบ้าน (แต่ผมว่า ผมก็คงไม่กล้ากินอาหารที่ใช้ไฟโดยมาจากขี้วัวหรอก = =”) นอกจากนี้ ถ้านำไปผสมกับดิน ก็สามารถนำมาใช้ทำฝาผนังและพิ้นบ้านก้ได้ หรือจะใช้เป็นปุ๋ยก็ยังไหว เอาเถอะ บ้านส่วนใหญ่ ก็ประมาณนี้ ตอนนี้ นอนต่อก่อนดีกว่า ZZZzzz
2 ชั่วโมงผ่านไป ไวเหมือนโกหก เราได้มาถึงสถานที่แห่งแรกของวันที่ 2 นี้ นั่นก็คือ พระคันธกุฎิบนเขาคิชกูฎ ซึ่งตรงนี้ ผมขออธิบายความสำคัญคร่าว ๆ ก่อน คือ ภูเขาคิชกูฎแห่งนี้ เป็นที่ ๆ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมายังกรุงราชคฤห์นั้น จะเสด็จมาประทับบนเขาลูกนี้เป็นประจำทุกครั้ง เนื่องจากเป็นสถานที่สงบและอากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย ประกอบกับพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ของแคว้นนี้ นั้น ก็ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก (ผู้ทำนุบำรุงศาสนา) ทรงสร้างถนนเป็นขั้นบันไดสำหรับพุทธดำเนินขึ้นลง และบ่อยครั้งที่ท่านเสด็จขึ้นไปสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า
เอาล่ะ มาดูความเป็นจริงที่ผมเห็นกับตามานะ สิ่งแรกที่ผมเห็นหลังจากรถ บริเวณตีนเขานั่น ก็คือ กลุ่มเด็กขอทาน ที่ซึ่งแห่กันมาแบมือขอกันตามปกติ เสมือนเป็นอาชีพของพวกเขาก็ว่าได้ เอาล่ะ เดินเข้ามาบริเวณสถานที่ภูเขาแล้ว เด็ก ๆ ก็ไม่ได้เดินตามมาแล้วล่ะ (สถานที่สำคัญ ๆ ในอินเดีย จะมี ยาม ค่อยคุมไม่ให้ขอทานจากภายนอกเข้ามารบกวนสถานที่) ตรงจุดนี้เอง ที่มีบริการ “เสลี่ยง” ให้สำหรับคนที่ไม่สามารถเดินขึ้นไปเองไหว สามารถใช้เสลี่ยงนี้ ขึ้นไปถึงยอด และกลับลงมาได้ ค่าบริการ 700 บาทต่อคน เสลี่ยงนั้น เป็น เหมือนไม้ยาว ๆ ใหญ่ ๆ อันนึง(คล้าย ๆ ไม้ไผ่ แต่มีสีเหลือง และขนาดใหญ่กว่าไม้ไผ่หลายเท่า) ที่มีเปลแขวนอยู่กับไม้ตรงกลาง และมีชาวอินเดียสองคน แบกที่ด้านปลายสุดของไม้ทั้งสองด้าน อยู่ ๆ ก็น่าจะสบายดีนะ อยากไปใช้บริการบ้างอยู่ แต่ดูสารรูปตัวเอง และขนาดตัวของชาวอินเดียทั้งสอง แล้วคิดว่า “เออ อย่าดีกว่าแฮะ” เราจึงใช้กำลังขาเดินขึ้นไปเองเนี่ยหละ ระหว่างทางก็มีผ่าน กองขี้วัว (มันขึ้นมาอยู่บนนี้ได้ไหมฟ่ะ?) หลังจากหลบระเบิดกันชุลมุน ก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งแฮะ นั่นก็คือ กลุ่มของขอทาน ที่นั่งขอกันอยู่ น่าแปลกจริง พวกนี้ เข้ามาในนี้ได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่เด็ก ๆ ข้างนอกเข้ามาไม่ได้ เมื่อสังเกตให้ดี จึงพบว่า ขอทานเหล่านี้ มีผ้าตัวเองปกปิดมิดชิด และนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้วิ่งเข้ามาแบมือขอเหมือนพวกข้างล่าง และที่น่าแปลกกว่านั้น ก็คือ กลุ่มขอทานเหล่านี้ จะเหมือนนั่งประจำที่ของตัวเอง แบบเหมือนมีที่ประจำของตัวเองอย่างไงอย่างงั้นเลย ผมลองสังเกตดู พบว่า ทุก ๆ บันไดสองขั้น (แต่ละขั้น ก็ยาวเอาเรื่องนะ ประมาณ 5-6 เมตรเห็นจะได้) จะมีขอทานประจำขั้นบันไดแบบนี้ และขอทานแต่ละคน ก็จะไม่ก้าวก่ายขั้นบันได้ของคนอื่น ผมจึงได้เข้ามา ไกด์คนไทย จึงได้รู้ว่า กลุ่มขอทาน ที่มีผ้าปิดเช่นนี้ จะมาจาก องค์กรขอทานแห่งประเทศอินเดีย ซึ่งองค์กรนี้ มีหน้าที่แบ่งอาณาเขตให้ขอทานแต่ละคน มีเงินเดือน พร้อมสวัสดิการให้ด้วยนะ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาแบ่งเงินเดือนหรือให้สวัสดิการกันยังไง (พูดมาถึงตรงนี้ ชักเริ่มรู้สึกว่า ชื่อเรื่องนี้ ควรเปลี่ยน “เมดิอุส ล่าข้ามศตวรรษ” ยิ่งนัก) หลังเดินพ้นกลุ่มขอทานนี้มาได้แล้ว ก็เข้าไปนมัสการสถานที่ซึ่งพระสารีบุตรบรรลุเป็นพระอรหันต์ ณ ถ้ำสุกรขาตา ซึ่งตรงนี้ ก็ได้ปล่อยผู้มีจิตศรัทธา ได้จุดธูปเทียน ปิดทอง เพื่อสักการะกันสักครู่ ก่อนจะออกเดินทางขึ้นไปสู่ยอดเขาต่อไป จนกระทั่งเชิงบันไดก่อนขึ้นยอดเขาตรงนี้นั้น มีการสันนิษฐานกันว่าเป็นสถานที่พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินใส่พระพุทธองค์ หมายจะปองพระชนมายุของพระพุทธเจ้า เพื่อตนเองจะได้เป็นใหญ่ ปกครองหมู่สงฆ์ แต่ก้อนหินก็ไม่สามารถทำร้ายพระองค์ได้ มีเพียงสะเก็ดหินถูกที่พระบาทเท่านั้น เอาล่ะ เดินขึ้นไปข้างบนกันต่อ ก็ได้พบกับกุฎิพระอานนท์ ซึ่งบริเวณนี้นี่เอง ที่เป็นที่ ๆ พวกเราได้เริ่มจุดเทียน และหัวหน้านำไหว้พระสวดมนต์พร้อมเจริญจิตภาวนากัน เมื่อถึงเวลาอันควร จึงเดินเวียนเทียน ปักธูปเทียน และกราบลาสถานที่แห่งนี้กัน เอาล่ะ นี้ก็สายก็พอควรแล้วล่ะ ก่อนจะกลับไปกินข้าวทีโรงแรม เราก็ไปแวะวัดไทยแห่งแรก ของการเดินทางครั้งนี้กันเลย
หลังจากเดินลงมาขึ้นรถ ก็ใช้เวลาไม่นาน มาถึง วัดไทยสิริราชคฤห์ วัดไทยแห่งแรก ในการเดินทางที่ประเทศอินเดียแห่งนี้ เหตุผลที่เราต้องเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ ก็คือ การทอดผ้าป่าสามัคคี นั่นเอง โดยคณะทัวร์ เป็นตัวแทนในการถวายผ้าป่า ลูกทัวร์คนอื่น ก็ยังสามารถถวายปัจจัยแล้วแต่ศรัทธาได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ลูกทัวร์บางคน ก็ยังได้นำสิ่งจำเป็นอื่น ๆ มาถวายด้วย อย่างผ้าไตร จีวร เป็นต้น หลังจากที่อิ่มบุญกันไปเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงคราวที่เราจะต้องอิ่มท้องกันบ้างล่ะ ตอนนี้ ก็กลับโรงแรม เพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันกันก่อนนะครับ แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้าน่อ
ฉบับหน้า เตรียมพบกับช่วงบ่ายของวันที่สอง มุ่งสู่วัดเวฬุวัน ที่ซึ่งเป็นวันแห่งแรกในโลก และเป็นสถานที่สำคัญที่ทำให้เกิด วันมาฆบูชา นาลันทาคามสถานที่เป็นเคยมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก จนแม้แต่พระถังซำจั๋ง ยังเคยมาศึกษาธรรม ณ ที่แห่งนี้ และ เรือนคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร อันเป็นสถานที่พระเจ้าพิมพิสารถูกอชาตศัตรูผู้เป็นโอรสทำปิตุฆาต โดยการกักบริเวณให้อดอาหารและจำกัดที่ให้เล็กลง อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ ^^
ป.ล. ฉบับนี้ ต้องขออภัยจริง ๆ ที่ไม่มีรูปประกอบมาให้ดู เนื่องจากผมลืมกล้องไว้ที่โรงแรมในช่วงเช้า เลยไม่มีรูปดี ๆ มาให้เห็นกัน ต้องขอโทษจริง ๆ นะครับ T T
ตอนที่ 3
(ลงนสพ.ฉบับที่12)
สวัสดีครับ ทุก ๆ คน ในที่สุด ผมก็ปั่นจนกระทั่งมาพบทุกคนอีกครั้งจนได้ เพราะว่าทีมงาน นสพ. ออกหนังสือพิมพ์เลทแท้ ๆ ผมเลยได้มีโอกาสได้มาบอกเล่าประสบการณ์ที่ผมได้ไปเจอมาอีก ห๊า อะไรนะ ไม่ควรบอกเรื่องหนังสือพิมพ์ออกเลทงั้นเหรอ? งั้น มาเข้าเรื่องกันเลยครับ
วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2551 : ช่วงบ่ายของวันที่สอง วัดแห่งแรกของโลก ที่เรียนอันโด่งดัง และสถานที่แห่งการปิตุฆาต
หลังจากที่รับประทานอาหารกลางวันเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งคณะก็ได้ออกเดินทางสู่วันเวฬุวันที่ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกของโลก ระหว่างทางก็เช่นเคย มีพวกขอทานมารายล้อมเต็มไปหมด แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วล่ะ พระภิกษุสงฆ์ที่ร่วมเดินทางไปด้วย ได้สอนเอาไว้ว่า วิธีการปฏิบัติตนต่อพวกขอทานในดินแดนภารตะนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่างก็คือ 1. ไม่สบตา 2. ไม่เจรจา 3. ไม่ให้ของ จริง ๆ แล้ว พวกขอทานในดินแดนภารตะแห่งนี้นั้น ก็ไม่ได้เข้ามาทำร้ายร่างกายเราหรอก แต่ทว่าหากเราไป สบตา เจรจา หรือให้ของแล้วเนี่ย อาจทำให้พวกขอทานเหล่านั้น เดินตามพวกเรามา แม้ว่าพวกเราจะขึ้นรถไปแล้ว พวกเขาก็จะไม่ไปไหน เฝ้ารอให้พวกเราให้ของไปอีก และอาจจะทำให้การเดินทางล่าช้า หรือเกิดอันตรายต่อพวกขอทานเหล่านั้นไปด้วย เอาล่ะ เมื่อขึ้นรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ใช้เวลาไม่นาน ก็มาถึงวัดเวฬุวันแล้ว
เมื่อเดินเข้าไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าสถานที่แห่งนี้ นั้นเป็นสถานที่ ๆ น่ารื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง เป็นวัดที่มีต้นไม้อยู่มากมาย แทบไม่เห็นมีศาสนสถานใด ๆ เลย เหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในสวน ยังไงยังนั้นเลย อากาศที่ช่างร่มเย็นยิ่งนัก เหมือนกับว่าที่นี้ไม่ใช่ประเทศอินเดียที่แสนร้อนเลยสักนิดนึง ทั้งคณะก็เดินเข้าไปด้านใน ๆ จนกระทั่งพบกับพระพุทธรูปปางประทับยืนอยู่หนึ่งองค์ ซึ่งจุดนี้หละ ที่เป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฎิโมกข์ เอาล่ะ ขอบอกให้แก่ผู้อ่านทุก ๆ คนถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวัดเวฬุวันแห่งนี้
1. เป็นวัดแห่งแรกที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา
2. ทรงประทานบวชให้แก่คู่อัครสาวก คือ พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร พร้อมด้วยบริวาร 250 ท่านได้บรรพชาและอุปสมบท
3. มีการประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” อันประกอบด้วยองค์สงฆ์ 4 คือ
3.1) พระภิกษุสงฆ์ 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
3.2) ภิกษุสงฆ์เหล่านั้น ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธองค์ทรงบวชให้
3.3) ในบรรดาภิกษุสงฆ์ 1,250 รูปนั้น ไม่มีภิกษุรูปใดเลยเป็นปุถุชน ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้ได้อภิญญา 6 ทั้งสิ้น
3.4) วันนั้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 มาฆฤกษ์ พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นหลักการโดยสรุปของศาสนาพุทธ มีทั้งหลักคำสอนและหลักการปกครองคณะสงฆ์ มีทั้งหมด 13 ข้อด้วยกัน เป็นต้นว่า ศาสนาพุทธสอนว่า ละชั่ว ทำดี ทำจิตบริสุทธิ์ สุดยอดของคำสอนอยู่ที่นิพพาน ดับกิเลสพ้นทุกข์ และป็นพระต้องสำรวม กินอยู่พอประมาณ อดทน ไม่กล่าวร้ายป้ายสีคนอื่น ไม่เบียดเบียนคนอื่น
หลังจากที่พวกเราได้นั่งลงสวดมนต์ นั่งสมาธิ เป็นที่เรียบร้อย ก็เดินทางมุ่งสู่จุดหมายต่อไป “นาลันทาคาม” นับจากตรงนี้ไปจนกระทั่งจบ เนื้อเรื่องก็ค่อนข้างเศร้าชวนหดหู่นะครับ ขอให้ครองสติระหว่างอ่านให้ดีนะครับ…
นาลันทาคาม นั้น มีที่มามาจากว่า สถานที่แห่งนี้ เคยเป็นที่เกิดและที่นิพพานของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ทางด้านเป็นผู้มีปัญญามาก และมีความกตัญญูต่อผู้มีอุปการคุณ แม่ราธพราหมณ์เคยใส่บาตรท่านเพียงหนึ่งทัพพีท่านก็มิเคยลืม ก่อนจะนิพพานท่านมานึกถึงโยมแม่ของท่านว่า พ้นจากท่านแล้ว ใครก็มิอาจโปรดได้ ท่านจึงมาแสดงธรรมโปรดโยมแม่ของท่านที่นาลันทานี้ เมื่อจบพระธรรมเทศนา โยมแม่ของท่านได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นในพระพุทธศาสนา เมื่อกิจที่ท่านต้องทำจบแล้ว ท่านก็นิพพาน ณ ห้องที่ท่านเกิดนั้นเอง
เมื่อท่านนิพพานแล้ว ชาวเมืองนาลันทาคิดว่า สถานที่แห่งนี้คงจะเป็นสถานที่ของบุคคลผู้มีปัญญา จึงพร้อมใจกันเปลี่ยนแปลงห้องที่เกิดและนิพพานให้กลับกลายเป็นเจติยสถาน สำหรับนมัสการและบูชาต่อไป บรรดาลูกศิษย์ที่มีความเคารพในพระสารีบุตรได้สร้างวิหารล้อมรอบพระเจดีย์ และศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัยตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ต่อมาสถานที่นี้ก็ยกขึ้นเป็นวัด ชื่อว่า ปาวาริกัมพวัน เป็นที่มาแห่งมหาวิทยาลัยนาลันทา
มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นที่โด่งดังมาก ด้วยด้านการศึกษาที่ทั้งเจริญรุ่งเรืองและทันสมัย กษัตริย์ผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านต่างก็เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยพระเจ้าหรรษวรรธนะ ดังที่พระถังซำจั๋งได้บันทึกไว้ในสมัยที่ท่านมาสืบพระพุทธศาสนา และได้มาศึกษาในปี พ.ศ. 1172-1187 ว่าพระเจ้าหรรษวรรธนะมหาราชทรงประทานพระราชทรัพย์สร้างพระอารามที่ทำด้วย ทองเหลืองหมดทั้งวัด และทรงเมตตาพระราชทานหมู่บ้านถึง 100 ตำบลแก่มหาวิทยาลัยนาลันทา โดยยกประโยชน์รายได้ที่เกิดจากค่าภาษีอากรให้เป็นค่าบำรุงรักษา และทรงจัดให้ชาวบ้านตำบลละ 2 คน ใน 100 ตำบล รวมเป็น 200 คนหมุนเวียนเปลี่ยนกันทำอาหารถวายพระนักศึกษาเป็นประจำทุกวัน ท่านได้บันทึกไว้อีกว่า มีพระนักศึกษา 10,000 ท่าน ครูอาจารย์และคนงานของมหาวิทยาลัยอีกประมาณ 1,500 ท่าน บริเวณมหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ เป็นส่วนพุทธาวาส คือที่อยู่ของพระสงฆ์และที่ปฏิบัติธรรม และอีกส่วนคือ สถานที่ศึกษาของพระนักศึกษารวมทั้งที่พักด้วย วิชาที่นิยมศึกษากันในเวลานั้น มี 5 สาขา คือ 1. พุทธปรัชญา 2. ตรรกวิทยา 3. ไวยากรณ์หรือวรรณคดี 4. ศาสนาพราหมณ์ 5. แพทย์ศาสตร์ โดยมีวิชาบังคับ คือ พระไตรปิฏก นอกจากนั้น ยังมีหอสมุดสูง 9 ชั้น อีก 3 หลัง ซึ่งมีตำรับตำราให้ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างมากมายทั้งของเถรวาทและมหายาน เพราะเหตุนี้ มหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงมีพระนักศึกษาจากต่างประเทศมาศึกษาอยู่มากมาย เช่น จีน ชวา สุมาตรา ธิเบต เกาหลี เป็นต้น ท่านยังเล่าต่ออีกว่า กิริยามารยาทของพระนักศึกษาที่มาศึกษา ต่างก็มีจริยาวัตรที่งามปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและกฎของมหาลัยอย่าง เคร่งครัดอีกด้วย ยากที่จับผิดกันได้ ไม่ว่าจะเป็นกายวาจาและใจ มหาวิทยาลัยนาลันทาก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองมาเรื่อย ๆ
แต่แน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ มีเกิดก็ต้องมีดับ มีจุดสูงสุดก็ต้องมีจุดต่ำสุด มันเป็นสัจธรรมแห่งศาสนาพุทธ มหาวิทยาลัยนาลันทาก็เช่นกัน ใน พ.ศ. 1966 ได้มีการบันทึกจากภิกษุชาวธิเบต ผู้เห็นเหตุการณ์ว่า กองทัพจากคนนอกศาสนาพุทธ หลังจากได้ทำการรุกรานรบชนะ และได้เข้าปกครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือและแคว้นมคธเกือบทั้งหมดแล้ว ก็ได้ทำลายวัดวาอารามตลอดทั้งปูชนียสถานที่สำคัญมากมาย และในปีนั้นเอง อิคเทีย ขิลจิ พร้อมด้วยทหาร 200 คน ได้กรีฑาทัพมาทำลายมหาวิทยาลัย และจุดไฟเผาฆ่าพระนักศึกษาล้มตายเป็นจำนวนมาก (บางส่วนก็สามารถหลบหนีไปอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ได้) ไฟได้โหมไหม้อยู่เป็นเวลาหลายเดือน คงเหลือไว้แค่ความทรงจำกับอดีตที่เจ็บปวด จากนั้น นาลันทา ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ฝังจมดินจนปรากฏเป็นเนินดินสูงใหญ่ ปราศจากผู้คนสาใจมานานถึง 624 ปี จนกระทั่งมีการขุดค้นพบโดยท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ในปีพ.ศ. 2503 ซึ่งท่านได้สืบค้นหาจากตำแหน่งต่าง ๆ ตามบันทึกของพระถังซำจั๋งนั่นเอง
เอาล่ะ หลังจากแวะชมสถานที่แห่งนี้แล้ว ก็เดินทางไปสู่ เรือนคุมขังพระเจ้าพิมพิสารกันต่อเลยครับ
สถานที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสาร เป็นสถานที่พระเจ้าอชาตศัตรูจับพระราชบิดาคือพระเจ้าพิมพิสารมากักขังไว้ แล้วสถาปนาตนเองปกครองบ้านเมือง (ตระกูลนี้ทำปิตุฆาตมา 5 ชั่วโคตร) พระเจ้าพิมพิสารทรงสวรรคต ณ ที่ตรงนี้ ปัจจุบัน รัฐบาลอินเดียได้ดูแลรักษาและมีแผ่นป้ายบอกว่า นี้คือที่ขังพระเจ้าพิมพิสาร
เรื่องมีอยู่แล้วว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ประทับอยู่ที่เมืองโกสัมพี มีอุบาสกอุบาสิกาเข้ามาถวายทานยังสำนักของพระพุทธองค์ แล้วถามว่า พระสารีบุตรอยู่ไหน พระโมคคัลลานะอยู่ไหน และพระอสีติมหาสาวกอยู่ไหนเป็นต้น พระเทวทัตนั่งอยู่ตรงนั่นคิดว่า ทำไมไม่มีใครเลยถามหาเรา เราก็เป็นกษัตริย์ออกบวชเหมือนกัน คิดน้อยใจตนเองคิดว่า เราควรจะหาใครคนใดคนหนึ่งให้นับถือเรา เมื่อมองดูพระราชาต่าง ๆ ก็ดี อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายก็ดี ก็ล้วนแล้วแต่เคารพนับถือพระพุทธองค์ จึงมองเห็นแต่พระเจ้าอชาตศัตรูเท่านั้น เมื่อคิดดังนี้แล้วก็มาหาพระเจ้าอชาตศัตรูและทำให้ท่านเลื่อมใส หลังจากที่พระเจ้าอชาตศัตรูไปเคารพนับถือพระเทวทัตแล้ว ก็ถูกพระเทวทัตเกลี้ยกล่อมให้ลงพระชนม์พระบิดา ส่วนพระเทวทัตเองก็จะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า นี่แหละที่เขาว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล โดยเริ่มต้นทูลถามพระเจ้าอชาตศัตรูว่า “พระองค์เคยเห็นหรือไม่ว่าพ่อตายก่อนลูก” พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสว่า “เคยเห็นครับพระคุณเจ้า” พระเทวทัตกราบทูลต่ออีกว่า “ถ้าเช่นนั้นพระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดาแล้วขึ้นครองราชย์ ส่วนเราเองก็ปลงพระชนม์พระศาสดาแล้ว จะขึ้นปกครองสงฆ์เช่นกัน การวางแผนฆ่าพ่อจึงเกิดขึ้น
พระเจ้าอชาตศัตรูได้พกอาวุธเข้าไปในพระราชฐาน หมายจะปลงพระชนบิดา แต่ทหารองครักษ์จับได้นำตัวไปเฝ้าพระราชา พระเจ้าพิมพิสาร ตรัสถามว่า ลูกทำไมถึงทำอย่างนี้ ลูกก็รู้มิใช่หรือว่าสถานที่แห่งห้ามพกอาวุธเข้ามา ลูกพกพาเข้ามาทำไม พระโอรสตอบไปว่า ต้องการจะฆ่าพระบิดาพระเจ้าข้า พระเจ้าพิมพิสารทรงตกพระทัยว่า ทำไมลูกถึงพูดอย่างนี้ จะฆ่าพ่อทำไมล่ะลูก พระโอรสตอบว่า ต้องการจะขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาพระเจ้าข้า พระเจ้าพิมพิสาร ตรัสว่า ถ้าลูกอยากเป็นพระราชา พ่อจะแต่งตั้งให้ เมื่อพระองค์ทรงตั้งให้เป็นเจ้าผู้ปกครองเมือง พระเทวทัตก็มาเตือนพระเจ้าอชาตศัตรูว่าอย่าได้ประมาท ทางที่ดีท่านควรจะปลงพระชนม์พระบิดาเสียเถิด เกิดพระองค์และชาวเมืองเปลี่ยนใจยึดคืนท่านก็จะหมดโอกาส ในที่สุด พระโอรสก็กบฏนำพ่อมาคุมขังไว้ ณ ที่ตรงนี้ ตั้งใจว่าจะให้พระบิดาสวรรคตเอง ห้ามบุคคลภายนอกเยี่ยมและห้ามให้อาหารยกเว้นพระมารดา ด้วยความรัดในพระสวามี พระนางจึงแอบนำเอาอาหารใส่มวยผมมาให้ แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของพระโอรสไปได้ จึงสั่งห้ามพระมารดาเกล้าผมเข้าไปเยี่ยม พระนางก็ทำตาม แต่เปลี่ยนที่ซ่อนอาหารมาอยู่ที่ฉลองพระบาท (รองเท้า) ถึงทำอย่างนี้พระราชโอรสก็จับได้อีก รับสั่งห้ามพระมารดาใส่ฉลองพระบาทเข้าเยี่ยมพระบิดา คราวนี้พระนางสรงสนานพระวรกายเสร็จ พระนางก็นำอาหารมาทาตัวแล้วให้พระเจ้าพิมพิสารทรงเลียกินที่ตัวนาง ถึงนางจะทำอย่างนี้ก็ไม่ล่วงพ้นสายตาของพระโอรสไปได้ จึงรับห้ามเข้าเยี่ยมอีกต่อไป
ฝ่ายพระเทวทัต ก็พยายามจะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าด้วยประการต่าง ๆ เช่น จ้างนายขมังธนู ปล่อยช้านาราคีฬิงและกลิ้งก้อนหินใส่พระพุทธองค์ที่ยอดเขาคิชกูฎ แต่ก็ไม่สามารถปลงพระชนม์พระพุทธองค์ได้ และเข้าเฝ้าพระโอรสพร้อมทูลถามอยู่เนือง ๆ ว่าพระบิดาสิ่นพระชนม์หรือยัง? เมื่อพระโอรสตอบว่ายัง ก็ทูลว่าให้รีบปลงพระชนพระบิดาเสีย ประเดี๋ยวชาวเมืองผู้จงรักภักดีต่อพระองค์จะประท้วงเอาคืน ขอพระองค์อย่าได้ช้าอยู่เลยมหาบพิตร จะกล่าวถึงพระเจ้าพิมพิสาร ถึงแม้พระองค์จะอดข้าวมาหลายวัน แต่พระองค์ก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยอำนาจปีติและสมาธิ ที่พระองค์ได้มองเห็นชายจีวรของพระพุทธองค์และพระอรหันต์ที่ยอดเขาคิชกูฎ พระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อเห็นพระบิดาไม่สวรรคต จึงรับสั่งให้ช่างกลบก (ช่างตัดผมประจำพระราชสำนัก) ใช้มีดกรีดฝ่าพระบาทของพระเจ้าพิมพิสาร ช่างกลบกได้ขอโทษต่อพระองค์ว่าที่ทำอย่างนี้เพราะคำสั่งของพระราชา พระเจ้าพิมพิสารตรัสว่า เราไม่โกรธท่านหรอก จงทำหน้าที่ของท่านเถิด พระเจ้าพิมพิสารถูกกรีดฝ่าพระบาทจนพระโลหิตแห้งและสวรรคต ณ บัดนั้นเอง....
เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ เรื่องวันนี้คงพอหนักเอาเรื่องทีเดียว แต่ฉนับหน้าเรื่องราวจะสบายขึ้นแน่นอนน่อ พบกับ บ้านนางสุชาดา ธิดาของคฤหบดี แห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ผู้ถวายข้าวมธุปายาสอันประณีต แด่พระบรมศาสดาก่อนการตรัสรู้ และผมจะบอกรสชาติของข้าวมธุปายาสให้ได้รู้กันนะครับ แตะยังมี วัดไทยพุทธคยา อันแสนงดงามอีกด้วย อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ ^^
ตอนที่ 4
(ลงนสพ.ฉบับที่13)
วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม : บ้านนางสุชาดา และวัดไทยพุทธคยา
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากตื่นนอน กินอาหารเช้า และออกรถ ตามหลัก 6 : 7 : 8 เป็นที่เรียบร้อย ทั้งคณะก็ได้มุ่งสู่จุดมุ่งหมายต่อไป นั่นก็คือ บ้านนางสุชาดา หรือควรต้องเรียกว่า บริเวณที่สันนิษฐานว่าเคยเป็นบ้านนางสุชาดา ธิดาของคฤหบดี แห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ผู้ถวายข้าวมธุปายาสอันประณีต แด่พระบรมศาสดาก่อนการตรัสรู้ เอาล่ะ เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็ต้องขอเล่าประวัตินางสุชาดาให้ฟังกันหน่อยน่อ
นางสุชาดา เป็นลูกสาวนายบ้าน ณ ตำบลอุรุเวาเสนานิคม เมื่ออยู่ในวัยสาว นางได้ไปบนบานขอพรจากเทพเจ้าที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งว่า "ขอให้ข้าพเจ้าได้สามีที่มีตระกูลเสมอกัน ขอให้ข้าพเจ้าได้บุตรชายในครรภ์แรก" ถ้าได้สมปรารถนาแล้วจะทำข้าวมธุปายาสมาถวาย ทำไมนางจึงปรารถนาเช่นนั้น? เพราะว่าคนในสมัยนั้นยังถือชั้นวรรณะ ถ้าหากว่าไปแต่งงานกับคนนอกวรรณะผู้คนและญาติมิตรยอมรับไม่ได้ ส่วนที่เกิดมาก็จะเป็นจัณฑาลเข้าสมาคมญาติ ๆ ไม่ได้ ส่วนขอบุตรชายในครรภ์แรกนั้น เพราะว่า คนอินเดียนั้นถือว่าลูกผู้ชายเท่านั้นจะนำพาพ่อแม่ให้ได้ขึ้นสวรรค์ และเชื่อว่าลูกผู้ชายเท่านั้นที่จะสืบทอดวงศ์ตระกูลให้ยั่งยืนได้ แต่ที่สำคัญ คือ เมื่อพ่อแม่ตาย ผู้ที่จะจุดไฟเผาพ่อแม่เป็นคนแรกจะต้องเป็นลูกชาย และคำบนบานของเธอก็เป็นจริง เธอได้สมปรารถนา จึงได้เตรียมพร้อมการทำข้าวมธุปายาสโดยทันที
นางสุชาดา ได้สั่งคนงานให้ไล่ต้อนฝูงโคนมจำนวนหนึ่งพันตัวเข้าไปเลี้ยงในป่าชะเอมเครือ ให้แม่โคกินชะเอมเครือ (ชะเอมเครือ จะทำให้น้ำนมจากโคมีรสดี) กินอิ่มแล้วไล่ต้อนออกมา แล้วแบ่งแม่โคนมออกเป็นสองฝูง ๆ ละ 500 ตัว แล้วรีดเอานมจากแม่โคนมฝูงหนึ่งมาให้แม่โคนมอีกฝูงหนึ่ง แบ่งและคัดแม่โคนมอย่างนี้เรื่อย ๆ ไปจนเหลือแม่โคนม 8 ตัว (แน่นอน วิธีทำเช่นนี้ นั้น ต้องใช้เวลานานมาก เรียกว่าลูกชายคนแรกที่เกิดมาเนี่ย โตเป็นหนุ่มแล้ว) เสร็จแล้วจึงรีดน้ำนมจากแม่โคนมทั้ง 8 มาหุงข้าวมธุปายาส
จากนั้น นางสุชาดาสั่งให้หญิงรับใช้ชื่อ ปุณณาไปทำความสะอาดปัดกวาดบริเวณต้นไทร นางทาสีไปแล้วได้เห็นมหาบุรุษผิวพรรณดังทองนั่งอยู่ใต้ต้นไทร นางรีบกลับมารายงานให้นางสุชาดาทราบว่า นายหญิง เวลานี้รุกขเทพเจ้าที่จะรับเครื่องเสวยได้สำแดงกายให้ปรากฏ นั่งรออยู่ที่โคนต้นไทรแล้วเจ้าค่ะ นางสุชาดาดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงยกถาดทองคำมาใส่ข้าวมธุปายาสขึ้นทูนหัว เดินมาที่ต้นไทรพร้อมกับนางทาสี ก็ได้เห็นจริงอย่างนางทาสีเล่า นางจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย พระมหาบุรุษทรงรับแล้วทอดพระเนตรดูนาง นางทราบพระอาการกิริยาว่า พระมหาบุรุษไม่มีบาตรหรือภาชนะอื่นรับอาหาร นางจึงกล่าวคำมอบถวายข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดทองคำนั้นโดยไม่เสียดายเลย พร้อมกล่าวว่า "มโนรถของดิฉันเสร็จแล้ว ฉันใดขอมโนรถของพระองค์จงสำเร็จ ฉันนั้นเถิด" ถวายเสร็จแล้วก็ไหว้แล้วเดินกลับบ้านด้วยความยินดียิ่ง...
ยัง ๆ เรื่องมันยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้นะครับ เมื่อนางสุชาดาได้กลับไปบ้านแล้ว พระมหาบุรุษเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทรงถือถาดทองข้าวมธุปายาสเสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
เสด็จทรงน้ำแล้วขึ้นมาประทับนั่งริมฝั่ง ทรงปั้นข้าวมธุปายาสออกเป็นปั้น รวมได้ 49 ก้อน แล้วเสวยจนหมด ปฐมสมโพธิว่า เป็นอาหาร ที่คุ้มไปได้ 7 สัปดาห์ (49 วัน) เสร็จแล้ว ก็ทรงลอยถาดและทรงอธิษฐานว่า ถ้าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไซร้ ขอให้ถาดจงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ถาดได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง 80 ศอก ไปจนถึงวังน้ำวนแห่งหนึ่ง ถาดนั้นจึงจมดิ่งหายไปจนถึงพิภพของกาฬนาคราช กระทบกับถาดสามใบของพระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์เสียงดังกริ๊งพระพุทธเจ้า ในอดีตสามพระองค์นั้น คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ พระมหาบุรุษกำลังจะเป็นองค์ที่ 4
กาฬนาคราชหลับมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าในอดีต จะตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงถาด พอได้ยินก็รู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดในโลกแล้ว คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อได้ยินเสียงถาดของพระมหาบุรุษก็งัวเงียขึ้นแล้วงึมงำว่า "เมื่อวานนี้พระชินสีห์ (หมายถึงพระกัสสปปพุทธเจ้า) อุบัติขึ้นในโลกพระองค์หนึ่ง ใยวันนี้มาบังเกิดอีกพระองค์หนึ่งเล่า" ลุกขึ้นมาไหว้พระพุทธเจ้าเกิดใหม่แล้วหลับต่อไปอีก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ท่านพรรณนาเป็นบุคคลาธิษฐาน ต้องถอดความอีกชั้น จะได้ความว่า ถาดนั้น คือพระศาสนาของพระพุทธเจ้า แม่น้ำ คือ โลกหรือคนในโลก คำสั่งสอนหรือพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพาคนไหลทวนกระแสโลกไปสู่กระแสนิพพาน คือความพ้นทุกข์ที่ไม่มี เกิด แก่ เจ็บ และตาย ส่วนกระแสโลกไหลไปสู่ความเกิด แก่ เจ็บ และตาย พญานาคใต้บาดาลผู้หลับใหล คือสัตว์โลกที่หนาแน่นด้วยกิเลส เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติบังเกิดขึ้นมาในโลก ก็รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้ารู้แล้วก็หลับใหลไปด้วยอำนาจกิเลสต่อไปอีก
พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา รอเวลาจนตะวันบ่าย พระองค์จึงเสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ซึ่งพระองค์ได้ทรงตรัสรู้นั่น เอง...
และแล้วเรื่องราวของบ้านสุชาดาก็จบลงเพียงเท่านี้ เอาล่ะ สถานที่ต่อไป วัดไทยพุทธคยา
วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดแบบไทยที่ถูกสร้างไว้ที่ประเทศอินเดีย โดยพระอุโบสถนั้น ได้จำลองแบบมาจากอุโบสถ์วัดเบณจมบพิตร
ภายในพระอุโบสถ์ มีพระพุทธชินราชจำลองแบบมาจากจังหวัดพิษณุโลก สร้างถวายโดยจอมพลถนอม กิตติขจร ชื่อว่า พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย
และที่ฝาผนัง ภายในพระอุโบสถ์เป็นภาพวาดสังเวชนีย์สถานและประวัติพระมหาชนกอันสวยงามมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เป็นผู้ประทานภาพเหล่านี้มาให้ มีนายช่างสาคร โสภา และทีมงานเป็นผู้วาด
หลังจากที่ได้กราบนมัสการเจ้าอาวาส ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีตามกำลังศรัทธา และรับพรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับโรงแรมเพื่อกินกลางวันกัน อ้อ ผมลืมบอกไป อาหารอินเดีย เนี่ย ไม่มีอาหารประเภทหมูเลยนะครับ อาหารหลักที่เขาจะกินส่วนมาก ก็คือ โรตี ร่วมกับแกงต่าง ๆ แต่วันนี้ เราได้ไปดูบ้านนางสุชาดามาแล้วเนี่ย วันนี้ เลยมีเมนูพิเศษเพิ่มขึ้นมานั่น นั่นคือ “ข้าวมธุปายาส” นั่นเอง
ชื่อร้าน : โรงแรมรอยัล เรซิเดนซี่ (โรงแรมที่พักของผมในตำบลพุทธคยานั่นหละ)
สถานที่ตั้ง : ที่ไหนสักที่ ในตำบลพุทธคยา
เวลาทำการ : ก็คงจนกว่าโรงแรมมันจะเจ๋งล่ะนะ( แกไปแช่งเขางั้นเหรอ!!)
เมนูแนะนำ : ก็อ้ายอันข้างบนเนี่ยหละ
ราคา : คาดว่าคงรวมอยู่ในค่าที่พักเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถระบุได้ N/A
ระดับความอร่อย (เต็ม 10) : 6 scarletmoon
ความรู้สึกแรก : โอ้ววว ตอนที่ได้ลองตัก ๆ จิ้ม ๆ จวง ๆ เขีย ๆ (?) ก้ได้ทราบว่าจริง ๆ แล้ว ก็เหมือนเอานม มาราดลงบนข้าวอย่างไรอย่างนั้น แล้วโรยด้วยถั่วอัลมอนด์อีกหน่อย และก็ได้คิดว่าคงไม่ได้ทำแบบเหมือนที่นางสุชาดาทำเป็นแน่ ดังนั้น รสชาติที่ได้กินตรงนี้ ยังไง ๆ ก็คงไม่เหมือนในสมัยพุทธกาลหรอก เอาล่ะ บ่น ๆ ไปก็เท่านั้น ลองชิมดูอีกดีกว่า ซู้ดดดดดด~~~ (สาบานได้นะว่าเสียงกินของผู้ชิม) ก็คิดในใจทันที นี้มัน นมผงคาเนชั่นชัด ๆ แต่จะว่าไป ข้าวผสมนม เนี่ย ก็ไม่เคยกินมาก่อนเลยแฮะ ข้าวน่ะ นุ่มมากเลยน่อ อาจเพราะผสมนมล่ะบ้าง เลยทำให้ข้าวนุ่มลิ้น กินได้ลื่นคอ ถั่วอัลมอนด์ที่ใส่ก็ทำให้เคี้ยวได้กรุบ ๆ เออ เนอะ มันก็แปลกดีนะ!! ว่าง ๆ ใครอยากลองอะไรแปลก ๆ นอกจาก ไอติมบนเนื้อย่าง (หือม์ อะไรนะ ไม่มีใครเคยกินงั้นเหรอ มีสิ เคยคุยในบ็อกซ์นะ) ก็ลองหามารับประทานดู
ระดับความน่าลอง : ลองกินดูสักครั้ง ไม่ท้องเสียหรอกน่า (มั้ง)
ความสวยงาม (เต็ม 10) : 4 อาเคริ
เอาล่ะครับ วันนี้ ก็คงต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้น่อ ฉบับหน้า คณะจะมุ่งสู่กุสินารา เพื่อไปสักการะสถานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับปรินิพพานนะครับ แล้วพบกันใหม่น่อ สวัสดีครับ ^^
