Novel - Luca Blight's Story
จาก SuikoFriendWiki, สารานุกรมฟรี
| Revision as of 01:26, 28 สิงหาคม 2007 Shiryu (พูดคุย | contribs) ← Previous diff |
Current revision Shiryu (พูดคุย | contribs) |
||
| Line 1: | Line 1: | ||
| '''Crisis Point – บทนำ'''<br> | '''Crisis Point – บทนำ'''<br> | ||
| + | |||
| ทั่วทั้งเนินราวกับถูกย้อมให้กลายเป็นสีแดงฉาน ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด ทรมาน และสิ้นหวัง ชายผู้หนึ่งหยุดยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะสีเงินที่เปรอะเลือดจนกลายเป็นสีทองแดง แววตาชายผู้นี้กระหายไม่ผิดจากหมาป่าหิวโหย เหล่าชาวเมืองที่พยายามหนีออกมาถูกเขากระชากคอมาแทงด้วยดาบ สำหรับชายผู้นี้ การฆ่าคนไม่ต่างจากการฆ่าหมูหรือวัว เขาฆ่าคนได้ง่ายพอๆกับการหายใจเข้าออก และไม่รู้สึกว่ามันโหดเหี้ยมแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันก็แสยะยิ้มออกมา เหล่าบริวารที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำพูดใดๆ เพราะพวกเขาต่างรู้ว่าหาไม่เช่นนั้นแล้วชะตากรรมพวกเขาคงไม่แตกต่างกับชาวเมืองเหล่านี้ | ทั่วทั้งเนินราวกับถูกย้อมให้กลายเป็นสีแดงฉาน ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด ทรมาน และสิ้นหวัง ชายผู้หนึ่งหยุดยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะสีเงินที่เปรอะเลือดจนกลายเป็นสีทองแดง แววตาชายผู้นี้กระหายไม่ผิดจากหมาป่าหิวโหย เหล่าชาวเมืองที่พยายามหนีออกมาถูกเขากระชากคอมาแทงด้วยดาบ สำหรับชายผู้นี้ การฆ่าคนไม่ต่างจากการฆ่าหมูหรือวัว เขาฆ่าคนได้ง่ายพอๆกับการหายใจเข้าออก และไม่รู้สึกว่ามันโหดเหี้ยมแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันก็แสยะยิ้มออกมา เหล่าบริวารที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำพูดใดๆ เพราะพวกเขาต่างรู้ว่าหาไม่เช่นนั้นแล้วชะตากรรมพวกเขาคงไม่แตกต่างกับชาวเมืองเหล่านี้ | ||
| Line 6: | Line 7: | ||
| ทั้งเนินถูกย้อมเป็นสีโลหิต ชายผู้นี้มองทัศนียภาพแห่งวิปโยคนี้ด้วยความพึงพอใจ เขารู้สึกว่าเพลิงที่รุมอยู่ในใจของเขามาตลอดได้มอดลงมาส่วนหนึ่งแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่นี่ ...ในฤดูใบไม้ผลิเมื่อ 17 ปีก่อน... | ทั้งเนินถูกย้อมเป็นสีโลหิต ชายผู้นี้มองทัศนียภาพแห่งวิปโยคนี้ด้วยความพึงพอใจ เขารู้สึกว่าเพลิงที่รุมอยู่ในใจของเขามาตลอดได้มอดลงมาส่วนหนึ่งแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่นี่ ...ในฤดูใบไม้ผลิเมื่อ 17 ปีก่อน... | ||
| + | |||
| + | <center>[[ภาพ:wiki-luca-novel01.jpg]]</center> | ||
| Line 48: | Line 51: | ||
| “ชั้นชื่ออนาเบล ยินดีที่ได้รู้จักนะ” | “ชั้นชื่ออนาเบล ยินดีที่ได้รู้จักนะ” | ||
| <br>เธอยื่นมือมา พอเห็นแบบนี้ลูก้าก็คิดถึงตอนที่ผู้หญิงจากสังคมชั้นสูงยื่นมือมา บุรุษต้องจุมพิตบนหลังมือ เขาคิดว่าลูกสาวเจ้าเมืองคงอยู่ในกรณีเดียวกัน พอคิดแบบนั้นแล้วลูก้าก็ก้าวถอยไปเล็กน้อยก่อนคว้ามือเธอขึ้นมา ตอนนั้นอนาเบลก็จับมือลูก้าไว้แล้วเขย่า เขาหน้าแดงขึ้นมาด้วยความโกรธ ขณะที่เขาจะจุมพิตบนมืออนาเบล เธอกลับเขย่ามือเขา และพลาดมาโดนหน้าเข้าด้วยความที่ลูก้าตัวเล็กมาก แม้อนาเบลจะพยายามขอโทษแต่เขาก็ไม่ยอมยกโทษให้ หลังจากนั้นอนาเบลพยายามชวนเขาคุยหลายเรื่อง แต่เขาก็ทำเป็นไม่สนใจเธอ | <br>เธอยื่นมือมา พอเห็นแบบนี้ลูก้าก็คิดถึงตอนที่ผู้หญิงจากสังคมชั้นสูงยื่นมือมา บุรุษต้องจุมพิตบนหลังมือ เขาคิดว่าลูกสาวเจ้าเมืองคงอยู่ในกรณีเดียวกัน พอคิดแบบนั้นแล้วลูก้าก็ก้าวถอยไปเล็กน้อยก่อนคว้ามือเธอขึ้นมา ตอนนั้นอนาเบลก็จับมือลูก้าไว้แล้วเขย่า เขาหน้าแดงขึ้นมาด้วยความโกรธ ขณะที่เขาจะจุมพิตบนมืออนาเบล เธอกลับเขย่ามือเขา และพลาดมาโดนหน้าเข้าด้วยความที่ลูก้าตัวเล็กมาก แม้อนาเบลจะพยายามขอโทษแต่เขาก็ไม่ยอมยกโทษให้ หลังจากนั้นอนาเบลพยายามชวนเขาคุยหลายเรื่อง แต่เขาก็ทำเป็นไม่สนใจเธอ | ||
| + | |||
| + | <center>[[ภาพ:wiki-luca-novel2.jpg]]</center> | ||
| + | |||
| “ยัยนั่นไม่มีมารยาทเลย ไม่มีการศึกษารึยังไง!? ถ้าอยู่ไฮแลนด์ยัยนั่นก็เป็นได้แค่กระเทยจับกังให้คนเขาเยอะเย้ย!” ลูก้าคิดในใจ<br> | “ยัยนั่นไม่มีมารยาทเลย ไม่มีการศึกษารึยังไง!? ถ้าอยู่ไฮแลนด์ยัยนั่นก็เป็นได้แค่กระเทยจับกังให้คนเขาเยอะเย้ย!” ลูก้าคิดในใจ<br> | ||
| Line 224: | Line 230: | ||
| “อาการของแม่ไม่ได้เลวร้ายอะไร เธอแค่ต้องการเวลา ไม่มีใครช่วยเธอได้นอกจากตัวเธอเอง เจ้าก็จะ 11 ขวบแล้วนะ สมควรแก่เวลาที่จะต้องผละอกแม่แล้ว”<br> | “อาการของแม่ไม่ได้เลวร้ายอะไร เธอแค่ต้องการเวลา ไม่มีใครช่วยเธอได้นอกจากตัวเธอเอง เจ้าก็จะ 11 ขวบแล้วนะ สมควรแก่เวลาที่จะต้องผละอกแม่แล้ว”<br> | ||
| พ่อเข้ามาโอบลูก้าไว้ ทำเอาเขาตกใจเพราะพ่อไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน<br> | พ่อเข้ามาโอบลูก้าไว้ ทำเอาเขาตกใจเพราะพ่อไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน<br> | ||
| + | |||
| + | <center>[[ภาพ:wiki-luca-novel03.jpg]]</center> | ||
| + | |||
| “ลูก้า จงตั้งใจเรียนและทำให้แม่ของเจ้าภาคภูมิใจ นั่นคือวิธีการตอบแทนที่แม่ช่วยชีวิตเจ้าไว้อย่างดีที่สุด”<br> | “ลูก้า จงตั้งใจเรียนและทำให้แม่ของเจ้าภาคภูมิใจ นั่นคือวิธีการตอบแทนที่แม่ช่วยชีวิตเจ้าไว้อย่างดีที่สุด”<br> | ||
| นี่เป็นการแสดงความรักอย่างสูงสุดเท่าที่พ่อของเขาจะทำได้ แต่ลูก้ายังไม่รู้สึกยอมรับความรักจากพ่อเขานัก และเขาก็ยังมีเรื่องที่อยากจะรู้<br> | นี่เป็นการแสดงความรักอย่างสูงสุดเท่าที่พ่อของเขาจะทำได้ แต่ลูก้ายังไม่รู้สึกยอมรับความรักจากพ่อเขานัก และเขาก็ยังมีเรื่องที่อยากจะรู้<br> | ||
| Line 395: | Line 404: | ||
| <br>ชายสี่คนอยู่ในห้องอาหารด้านหน้าของตัวบ้าน พวกนี้เมาจนหน้าเปลี่ยนสี ทั้งสี่คนลุกยืนขึ้นแทบจะพร้อมกันด้วยความตกใจ แต่พอเห็นลูก้าเป็นแค่เด็กตัวกระเปี๊ยกก็ไม่กลัวแล้วนั่งลงอย่างเดิม <br> | <br>ชายสี่คนอยู่ในห้องอาหารด้านหน้าของตัวบ้าน พวกนี้เมาจนหน้าเปลี่ยนสี ทั้งสี่คนลุกยืนขึ้นแทบจะพร้อมกันด้วยความตกใจ แต่พอเห็นลูก้าเป็นแค่เด็กตัวกระเปี๊ยกก็ไม่กลัวแล้วนั่งลงอย่างเดิม <br> | ||
| “อะฮ้า ดูสิใครมาเยี่ยม เจ้าหนูคนเมื่อวานนี่เอง อยากได้ม้าคืนเหรอหนู?” | “อะฮ้า ดูสิใครมาเยี่ยม เจ้าหนูคนเมื่อวานนี่เอง อยากได้ม้าคืนเหรอหนู?” | ||
| - | <br>ชายคนเมื่อวานพูดแบบเยาะเย้ย ลูก้าไม่สนใจก่อนจะเดินตรงเข้าหาชายที่นั่งอยู่หน้าสุดแล้วชักมีดเสียบเขาที่คอหอยก่อนคว้านออกมา เสียงน้ำพุเลือดกระเซ็นดังลั่น ชายคนนี้กรีดร้องเสียงเหมือนมีเสมหะติดคออยู่ เลือดกระเด็นเปรอะผนังและโดนเอาหน้าของคนที่เหลืออยู่ ขณะที่พวกมันกำลังตกใจลูก้าก็คว้าดาบยาวที่ชายที่ถูกแทงคอเมื่อครู่ทำตกไว้กับพื้น ลูก้าเข้าจัดการคนที่เหลืออยู่ได้อย่างง่ายดายเพราะพวกนี้กำลังเมาอยู่ เขาใช้ดาบได้อย่างแคล่วคล่องและเป็นการบุกเต็มรูปแบบแบบไม่สนใจป้องกัน ลูก้าเคยประดาบแต่กับครูดาบของเขาจึงไม่รู้ว่าคนธรรมดาอ่อนแอขนาดนี้ และไม่เคยรู้ว่าเขามีกำลังมากขนาดนี้ | + | <br>ชายคนเมื่อวานพูดแบบเยาะเย้ย ลูก้าไม่สนใจก่อนจะเดินตรงเข้าหาชายที่นั่งอยู่หน้าสุดแล้วชักมีดเสียบเขาที่คอหอยก่อนคว้านออกมา เสียงน้ำพุเลือดกระเซ็นดังลั่น ชายคนนี้กรีดร้องเสียงเหมือนมีเสมหะติดคออยู่ เลือดกระเด็นเปรอะผนังและโดนเอาหน้าของคนที่เหลืออยู่ ขณะที่พวกมันกำลังตกใจลูก้าก็คว้าดาบยาวที่ชายที่ถูกแทงคอเมื่อครู่ทำตกไว้กับพื้น ลูก้าเข้าจัดการคนที่เหลืออยู่ได้อย่างง่ายดายเพราะพวกนี้กำลังเมาอยู่ เขาใช้ดาบได้อย่างแคล่วคล่องและเป็นการบุกเต็มรูปแบบแบบไม่สนใจป้องกัน ลูก้าเคยประดาบแต่กับครูดาบของเขาจึงไม่รู้ว่าคนธรรมดาอ่อนแอขนาดนี้ และไม่เคยรู้ว่าเขามีกำลังมากขนาดนี้ |
| + | |||
| + | <center>[[ภาพ:wiki-novel-luca.jpg]]</center> | ||
| พอเห็นศพของพวกมันนอนตายเกลื่อนกลาดก็ทำให้ลูก้ารู้สึกปิติเป็นอย่างยิ่ง พอคิดว่าพวกมันจะเป็นหรือตายก็ขึ้นกับอารมณ์ของเขาแล้วมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นพระเจ้า จะมนุษย์, แมลง รึสัตว์เดรัจฉานก็ไม่ได้ต่างอะไร ด้วยกำลังขนาดนี้แล้วเขาฆ่าได้หมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว ลูก้าเพลินเพลินกับพายุคมดาบเหมือนตอนสังหารสัตว์เล็ก พอรู้สึกตัวอีกทีร่างของเขาก็อาบไปด้วยเลือด นั่งอยู่บนพื้น พยายามแยกชิ้นส่วนศพที่นอนกองอยู่ เจ้าคนนี้อ้วนดี..หั่นร่างอ้วนๆยากกว่าคนปกตินิดหน่อย ตอนนี้เหลือเพียงคนเดียวที่ยังยืนอยู่<br> | พอเห็นศพของพวกมันนอนตายเกลื่อนกลาดก็ทำให้ลูก้ารู้สึกปิติเป็นอย่างยิ่ง พอคิดว่าพวกมันจะเป็นหรือตายก็ขึ้นกับอารมณ์ของเขาแล้วมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นพระเจ้า จะมนุษย์, แมลง รึสัตว์เดรัจฉานก็ไม่ได้ต่างอะไร ด้วยกำลังขนาดนี้แล้วเขาฆ่าได้หมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว ลูก้าเพลินเพลินกับพายุคมดาบเหมือนตอนสังหารสัตว์เล็ก พอรู้สึกตัวอีกทีร่างของเขาก็อาบไปด้วยเลือด นั่งอยู่บนพื้น พยายามแยกชิ้นส่วนศพที่นอนกองอยู่ เจ้าคนนี้อ้วนดี..หั่นร่างอ้วนๆยากกว่าคนปกตินิดหน่อย ตอนนี้เหลือเพียงคนเดียวที่ยังยืนอยู่<br> | ||
| Line 404: | Line 415: | ||
| ลูก้าเผลอหลับไปในช่วงเช้าและตื่นตอนเย็น พอลืมตาขึ้นมาเขาเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงเพลิง พอรู้สึกกระหายเข้ามาเขาก็ไปตวงเอาน้ำใต้หินขึ้นมากินทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกว่ามันสกปรกเกินกว่าจะดื่มได้ พอเงยหน้าขึ้นเขาก็เห็นหมอกสีม่วงจากดงดอกเบญจมาศที่เขาเห็นก่อนหน้านี้และเก็บไปให้แม่ ลูก้าหยุดยืนหน้าดงดอกไม้ พอต้องแสงยามเย็นดอกไม้ก็ดูสวยงามเหมือนที่เคย ลูก้าชักมีดเปื้อนเลือดฟาดลงไปกลางดงดอกไม้ ยิ่งฟันดอกไม้ก็ยิ่งหลุดร่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ลูก้าหัวเราะออกมาแล้วเอาเท้าเหยียบขยี้ดอกไม้ | ลูก้าเผลอหลับไปในช่วงเช้าและตื่นตอนเย็น พอลืมตาขึ้นมาเขาเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงเพลิง พอรู้สึกกระหายเข้ามาเขาก็ไปตวงเอาน้ำใต้หินขึ้นมากินทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกว่ามันสกปรกเกินกว่าจะดื่มได้ พอเงยหน้าขึ้นเขาก็เห็นหมอกสีม่วงจากดงดอกเบญจมาศที่เขาเห็นก่อนหน้านี้และเก็บไปให้แม่ ลูก้าหยุดยืนหน้าดงดอกไม้ พอต้องแสงยามเย็นดอกไม้ก็ดูสวยงามเหมือนที่เคย ลูก้าชักมีดเปื้อนเลือดฟาดลงไปกลางดงดอกไม้ ยิ่งฟันดอกไม้ก็ยิ่งหลุดร่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ลูก้าหัวเราะออกมาแล้วเอาเท้าเหยียบขยี้ดอกไม้ | ||
| + | |||
| + | <center>[[ภาพ:wiki-luca-novel4.jpg]]</center> | ||
| ขณะเหยียบยืนบนแผ่นดินรกร้างนี้ ลูก้าก็แผดร้องออกมา<br> | ขณะเหยียบยืนบนแผ่นดินรกร้างนี้ ลูก้าก็แผดร้องออกมา<br> | ||
| Line 420: | Line 433: | ||
| (จบเรื่องราวของลูก้า) | (จบเรื่องราวของลูก้า) | ||
| - | ---- | ||
| + | ---- | ||
| เครดิตบทแปลภาษาอังกฤษ : [http://www.suikosource.com/phpBB3/viewtopic.php?f=44&t=7410 Suikosource-translator's weblog] | เครดิตบทแปลภาษาอังกฤษ : [http://www.suikosource.com/phpBB3/viewtopic.php?f=44&t=7410 Suikosource-translator's weblog] | ||
Current revision
Crisis Point – บทนำ
ทั่วทั้งเนินราวกับถูกย้อมให้กลายเป็นสีแดงฉาน ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด ทรมาน และสิ้นหวัง ชายผู้หนึ่งหยุดยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะสีเงินที่เปรอะเลือดจนกลายเป็นสีทองแดง แววตาชายผู้นี้กระหายไม่ผิดจากหมาป่าหิวโหย เหล่าชาวเมืองที่พยายามหนีออกมาถูกเขากระชากคอมาแทงด้วยดาบ สำหรับชายผู้นี้ การฆ่าคนไม่ต่างจากการฆ่าหมูหรือวัว เขาฆ่าคนได้ง่ายพอๆกับการหายใจเข้าออก และไม่รู้สึกว่ามันโหดเหี้ยมแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันก็แสยะยิ้มออกมา เหล่าบริวารที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำพูดใดๆ เพราะพวกเขาต่างรู้ว่าหาไม่เช่นนั้นแล้วชะตากรรมพวกเขาคงไม่แตกต่างกับชาวเมืองเหล่านี้
พลังชีวิตของคนที่ถูกฆ่านั้นจะกลายเป็นบรรณาการแก่รูนแห่งสัตว์ป่า ยิ่งคนตายมากเท่าไหร่ รูนก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น ชายผู้นี้รู้สึกถึงสิ่งนี้ได้และมีความสุขกับการสังเวยครั้งนี้ เขาเคยยืนอยู่บนเนินแห่งเดียวกันนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อ 17 ปีก่อน สิ่งที่เขาทำอยู่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นๆอย่างการล้างแค้น หากแต่เป็นสิ่งที่หัวใจของเขาเรียกร้องมาตลอด
ทั้งเนินถูกย้อมเป็นสีโลหิต ชายผู้นี้มองทัศนียภาพแห่งวิปโยคนี้ด้วยความพึงพอใจ เขารู้สึกว่าเพลิงที่รุมอยู่ในใจของเขามาตลอดได้มอดลงมาส่วนหนึ่งแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่นี่ ...ในฤดูใบไม้ผลิเมื่อ 17 ปีก่อน...
สารบัญ |
Chapter 1
เด็กน้อยคนหนึ่งรอคอยวันนี้มาร่วมเดือน
เด็กน้อยคนนี้, เจ้าชายลูก้า และพ่อแม่ของเขา กษัตริย์อากาเรส ไบลท์ แห่งไฮแลนด์ และราชินีซาร่า ถูกเชิญไปงานฉลองที่มิวส์ในพันธมิตรโจวสตัน ไฮแลนด์และโจวสตันได้ลงนามสงบศึกเมื่อ 15 ปีก่อน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศก็ไม่ได้เป็นไปด้วยดีนัก อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยวัยสิบขวบ ลูก้าจะได้ออกไปนอกประเทศ
หลังเคลื่อนขบวนเสด็จออกจากรูรูนอยล์สองวัน พวกเขาก็มาถึงโจวสตันอย่างปลอดภัย ขณะที่ผ่านชายแดนเข้ามา ลูก้ารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกหูแปลกตา แม้แต่สายลมก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากไฮแลนด์บ้านเกิดของเขา เขาเปิดหน้าต่างแล้วชะโงกหน้าออกไปดู ลมเย็นของฤดูใบไม้ผลิพัดเข้าหน้าจนทำให้เขาลืมตาไม่ขึ้น ทิวเขาพรมแดนที่เขาเคยเห็นว่าอยู่ทางตะวันตกตอนนี้อยู่ทางทิศตะวันออก บนภูเขามีหมอกบางๆปกคลุม ดอกไม้ป่านานาพันธุ์บานสะพรั่ง หลากสีสรร ลูก้าพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆแต่ก็ยังไม่ได้กลิ่นดอกไม้
“นั่งนิ่งๆหน่อยสิ”
แม่ของลูก้าที่นั่งอยู่ข้างๆพูดออกมาค่อยๆ นอกจากเขาและแม่แล้วยังมีบริวารสองคนนั่งมาด้วย ส่วนพ่อนั่งอยู่ขบวนด้านหน้าเขา
“ขอโทษด้วยฮะ ก็มันแปลกตานี่นา”
ลูก้าปิดหน้าต่างลงแล้วกลับมานั่ง แม่กุมมือเขามาวางบนหน้าตักของเธอ นอกจากผิวที่งามดุจงาช้างแล้ว ซาร่ายังมีผมยาวสลวยที่รวบขึ้นสูง เธอสวมชุดนักท่องเที่ยวสีน้ำตาลสวยสง่า แม้ตอนดุลูกชายเธอจะพยายามทำหน้าดุ แต่ก็ยังมีรอยยิ้มปรากฏอยู่ที่มุมปาก ลูก้าไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดแม่แบบนี้ เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากมือแม่
“นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกได้เข้ามาในมิวส์ใช่มั้ยล่ะ? แต่เราเป็นเชื้อพระวงศ์ เราต้องวางตัวให้เหมาะสม เข้าใจนะ?”
“ครับแม่”
พอได้ยินลูก้าตอบแบบนี้แล้วราชินีก็ยิ้มออกมา เมื่อเห็นสีหน้าปิติของแม่ก็ทำให้ลูก้าดีใจเช่นกัน
“ผมดีใจที่ได้ออกมากับแม่กับพ่อแบบนี้”
ปกติ ด้วยงานหลวงรัดตัวทำให้กษัตริย์และราชินีไม่มีเวลาให้ลูกชาย วันนี้จึงถือเป็นโอกาสพิเศษมากๆ เหล่าผู้คนที่มารอรับเสด็จที่ทางเข้าเมืองมิวส์ส่งเสียงโห่ร้องถวายพระพร นี่เป็นครั้งแรกในประวัติกาลที่ราชวงศ์ไฮแลนด์มาเยือนโจวสตันอย่างสันติ ผู้คนต่างเชื่อว่านี่เป็นนิมิตหมายอันดีที่สันติภาพอันแท้จริงจะก่อเกิดขึ้น ลูก้าและแม่โบกมือออกนอกหน้าต่างทักทายราษฎร ที่นี่มีร้านรวงมากมายเต็มเมืองจนดูสะเปะสะปะ ผิดจากรูรูนอยล์เมืองหลวงของไฮแลนด์ที่เป็นระเบียบสวยงาม ดูแล้วก็ยากที่จะเชื่อว่าที่นี่คือเมืองหลวงของเขตปกครองมิวส์
เหล่าผู้คนที่เนืองแน่นเต็มสองข้างทางโบกมือให้ขบวนเสด็จด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มีคนหนึ่งถือธงไฮแลนด์โบกอยู่กลางฝูงชน หน้าต่างทุกบานของอาคารด้านข้างเส้นทางดำเนินเปิดออกโปรยกลีบดอกไม้ ลูก้าไม่เคยได้รับการต้อนรับแบบนี้มาก่อนแม้ตอนอยู่ในไฮแลนด์ โดยปกติแล้วชาวไฮแลนด์จะค่อนข้างเป็นพวกอนุรักษ์นิยม พวกเขาไม่ชอบงานรื่นเริง พอได้อยู่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องถวายพระพรแบบนี้แล้วลูก้าจึงรู้สึกเขินนิดๆแต่ก็รู้สึกยินดี
ขบวนเสด็จมาถึงเชิงเขาของเนินโจวสตันซึ่งเป็นที่ประชุมสำคัญของกลุ่มพันธมิตรโจวสตัน ต่อจากนี้ต้องเดินเท้าขึ้นไป หลังเปลี่ยนชุดในห้องรับรองแล้ว ลูก้าและซาร่าก็นั่งที่เก้าอี้ด้านหลัง ในห้องประชุมใหญ่ เหล่าผู้คนที่มานั่งรอบโต๊ะตัวใหญ่กลางห้องประชุมมีทั้งคนที่สวมเกราะหรูหรา ชายที่แต่งตัวไม่ต่างจากนักธุรกิจ บ้างก็เหมือนนักการทูต คนเหล่านี้ล้วนอยู่ในวัยราวๆสามสิบ ลูก้าเคยรู้มาว่ากลุ่มพันธมิตรประกอบด้วยหกเขตปกครองอิสระ คนพวกนี้คงเป็นผู้นำและตัวแทนของแต่ละเขตปกครอง “ถ้าไม่ได้มารวมหัวกันแบบนี้เจ้าพวกนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ พ่อชั้นคนเดียวยังปกครองไฮแลนด์ได้เลย” ลูก้าคิดแบบนี้ เขานั่งคิดถึงเรื่องที่เรียนมาทั้งเรื่องราวการก่อตั้งพันธมิตรและโครงสร้างที่หละหลวมทำให้เขารู้สึกเห็นใจพวกชาวเมืองที่ไม่ได้มีผู้นำที่เก่งเหมือนพ่อของเขา
“กษัตริย์ อากาเรส ไบลท์ แห่งราชอาณาจักรไฮแลนด์ เสด็จแล้ว!”
สิ้นเสียงประกาศ ประตูห้องโถงก็เปิดออก พ่อของลูก้าพร้อมด้วยสองคนสนิทเดินเข้ามา ทั้งห้องที่อึกทึกก็เงียบลง ทุกคนลุกขึ้นปรบมือถวายการต้อนรับกษัตริย์อากาเรสซึ่งทรงผ้าคลุมและสวมมงกุฎลายพื้นๆ เขาได้รับการต้อนรับมากกว่าคนอื่นๆในที่แห่งนี้ทั้งหมด
“ว้าว พ่อเยี่ยมไปเลย!” ลูก้าคิดในใจ
เขารู้สึกสับสนนิดๆที่พ่อเขาเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่ก็ลุกขึ้นและร่วมปรบมือด้วย
หลังพ่อของเขานั่งลงเรียบร้อยแล้วพิธีก็เริ่มต้นขึ้น ผู้นำองค์ประชุมคือดาเรลผู้ที่เป็นทั้งผู้ว่าเมืองมิวส์ และผู้นำกลุ่มพันธมิตรโจวสตัน เมื่อเทียบกับระเบียบพิธีที่ซับซ้อนของไฮแลนด์แล้ว ขั้นตอนต่างๆของโจวสตันเรียบง่ายกว่ามาก คำที่ใช้พูดก็ง่ายๆสื่อความได้ตรงๆ “ตอนนี้และต่อจากนี้ไป ขอเริ่มการประชุมว่าด้วยสันติภาพถาวรระหว่างราชอาณาจักรไฮแลนด์และพันธมิตรโจวสตัน”
ผู้แทนของแต่ละเขตการปกครองรวมทั้งกษัตริย์ไฮแลนด์ได้ลุกขึ้นกล่าวสัตยาบรรณ หลังกษัตริย์และดาเรลได้ลงนามในสนธิสัญญาแล้วเสียงปรบมือก็กระหึ่มไปทั้งห้องประชุม พิธีการจบสิ้นลงโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ
“อยากให้พิธีที่บ้านง่ายๆแบบนี้มั่งจัง” ลูก้าแอบพึมพำออกมา
สำหรับพิธีในไฮแลนด์นั้นจะต้องเชิญคนสำคัญจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ฮาร์โมเนียมากล่าวเยิ่นเย้อ ลูก้าต้องฝืนไม่ให้ตัวเองหลับ หลังจบพิธีพวกตัวแทนต่างพากันไปอีกห้องหนึ่งเพื่อทานอาหารร่วมกัน ภัตตาหารจำนวนมากวางอยู่บนโต๊ะใหญ่กลางห้อง เหล่าผู้คนที่มารวมตัวกันแต่งตัวหลากหลายกันออกไป พวกเขาต่างกินดื่มและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พ่อแม่ของลูก้าสนทนาอยู่ในวงใหญ่ แม่ของเขาสวมเสื้อสีเขียวเข้มเหมาะกับผิวสีงาช้างของเธอ มงกุฏที่เปล่งประกายทำให้หน้าผากเธอยิ่งดูงามขึ้นไปอีก เมื่อเทียบกับซาร่าแล้ว ผู้หญิงคนอื่นๆดูจืดลงไปทันที พ่อของเขาที่ยืนอยู่ใกล้ๆก็ดูยิ่งใหญ่ ทุกครั้งที่เขาพูดจะมีรอยยิ้มปรากฏอยู่เสมอ เด็กน้อยจ้องพ่อแม่ของเขาไม่ละสายตา
“เจ้าชายลูก้า คงยังไม่รู้สึกเบื่อสินะครับ”
เสียงนั้นทำเอาลูก้าสะดุ้งขึ้นมายืน พอหันไปก็พบดาเรลเจ้าของเสียง
“ม...ไม่หรอกครับ...” ลูก้าตอบตะกุกตะกัก
ถึงท่าทางจะดูดีแต่แววตาของดาเรลไม่ได้เป็นมิตร เหมือนเขามีประสงค์ไม่ดีอยู่ ลูก้ารู้สึกไม่ชอบแววตาแบบนี้
“ผมอยากแนะนำให้ท่านรู้จักลูกสาวของผม อนาเบล เธออายุใกล้เคียงท่านมากกว่าผม น่าจะเป็นเพื่อนคุยได้นะ”
เด็กผู้หญิงที่เดินตามดาเรลมา สวมกางเกงเหมือนผู้ชาย โพกผ้าแบบชาวบ้าน ทั้งสองคนอายุใกล้เคียงกันแต่ดูเผินๆเหมือนกับต่างกันถึงหกเจ็ดปี เธอมีตาและจมูกโต สีหน้ามุ่งมั่นทำให้ลูก้าแปลกใจเพราะไม่คิดว่าลูกสาวเจ้าเมืองจะมีมาดแบบนี้
“ชั้นชื่ออนาเบล ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
เธอยื่นมือมา พอเห็นแบบนี้ลูก้าก็คิดถึงตอนที่ผู้หญิงจากสังคมชั้นสูงยื่นมือมา บุรุษต้องจุมพิตบนหลังมือ เขาคิดว่าลูกสาวเจ้าเมืองคงอยู่ในกรณีเดียวกัน พอคิดแบบนั้นแล้วลูก้าก็ก้าวถอยไปเล็กน้อยก่อนคว้ามือเธอขึ้นมา ตอนนั้นอนาเบลก็จับมือลูก้าไว้แล้วเขย่า เขาหน้าแดงขึ้นมาด้วยความโกรธ ขณะที่เขาจะจุมพิตบนมืออนาเบล เธอกลับเขย่ามือเขา และพลาดมาโดนหน้าเข้าด้วยความที่ลูก้าตัวเล็กมาก แม้อนาเบลจะพยายามขอโทษแต่เขาก็ไม่ยอมยกโทษให้ หลังจากนั้นอนาเบลพยายามชวนเขาคุยหลายเรื่อง แต่เขาก็ทำเป็นไม่สนใจเธอ
“ยัยนั่นไม่มีมารยาทเลย ไม่มีการศึกษารึยังไง!? ถ้าอยู่ไฮแลนด์ยัยนั่นก็เป็นได้แค่กระเทยจับกังให้คนเขาเยอะเย้ย!” ลูก้าคิดในใจ
เขายังรู้สึกเสียหน้าไม่หาย ขณะนั่งรถม้ากลับบ้านเขาคิดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ความอับอายครั้งนี้ทำให้รู้สึกอยากตาย
“ฮึ่ย!” ลูก้าถอนหายใจออกมาดังลั่น
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก้า? ลูกดูท่าทางไม่ดีตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ”
พอเงยหน้าขึ้น ลูก้าก็เห็นแม่ตัวเองมองมาด้วยสายตาเป็นห่วง พวกเขานั่งรถกลับเหมือนตอนที่นั่งมา แต่รอบนี้คนที่มาด้วยเป็นบริวารหญิงสองคน คนควบม้าและองครักษ์นั่งอยู่ที่นั่งด้านหน้าที่ไกลจากที่นั่งของลูก้า
“ไม่มีอะไรหรอก ผมแค่เหนื่อยนิดหน่อยเอง”
ลูก้ายิ้มแบบฝืนๆ
“ลูกไม่เป็นไรแน่เหรอ? เรานั่งรถไม่ได้พักมานานแล้วนะ พอพ้นชายแดนเราไปหาที่นอนกันดีไหม อีกไม่ไกลหรอกลูก้า”
แม่ของลูก้าเอาผ้ามาห่มแล้วเกลี่ยผมของเขาให้ดูเรียบร้อย
“ห่มซะจะได้อุ่นๆ หรือลูกจะนอนตรงนี้เลยก็ได้นะ”
พอรู้ว่าแม่เป็นห่วงขนาดนี้เขาก็รู้สึกผิดที่โกหกแม่ ตอนนี้เขาไม่หงุดหงิดกับเรื่องเมื่อวานแล้ว
“เราโชคดีจริงๆที่มีแม่ที่วิเศษแบบนี้”
พอคิดแบบนั้นแล้วลูก้าก็คลุมผ้าห่มมิดศีรษะ ตามปกติแล้วพอถึงรูรูนอยล์จะมีคนมากมายเข้ามารายล้อม ลูก้าจะทำตัวเป็นเด็กติดแม่ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ เขาคิดว่าช่วงเวลาแบบนี้คงไม่ยาวนานนักก่อนจะผล็อยหลับไปขณะอิงตัวบนไหล่แม่
ไม่นานลูก้าก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น รถม้าสะเทือนอย่างรุนแรง ตะเกียงในรถสั่นจนเสียงฟังเซ็งแซ่ ลูก้าเกือบพลัดตกจากที่นั่งจึงคว้าประตูรถม้าไว้ทั้งที่ยังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น
“ม..แม่ อะไรเนี่ย เกิดอะไรขึ้น?”
“ขอบคุณพระเจ้า ลูกตื่นแล้ว”
แม่เสียงดังกว่าที่เคย ขณะที่คนรับใช้สองคนที่มาด้วยต่างหวีดร้องด้วยความตกใจ
“อย่าตกใจนะลูก้า ตอนนี้รถม้าถูกโจรจู่โจม”
“โจร?”
“คือ พวกนี้อาจเป็นโจรภูเขาหรือนักฆ่าแม่ก็ไม่แน่ใจ ตอนนี้เราถูกล้อมแล้ว ดูท่าทางจะหนีไม่ได้แล้วหละ”
“ทำไมล่ะ?”
ดูเหมือนลูก้ายังไม่ค่อยเข้าใจที่แม่พูดนัก เขาไม่เคยคิดว่าจะมีคนต้องการมาทำร้ายพวกเขา ถึงจะมีเรื่องอยากถามมากมายไม่หมดแต่ตอนนี้เขาพูดอะไรไม่ออก
“เดี๋ยวรถม้าจะหยุด ลูกรีบออกไปก่อนแล้วเอายกแขนป้องหน้าไว้นะ จะได้ไม่โดนล้อรถเข้า”
“แล้วแม่จะมาด้วยไหมครับ?”
“ไม่ ผู้หญิงอย่างแม่ดีแต่จะถ่วงให้ลูกหนีได้ช้าลง แม่จะพยายามดึงความสนใจพวกมันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ หนีไปคนเดียวนะลูก้า”
“ไม่เอา! ผมไม่ยอมทิ้งแม่ไปเด็ดขาด!”
“แม่เข้าใจความรู้สึกลูกดี แต่ทำตามที่แม่บอกเถอะนะ”
“ไม่! ผมจะอยู่กับแม่!”
ยังไม่ทันพูดจบดีแม่ก็ตบลูก้าเข้าที่แก้ม เธอกอดเขาไว้แน่น มองตาของลูก้าก่อนจะพูดขึ้น
“ฟังนะ ลูก้า ไบลท์ ลูกคือเจ้าชายเพียงหนึ่งเดียวของราชอาณาจักรไฮแลนด์ ชีวิตของลูกไม่ได้เป็นของลูกเพียงคนเดียว ลูกได้แบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ต่อประชาชนทั้งปวงของไฮแลนด์ไว้ พวกโจรมันไม่สนชีวิตของผู้หญิงคนเดียวอย่างแม่เท่าไหร่หรอก แต่ถ้ามันจับลูกได้ ลูกจะต้องตาย”
ลูก้าไม่คิดจะขัดขืนที่แม่พูดอีกต่อไป แม่เอาผ้าห่มคลุมศีรษะของเขาแล้วจุมพิตที่หน้าผากเบาๆ เธอเปิดประตูรถม้า ลมกระโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ตอนนี้รถยังคงวิ่งอยู่
“แม่รักลูกนะ ลูก้า”
หลังสิ้นคำลูก้าก็ถูกผลักออกมา ลูก้าตกจากรถลงมากระแทกพื้น แล้วกลิ้งหลายตลบ เขายกแขนกันหน้าไว้ตามที่แม่บอก เสียงรถม้าและกองโจรห่างออกไปเรื่อยๆ ความมืดเข้าปกคลุมบริเวณโดยรอบ ลูก้าซ่อนตัวใต้ผ้าห่ม ขณะกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เขากลัวตาย และนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกแบบนี้ สักพักเขาก็ได้ยินเสียงคนโห่ร้องและเสียงผู้หญิงหวีดร้องดังขึ้น
“ผมจะทำยังไงดี....ถ้าพวกมันฆ่าแม่ล่ะ?”
แค่คิดถึงสิ่งที่พวกโจรจะทำกับแม่ก็ทำให้เขากลัวขึ้นมา เขาหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความรู้สึกกลัวและสิ้นหวัง
“เสียงเมื่อกี้...ต้องเป็นเสียงแม่แน่ๆ เธอคงร้องขอให้ใครมาช่วย”
พอคิดแบบนั้นลูก้าก็ลุกขึ้นยืน แต่ขาเขาก็ไม่ยอมขยับ แม้เขาจะเก่งวิชาดาบ แม้ครูสอนดาบยังต้องทึ่งกับความสามารถของลูก้าบ่อยๆ แต่ครั้งนี้เขากลับก้าวขาไม่ออกด้วยความกลัว
“ช่วยที....ใครก็ได้ ช่วยที...”
ลูก้าเอามือป้องหูแล้วพูดเหมือนภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนนี้เขาได้เพียงรอให้มีใครสักคนมาช่วยพวกเขา
Chapter 2
กององครักษ์ของไฮแลนด์มาถึงตอนใกล้รุ่งสาง พวกเขาพบลูก้านอนตัวสั่นอยู่โคนต้นไม้ริมทาง พวกเขาพาลูก้าขึ้นรถแล้วทำแผลถลอกตามตัว ลูก้าคืนสติในเวลาเดียวกับที่เขานั่งรถมาถึงรูรูนอยล์ เขาแทบจะไม่เชื่อสิ่งที่เห็น พ่อเขานั่งอยู่บนบัลลังก์ ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายแม้แต่น้อย ราวกับว่าพ่อเขาไม่ได้ถูกพวกโจรเข้าจู่โจมเลย
“ลูก้า ขอบคุณพระเจ้า ลูกปลอดภัย”
เสียงของพ่อสั่นเครือผิดจากที่เคย หน้าเขาซีดเผือก มือกุมเข้าด้วยกันและตัวสั่น
“พ่อ ทำไมพ่อถึงตัวสั่นล่ะ?”
ลูก้ามองพ่อเขาแบบไม่ค่อยเชื่อตาตัวเอง ขณะที่ลูก้าเพิ่งฟื้นจากอาการช็อคเขาเห็นพ่อเขายังคงสั่นกลัวไม่หยุด
“แม่ล่ะ? แม่ปลอดภัยหรือเปล่า?”
“เราช่วยแม่ไว้ได้ก่อนเจอลูก เธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แต่ดูเหมือนยังคงช็อคอยู่ อย่าเพิ่งรบกวนเธอเลยนะ”
จากพิรุธของเขาทำให้ลูก้ารู้ว่าพ่อกำลังปกปิดอะไรบางอย่าง
“ตอนนั้นพ่ออยู่ที่ไหนล่ะ? ทำไมถึงไม่มาช่วยพวกเรา?”
ลูก้าตวาดออกมาเพราะคุมอารมณ์ไม่อยู่
“...พ่อเดินออกไปขอความช่วยเหลือ ยกโทษให้ด้วยนะที่พ่อช่วยพวกลูกไม่ได้ แต่ในฐานะกษัตริย์ของไฮแลนด์แล้ว พ่อยังตายไม่ได้”
“เพราะงั้นพ่อเลยไม่สนใจว่าผมกับแม่จะเป็นอะไรเลยงั้นเหรอ!?”
ขณะที่พูดกับพ่อของเขาอยู่ มองอีกมุมหนึ่งคือเขากำลังพูดกับกษัตริย์ของไฮแลนด์ ความเชื่อถือที่เขาเคยมีต่อพ่อพังทลายลง
“พ่อไม่มีทางเลือก ศัตรูมีมากเกินไป เรารับมือพวกมันไม่ไหวหรอก”
“พ่อก็เลยหนีไปอย่างงั้นเหรอ?”
“พ่อไม่ได้หนี! พ่อไปขอความช่วยเหลือ!”
พ่อตะโกนออกมาทั้งที่เสียงยังสั่น
“ท่านหนี เสด็จพ่อ เพราะกลัวท่านเลยหนีไป ทิ้งผมกับแม่ไว้แล้วหนีเอาตัวรอด”
ตอนนี้ลูก้าสูญศรัทธาที่เขาเคยมีต่อพ่อไปหมดสิ้น
“แม่อยู่ในห้องหรือเปล่า?”
ลูก้าพยายามคุมสติถามด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด แต่พ่อของเขาก็ยังไม่รู้สึกสบายใจนัก
“แบบที่พ่อว่าไปนั่นแหละ เธอเพิ่งหายจากอาการช็อคและกำลังหลับอยู่ เราอย่าเพิ่งไปกวนเธอสักพักแล้วกันนะ”
“สักพัก? จะให้รอนานแค่ไหนกัน? ทำไมผมถึงจะคุยกับแม่ไม่ได้?”
ลูก้าเริ่มขึ้นเสียงอีกครั้ง แต่เขาก็คิดว่าถ้าแม่ต้องการเวลาสักพักจริงๆเขาอาจมาหาแม่พรุ่งนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่พ่อพูดต่อไปนั้นทำให้เขาถึงกับอึ้ง
“จะนานแค่ไหนขึ้นกับอาการของซาร่า จนกว่าจะถึงตอนนั้นอย่าเพิ่งไปพบแม่เลยนะ จนกว่าพ่อจะอนุญาต”
“ไม่นะ! ทำไมล่ะ!?”
“ไม่มีทำไมทั้งนั้น! เข้าใจและทำตามที่พ่อพูดซะ!”
พ่อกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่จริงๆ แต่ก่อนที่ลูก้าจะได้เอ่ยปากถามอะไร พ่อก็เดินออกไปจากห้องโถง ดูเหมือนเขาเองก็หงุดหงิดไม่น้อย อีกทั้งยังไม่สามารถปลอบขวัญลูกชายที่เพิ่งฟื้นจากการบาดเจ็บได้
ขบวนถูกโจมตีหลังเคลื่อนเข้ามาในเขตไฮแลนด์ไม่นาน กองโจรกว่าสิบคนเข้าล้อมรถแต่ละคัน จากการรายงานขององครักษ์หลวง ศพของพวกโจรที่ถูกจัดการหายไปหมด จึงคาดว่าพวกนี้ไม่ใช่กองโจรปกติแต่อาจเป็นคนของกองทัพใดทัพหนึ่ง ตอนนี้สถานการณ์ภายในไฮแลนด์กำลังอยู่ในความสงบจึงไม่น่าจะมีการโจมตีจากทหารภายในไฮแลนด์ นั่นหมายถึงทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของพวกโจวสตัน ดาเรลเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งที่อากาเรสนึกออก ในงานเลี้ยงอาหารเขายิ้มแบบมีเลศนัย ลือกันว่าดาเรลไม่เห็นด้วยกับการลงนามสันติภาพครั้งนี้ เมื่อ 15 ปีก่อนตอนที่ฮันและเก็นคาคุพยายามสงบศึกและเกือบเป็นผลสำเร็จ ดาเรลเป็นคนที่พยายามขัดขวางการยุติสงครามด้วยวิธีอันสามานย์นานาประการ ดังนั้นการโจมตีครั้งนี้คนที่อยู่เบื้องหลังน่าจะเป็นดาเรลอย่างไม่ต้องสงสัย
โชคไม่ดีที่ไม่มีหลักฐานมัดตัว หากเขากล่าวหาดาเรลลอยๆอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไฮแลนด์และโจวสตันขึ้นมาอีก โจวสตันคงรวมพันธมิตรทั้งหมดมาบุกถล่มไฮแลนด์ ในขณะที่ไฮแลนด์นั้นเป็นได้แค่ศัตรูในสายตานานาประเทศและจะต้องต่อสู้แต่เพียงลำพัง หลังเกิดเรื่องนี้ขึ้นพวกเขาได้เพียงจัดการพวกโจรโดยไม่สามารถทำอะไรโจวสตันได้
อากาเรสนึกโทษตัวเอง ทั้งที่คิดถึงซาร่าและลูกชายแต่เขาต้องหนี เพราะเขาคิดว่าพวกโจรมุ่งโจมตีมาที่เขาเท่านั้น หากเขารอดไปได้ พวกซาร่าก็คงตามมาอย่างปลอดภัย ในตอนนี้เขาได้เพียงตำหนิตนเองที่คิดแบบนั้น ซาร่าได้รับบาดแผลที่ไม่มีวันเยียวยาได้อีกต่อไปแล้ว พอคิดถึงตอนที่ลูกชายที่มีผ้าพันแผลเต็มตัวตะโกนใส่เขาอย่างโกรธเคืองกลางห้องโถงมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดมาก
“รายงานความคืบหน้าพะยะค่ะ ฝ่าบาท”
ทหารหลวงนายหนึ่งเข้าห้องมาคุกเข่าลงรายงาน
“การดำเนินการปิดตายชายแดนด้านเหนือเสร็จสิ้นแล้ว รุ่งขึ้นจะทำการปิดตายด่านนางแอ่นเหนือทางใต้ของเคียโร่”
“ดีมาก ไปได้แล้ว”
อากาเรสพูดด้วยเสียงเย็นชา เขาอยากจับตัวพวกที่มาโจมตีวันนั้นให้ได้ทั้งหมด พวกมันมีประมาณห้าสิบคน พวกมันไม่มีทางผ่านชายแดนไปได้โดยไม่มีใครสังเกตแน่ พวกมันยังคงอยู่ในไฮแลนด์รอให้การเฝ้าระวังอ่อนลง อากาเรสคิดว่าจะต้องจับพวกนั้นมาทรมานให้คายชื่อผู้ว่าจ้างออกมาให้ได้
“ฉันจะไม่ปล่อยให้พวกมันลอยนวลเด็ดขาด!” อากาเรสตะโกนออกมาในห้องว่างเปล่า
“ยินดีต้อนรับกลับมานะ ลูก้า เสียใจกับเรื่องที้เกิดขึ้นด้วยนะ”
มาริเอลหญิงชรารูปร่างท้วมใหญ่ คอยลูก้าอยู่ในห้อง เธอเป็นคนรับใช้ให้ตระกูลไบลท์มานาน เธอเคยเป็นแม่นมของซาร่ามาก่อน และซาร่าก็พาเธอมาอยู่ที่นี่หลังแต่งงานกับตระกูลไบลท์ มาริเอลเลี้ยงดูลูก้ามาตั้งแต่เกิดและเป็นเหมือนยายของเขา บางเรื่องที่เขาไม่กล้าปรึกษาแม้แต่กับซาร่าเอง เขาจะมาคุยกับมาริเอล
“มาริเอล....” อารมณ์ที่ลูก้าพยายามกดไว้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงเข้าไปกอดมาริเอลไว้แน่น
“ผม...แล้วก็..แม่...”
ลูก้าอยากเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง ทั้งตอนที่หนีออกจากรถม้ามาคนเดียว ทั้งเรื่องที่ไม่สามารถช่วยอะไรแม่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเขาไม่อยากเป็นคนขี้ขลาดต่อหน้ามาริเอลและกลัวว่ามาริเอลจะทิ้งเขาไปอีกคน
“ลูก้า ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก แม่ของเธอกำลังพักฟื้นอยู่”
มาริเอลกล่าวขึ้นพลางลูบหัวลูก้าเบาๆ ความรู้สึกที่ลูก้ากดไว้ก็เอ่อขึ้นมาอีกครั้งจนเขากลั้นไว้ไม่ไหวและร้องไห้ออกมาขณะที่โอบมาริเอลไว้แน่น มาริเอลพยายามปลอบลูก้าเท่าที่จะทำได้
“ผม..ร้อง...ผมร้องไห้อย่างเด็กทารกเลย...”
ลูก้ารู้สึกอายขึ้นมาจึงพยายามหยุดร้อง
“ไม่หรอก ลูก้า เธอเจอเรื่องที่เลวร้ายมาก ไม่จำเป็นต้องอดทนเก็บมันไว้หรอกนะ อยากร้องก็ร้องออกมาเถอะ”
มาริเอลใช้ผ้าซับน้ำตาลูก้า พอได้ยินเธอพูดแบบนั้นเขาก็สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ขอบคุณมากนะฮะ ผมรู้สึกดีขึ้นแล้วหละ”
“บางคนอาจจะบอกว่าลูกผู้ชายไม่ควรหลั่งน้ำตา แต่ยายว่าไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ไม่ควรเก็บกลั้นความรู้สึกไว้หรอก แต่ขี้แยเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกันนะ”
ลูก้าเพิ่งสังเกตเห็นนัยน์ตาของมาริเอลแดงกล่ำ
“คุณมาริเอลร้องไห้เหรอ?”
“ถูกแล้ว พอรู้ว่าซาร่าและลูก้าต้องเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้แล้วฉันกลั้นน้ำตาไม่อยู่หรอก ยายเสียใจที่ไม่ได้อยู่กับพวกเธอตอนนั้น หากเกิดพวกเธอเป็นอะไรขึ้นมา ยายไม่รู้ว่าจะทำยังไง”
เธอน้ำตาคลอพร้อมที่จะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ
“ผมตกจากรถม้ามาเสียก่อน เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ พ่อไม่ยอมเล่าให้ฟังและไม่ยอมให้ผมเจอแม่ด้วย แม่บาดเจ็บมากหรือเปล่า? แม่ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมฮะ?”
ลูก้าถามด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก มาริเอลพยายามนึกหาคำพูดที่เหมาะสมก่อนเอ่ยขึ้นมา...
“ซาร่ายังมีชีวิตอยู่ เธอไม่ได้บาดเจ็บมากมายอะไร เธอแค่...ช็อคกับเรื่องที่เกิดขึ้น พวกบริวารที่ไปกับเธอถูกฆ่าตายหมด เธอคงช็อคมากแน่ๆ”
ลูก้าอึ้งไปชั่วขณะ คนที่นั่งมากับเขาเป็นบริวารของซาร่า เขาไม่รู้จักพวกนั้นดีนักแต่ก็รู้ว่าเป็นแค่หญิงสาว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องฆ่าพวกเธอด้วย การได้เห็นคนสนิทถูกฆ่าตายไปต่อหน้าคงเป็นภาพที่เลวร้ายอย่างไม่สามารถบรรยายได้สำหรับแม่ของเขา พอคิดแบบนั้นเขาก็เลือดขึ้นหน้า
“ไอ้พวกที่โจมตีเรามันเป็นใคร? ทำไมพวกมันต้องทำแบบนี้ด้วย?”
“เรายังไม่ได้ตัวคนร้ายแต่ตอนนี้กำลังพยายามหากันอยู่”
“...งั้นพวกมันก็ยังลอยนวลอยู่สินะ”
ตอนที่พวกองครักษ์มาพบตัวเขา ลูก้าคิดว่าพวกโจรคงถูกจับหมดแล้ว แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าพวกมันยังลอยนวลอยู่ที่ไหนสักแห่ง
“ตอนนี้เราปิดด่านชายแดนทั้งหมดและกำลังลาดตระเวนอยู่ ไม่นานก็คงจับพวกมันได้ เหลือแค่ว่าเมื่อไหร่ และพวกมันจะต้องรับโทษอย่างสาสม”
“รวมทั้งการลงทัณฑ์จากผมด้วย!”
ตอนนี้ความโกรธเกลียดก่อขึ้นในใจของลูก้า
“แต่ถึงจะลงโทษพวกมันยังไงสิ่งที่เสียไปแล้วก็ไม่มีวันได้คืน”
ที่มาริเอลพูดหมายความว่าไงกัน?
“นี่ มาริเอล ผมจะไปหาแม่ได้ไหม บางทีพอเห็นผมแล้ว แม่อาจจะรู้สึกดีขึ้นก็ได้นะ แม่พูดบ่อยๆว่าพอเห็นผมยิ้มแล้วแม่จะรู้สึกดี ช่วยพาผมไปหาแม่แล้วปิดอย่าให้พ่อรู้ได้ไหม?”
มาริเอลหลั่งน้ำตาออกมา
“ลูก้า เธอยังเด็ก เธอไม่เข้าใจหรอก ในเวลาแบบนี้ผู้ใหญ่ต้องการอยู่คนเดียวนะ ปล่อยเธออยู่สงบๆเถอะ”
ถึงคราวมาริเอลร้องไห้ คราวนี้ลูก้าเป็นฝ่ายปลอบเธอบ้าง
เช้าวันรุ่งขึ้นมีคนมาปลุกลูก้า แต่ไม่ใช่มาริเอลเหมือนที่เคย
“มาริเอลป่วยหนัก เราเลยส่งเธอกลับไปบ้านเกิด ตอนนี้เธอขอให้ผมรับหน้าที่มาดูแลคุณแทน”
ชายหนุ่มหน้าตาซึมเศร้าชื่อจอห์นคนนี้จะมาเป็นคนดูแลลูก้าตั้งแต่วันนี้ไป ลูก้าไม่เชื่อว่ามาริเอลจะจากเขาไปโดยไม่กล่าวอะไรเลยแบบนี้ เขาจึงถามทุกคนในปราสาทเกี่ยวกับอาการของแม่และที่อยู่ของมาริเอล แต่ทุกคนก็ตอบเหมือนๆกันหมดว่า “แม่ของท่านสบายดี แต่เธออยากอยู่คนเดียวตอนนี้ ส่วนมาริเอลได้กลับหมู่บ้านของเธอไปแล้ว” พอพูดจบพวกเขาก็รีบจ้ำไป เหมือนกับถูกสั่งไม่ให้พูดเรื่องของแม่และมาริเอล ช่วงเวลาอาหารที่ปกติเขาจะนั่งทานกับพ่อ แต่วันนี้พ่อเขาไม่ว่าง ลูก้าต้องทานข้าวคนเดียวขณะที่คนดูแลหน้าตาชวนเบื่อนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ
ลูก้ารู้สึกโดดเดี่ยว ปกติเขาเป็นคนขี้อายที่จะคุยได้กับแม่และมาริเอลเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขาไม่อยู่แล้ว ชายชื่อจอห์นคนนี้ก็ดูเหมือนองครักษ์มากกว่าผู้ดูแล เขาเอาแต่เดินตามต้อยๆโดยแทบจะไม่เอ่ยปากพูดอะไรกับลูก้าแม้แต่คำเดียว ลูก้าต้องทนอยู่แบบนี้ถึงสิบวัน คืนของวันที่สิบ จอห์นบอกว่าตัวเขาต้องรีบนอนจึงพาลูก้าเข้านอนเร็วกว่าปกติ ลูก้าฉวยโอกาสนี้ลุกลงจากเตียงแล้วมองลอดผ่านรูกุญแจเข้าไปในห้องของจอห์นเขากำลังอ่านหนังสืออยู่ ห้องของลูก้าอยู่ด้านในสุด เขาจึงไม่มีทางออกไปข้างนอกได้ถ้าไม่ผ่านห้องของจอห์น แต่ลูก้ารู้เส้นทางลับที่เขาใช้โดดเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่แสนน่าเบื่อ มาริเอลก็รู้แต่จอห์นไม่รู้ ลูก้ารีบเปลี่ยนชุดและคว้ารองเท้าคู่ที่เบาที่สุดมา โดยพยายามไม่ให้เกิดเสียง ลูก้าเปิดหน้าต่างแล้วปีนออกมาข้างนอก คอของเขาสูงระดับเดียวกับขอบหน้าต่างทั้งที่ครั้งล่าสุดที่เขาใช้เส้นทางนี้ขอบหน้าต่างสูงพอๆกับจมูกเขา ทำให้ลูก้ารู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นเยอะ ด้านนอกมีแง่ยื่นออกมาจากผนังกว้างพอให้ลูก้าเดินได้ เขาค่อยๆคืบไปช้าๆ ถัดจากห้องนอนคือห้องนั่งเล่นของเขา และถัดไปอีกคือห้องของจอห์น ลูก้าก้มตัวเพื่อไม่ให้จอห์นเห็นทั้งที่ม่านนั้นปิดอยู่ ห้องถัดไปอีกก็คือห้องนอนของแม่เขา ไฟในห้องปิดอยู่ ลูก้าพยายามใช้แสงสลัวๆจากด้านนอกเพ่งเข้าไปข้างใน ดูเหมือนไม่มีใครอยู่ในห้อง เขาลองเปิดหน้าต่างดูแต่มันล็อค พอลองไปห้องถัดไปอีกก็ปิดไฟอยู่เหมือนกัน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?”
ลูก้าเปิดหน้าต่างขึ้น บานนี้ไม่ได้ล็อค เขาเข้ามาในห้องและสำรวจดูรอบๆ ดูเหมือนไม่มีใครอยู่ในห้องนี้มาสักพักแล้ว เขาตรงไปที่เตียงแต่ก็ไม่มีใครนอนอยู่ เขาสัมผัสลงบนฟูกและรู้สึกถึงกลิ่นแม่ที่ยังคงเหลืออยู่ ลูก้ากอดฟูกนั้นไว้แน่น
“แม่ฮะ...”
แล้วน้ำตาก็เอ่อออกมา ลูก้าวางฟูกกลับลงที่เดิม เขาลองเปิดตู้เสื้อผ้าและพบว่าเสื้อผ้าหายไปหลายชุด ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าแม่ไม่ได้อยู่ที่นี่มาสักพักนึงแล้ว ลูก้ากลับมายังห้องนั่งเล่นและตรงมายังทางเดิน ตอนนี้เขาไม่สนว่าจะถูกจอห์นพบแล้ว เขาตรงมายังห้องของพ่อบนชั้นสาม จอห์นรีบออกมาจากห้องตามลูก้ามา
“พ่อ!”
ลูก้าตวาดขึ้นทันทีที่เปิดประตูห้องพ่อเข้ามา
“แม่อยู่ที่ไหน? แม่ไปไหนแล้ว!?”
พ่อของเขากำลังนั่งอยู่คนเดียวบนโซฟาในห้องนั่งเล่นส่วนตัว เขามองลูก้าด้วยสีหน้าตกใจ ถึงจะไม่ได้เจอกันเพียงสิบวัน แต่รู้สึกว่าพ่อของเขาเหมือนแก่ลงไปมาก มีรอยเหี่ยวขึ้นที่ขอบตาอย่างเห็นได้ชัดเจน
“ขอประทานอภัย!” จอห์นที่วิ่งตามมาขอโทษพ่อของลูก้า
“อย่าน่า ลูก้า กลับไปห้องเถอะนะ”
จอห์นคว้าแขนลูก้าไว้แล้วพยายามลากเขากลับห้อง แต่พ่อก็มองจอห์นเหมือนเป็นสัญญาณให้ปล่อยลูก้า แล้วอนุญาตให้จอห์นกลับไปได้
“มาพูดกันให้ชัดๆเลยดีกว่า”
พออยู่กันเพียงสองคน พ่อของลูก้าก็เริ่มพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศเย็นชานี้
“เจ้าก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะ เจ้ามีสิทธิ์ที่จะรู้ทุกอย่างแล้ว”
ดูเหมือนคราวนี้พ่อของเขากำลังจะเปิดเผยบางเรื่องออกมา
“จากการโจมตีครั้งนั้นเราสูญเสียไปมาก พวกเราไปมิวส์ทั้งหมด 24 คน แต่คนที่รอดกลับมาได้มีเพียงเจ้า พ่อ ซาร่า แล้วก็บริวารอีกสองคน อีก 19 คนที่เหลือถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม พวกมันตั้งใจไว้ชีวิตซาร่า ที่เจ้ารอดมาได้นี่ก็นับว่าปาฏิหารย์แล้ว”
เมื่อได้ยินแบบนี้ลูก้าก็ใจหายจนลำคอแห้งผาก เขาตระหนักขึ้นว่าหากไม่ใช่เพราะแม่ของเขาแล้ว ตอนนี้เขาคงถูกฆ่าตายไปเรียบร้อย
“แม่...จริงๆแม่หนีออกมาจากรถได้ แต่แม่กลัวว่าจะถ่วงให้พวกเราหนีได้ช้าลง เธอเลยอยู่ในรถ เพื่อดึงความสนใจพวกมัน”
พ่อลูก้าพยักหน้า
“นั่นแหละคือแม่ของเจ้า เพราะอย่างนั้นเจ้าถึงเป็นคนเดียวที่อยู่ไกลจากที่เกิดเหตุขนาดนั้นสินะ”
เขาพูดเหมือนกับว่าแม่ของลูก้าตายไปแล้ว พอได้ยินแบบนี้ก็ทำให้เขาเกลียดพ่อมากขึ้นไปอีก ทั้งที่หากพ่อช่วยเธอไว้ได้เรื่องแบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่พ่อกลับพูดเหมือนแม่เป็นคนอื่นไกล
“เราไม่มีพยาน เลยไม่รู้ว่าแต่ละคนถูกฆ่าตายยังไง แต่พวกผู้หญิงถูกฆ่าตายหลังโดนย่ำยีแล้ว ...แม่ของลูกเองก็ถูกย่ำยีเช่นกัน”
ลูก้าไม่เข้าใจที่พ่อพูด
“พ่อ? ย่ำยีนี่หมายความว่าไงเหรอ? พวกนั้นทำเสื้อผ้าพวกเธอเปื้อนเหรอ?”
พ่อของเขาหน้าแดงขึ้นมา
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ตอนนี้หรอก แต่ยังไงตอนนี้ซาร่าก็จิตใจบอบช้ำมาก”
“แล้วเมื่อไหร่แม่จะหายล่ะ?”
พ่อของลูก้าส่ายหน้า
“ไม่มีใครบอกได้ แผลทางใจมีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะเยียวยาได้”
“แล้วทำไมพ่อถึงไม่ยอมให้ผมพบแม่ล่ะ ถ้าได้เจอแม่ แม่ต้องดีขึ้นแน่ เพราะแม่บอกว่าแม่รักผม!”
พูดจบลูก้าก็ร้องไห้ นั่นคือคำสุดท้ายที่แม่พูดบนรถม้าทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน เหมือนกับเธอเตรียมใจที่จะตายแล้ว
“ขอร้องล่ะท่านพ่อ! ให้ผมไปหาแม่เถอะ! ผมอยากพบแม่!”
ลูก้าทรุดลงกับพื้นแล้วร้องไห้ไม่หยุด
“ยืนขึ้นเดี๋ยวนี้ ลูก้าไบลท์!”
เสียงพ่อตวาดทำเอาลูก้าต้องรีบยืนขึ้นแล้วเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อ
“พ่อรู้ว่าเจ้ารักแม่มาก แต่ผู้ที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ของไฮแลนด์จะต้องไม่อ่อนไหวกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้”
“เรื่องไม่เป็นเรื่องงั้นเหรอ...?”
“อาการของแม่ไม่ได้เลวร้ายอะไร เธอแค่ต้องการเวลา ไม่มีใครช่วยเธอได้นอกจากตัวเธอเอง เจ้าก็จะ 11 ขวบแล้วนะ สมควรแก่เวลาที่จะต้องผละอกแม่แล้ว”
พ่อเข้ามาโอบลูก้าไว้ ทำเอาเขาตกใจเพราะพ่อไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน
“ลูก้า จงตั้งใจเรียนและทำให้แม่ของเจ้าภาคภูมิใจ นั่นคือวิธีการตอบแทนที่แม่ช่วยชีวิตเจ้าไว้อย่างดีที่สุด”
นี่เป็นการแสดงความรักอย่างสูงสุดเท่าที่พ่อของเขาจะทำได้ แต่ลูก้ายังไม่รู้สึกยอมรับความรักจากพ่อเขานัก และเขาก็ยังมีเรื่องที่อยากจะรู้
“พ่อ เราจับพวกโจรได้รึยัง?”
พ่อรีบเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นพ่อหลวงของไฮแลนด์อีกครั้ง ก่อนวางมือบนไหล่ของลูก้า
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก เราปิดชายแดนไว้หมดแล้ว แค่มดสักตัวยังผ่านออกไปไม่ได้เลย อีกไม่นานเราต้องจับพวกมันได้แน่”
ซึ่งเหมือนกับที่มาริเอลพูดไม่ผิดเพี้ยน นั่นคือไม่ได้มีอะไรคืบหน้าไปเลย
“พ่อตั้งใจหาจริงๆรึเปล่าเนี่ย”
“เงียบนะ ทำไมเจ้าถึงบังอาจขนาดนี้!”
อารมณ์พ่อของเขาวูบขึ้นมาทันที
“ไม่ใช่เจ้าคนเดียวนะที่โกรธแค้นพวกมัน พ่อเองก็อยากสับพวกมันให้เป็นหมื่นชิ้น ซึ่งก็คงยังไม่สาสม แต่เรายังจับพวกมันไม่ได้แค่นั้น!”
พ่อทำหน้าละอาย ลูก้าเองก็รู้ว่าพ่อเจ็บปวดและไม่อยากเห็นพ่อเขาที่เป็นเหมือนในตอนนี้จึงพยายามเบือนหน้าไปทางอื่น ถึงจะยังไม่รู้สึกตัว แต่ตอนนี้ลูก้ารู้สึกอยากให้มีใครมารับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาคิดว่าถ้าโยนความผิดให้ใครสักคนไปแล้วความเจ็บปวดทั้งหลายก็จะทุเลาลงไปด้วย และพ่อของเขาก็เหมาะที่จะเป็น “ใครสักคน” อย่างที่สุด แต่พอเห็นพ่อกำลังทนทุกข์อยู่แบบนี้แล้วก็ยากที่จะเกลียดพ่อลง
“พอแค่นี้นะ ไปได้แล้ว” พ่อพูดขณะยังก้มหน้าอยู่ แต่ลูก้าก็ยังไม่ได้ถามสิ่งที่อยากถามมากที่สุด
“ขอผมถามอีกเรื่องนะ ตอนนี้แม่อยู่ไหน?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ตอนนี้ แค่ทำเรื่องที่ควรทำก็พอแล้ว”
ลูก้าเดินออกจากห้องไป
อากาเรส ไบลท์รู้สึกแย่ ลูกชายเขายังเป็นเด็กมากกว่าที่เขาเคยคิด เขาเล่าเรื่องจริงที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังขยาดให้ลูกฟังเพราะรู้ว่าถึงจะโกหกไปก็ไม่มีทางหลอกลูกเขาได้ เขาหวังว่าหากรู้ความจริงขึ้นมาลูก้าจะเลิกคิดเรื่องแม่ของเขา แต่ก็เปล่า หากลูก้ารู้ว่าแม่อยู่ที่ไหนเขาคงพยายามทุกวิถีทางเพื่อไปหาแม่ ตั้งแต่เล็ก ลูก้าเป็นคนที่ไม่ฟังใครหากแต่จะทำตามที่ตัวเองคิดเท่านั้น จากคำบอกเล่าของฮัน ครูดาบของเขาบอกว่าฝีมือของลูก้านั้นยอดเยี่ยมมาก เขาสามารถรับมือศัตรูห้าคนพร้อมๆกันได้ แม้ฮันจะอายุมากแต่เขาก็ยังคงเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดของไฮแลนด์ เพราะฉะนั้นหากลูก้าออกเดินทาง คงไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไร
แต่อากาเรสก็ยังไม่กล้าเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ของลูก้า เขารักลูกมาก แต่งานที่ล้นมือทำให้เขาต้องทิ้งให้ลูกอยู่กับซาร่าและมาริเอลเสียส่วนใหญ่ ตอนเขาโอบลูกเมื่อสักครู่ลูก้ารู้สึกเกร็ง พ่อที่ไม่เคยกอดลูกมาก่อนพอทำแบบนี้แล้วก็ไม่ต่างจากคนแปลกหน้าคนหนึ่งมากอดเขาอยู่ เขารู้ได้ว่าในแววตาของลูก้ามีแต่ความโกรธเกลียด หากมาริเอลยังอยู่เธออาจห้ามลูก้าได้ แต่ตอนนี้มีที่ๆหนึ่งที่ต้องการเธอมากกว่า
อากาเรสสั่นกระดิ่งหัวโต๊ะ
“รับบัญชา พะยะค่ะ!” บริวารนายหนึ่งเข้ามาในห้อง
“จับตาดูลูก้าไว้ให้ดีนะ แล้ว...คนนั้นชื่ออะไรแล้วนะ คนดูแลลูก้าน่ะ?”
“หมายถึงจอห์นหรือครับ?”
“ใช่ ปลดหมอนั่นแล้วให้คนอื่นมาดูแลลูก้าซะ เป็นผู้หญิงสูงอายุได้ยิ่งดี”
“รับทราบ”
“แล้วกำชับกันมากขึ้นไปอีก ห้ามให้ลูก้ารู้ที่อยู่ของซาร่าเป็นอันขาด”
“รับทราบ”
หลังบริวารออกไปแล้ว อากาเรสก็อยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง เขาทำทุกอย่างเท่าที่เขาจะสามารถทำได้แล้ว แต่ความทุกข์ก็ยังคงรุมเร้าในจิตใจ เขาต้องการภรรยามาอยู่เคียงข้าง แต่ตอนนี้เธออยู่ในที่ๆไกลแสนไกล...
Chapter 3
คนดูแลคนใหม่ยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีก
เธอไม่ค่อยฉลาดและยังทำเหมือนลูก้าเป็นเด็กเล็กๆ ลูก้าไม่ชอบที่เธอเรียกเขาว่า “ชายน้อย” ตลอดเวลา แต่ก็ต้องจำใจยอมทน แต่เธอก็ไม่รู้ว่าลูก้าเชื่อฟังเธอมากน้อยแค่ไหนเพราะเธอตาบอด
ครึ่งปีผ่านไปหลังจากเหตุการณ์นั้น ลูก้าอายุ 11 ปี เขาจำเรื่องในงานฉลองวันเกิดของตัวเองไม่ค่อยได้ รู้แค่ว่าเขาถูกเชิญไปนั่งฟังคำอวยพรจากพ่อและเหล่าบริวาร เขาคิดถึงแม่ ปกติแล้วแม่จะเป็นคนแรกที่กล่าว “สุขสันต์วันเกิดนะ ลูก้า” ในตอนที่ฟันน้ำนมซี่สุดท้ายหลุด มาริเอลจะเป็นคนกล่าวคำสวดขอพรก่อนขว้างฟันน้ำนมออกไป ลูก้าเก็บฟันน้ำนมไว้เพื่อรอมาริเอลกลับมา แต่แม้จะไม่มีการขอพร ฟันแท้ของเขาก็งอกขึ้นมาแข็งแรง
ตอนนี้ลูก้าได้งานอดิเรกใหม่
ครั้งหนึ่งเขาเผลอตีแมลงที่บินผ่านมาตาย ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงอะไรมากมาย แต่นั่นทำให้เขารู้สึกยินดีที่ได้คร่าชีวิตหนึ่งไป พอคิดว่าแมลงจะอยู่หรือตายขึ้นกับอารมณ์ของเขาแล้วก็ทำให้ลูก้ารู้สึกเหมือนทำได้ทุกอย่าง เขาได้ลองจัดการสัตว์ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ – แมงมุม, ผีเสื้อ, ด้วง กระทั่งนก, กระต่าย, สุนัข ...เขารู้สึกเป็นสุขที่ได้ทรมานพวกมัน รู้สึกตัวอีกทีพวกมันก็กลายเป็นเศษเนื้อไปแล้ว ซากขากระต่ายเปรอะเลือดทำให้เขารู้สึกผิด แต่เขายังคงจดจำความรู้สึกปิติตอนที่ได้เล่นกับความเป็นความตายของมันได้ทำให้เขาเสพย์ติดงานอดิเรกพิสดารนี้เสียแล้ว
พวกโจรยังคงลอยนวลอยู่ บ้างก็ว่าพวกมันไม่ได้อยู่ในไฮแลนด์แล้ว พ่อของเขาก็ทำงานราชปกติเหมือนกับแทบจะไม่สนใจเรื่องนั้นอีกต่อไปแล้ว ลูก้ายังคงไล่จัดการสัตว์เล็กไปเรื่อย พอคิดว่าพ่อเขาคงไม่มีทางทำแบบนี้ก็รู้สึกสมเพชพ่อตัวเองขึ้นมา
ตอนนี้ลูก้ารู้แล้วว่าแม่เขาอยู่ที่ไหน เขาแอบได้ยินพวกคนใช้คุยกันและรู้ว่าแม่อยู่ในหมู่บ้านขุนนางในเมืองเคียโร่ ที่ๆพวกเขาเดินทางไปพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนของทุกปี เขาเตรียมตัวเดินทางออกจากปราสาท เตรียมเสื้อผ้าเก่าๆ, อาหาร, และเชือกสำหรับโรยตัวหนี เขาเตรียมไว้กระทั่งลูกม้าตัวหนึ่งผูกอยู่แยกจากม้าตัวอื่นๆในวัง ในวันที่เตรียมการเสร็จเรียบร้อย เขาตื่นตั้งแต่เช้ามืด เปลี่ยนชุด, เตรียมกระติกน้ำ, ใส่อาหารและผ้าห่มลงในถุง ผูกเชือกไว้กับขาเตียงแล้วโรยลงมานอกหน้าต่าง เขาปีนลงมาข้างล่าง แล้วปลดเชือกลูกม้าที่เตรียมไว้ เขาไม่มีเวลาเตรียมอานม้า ลูก้าชักมีดออกจากเอวมาตัดผมม้าและผมของเขาให้สั้นลงก่อนเอาฝุ่นละเลงตัวทั้งเขาและม้าไว้ เพื่อไม่ให้ใครจำได้ ยามที่เฝ้าระวังอยู่คิดว่าลูก้าเป็นเพียงคนเลี้ยงม้า เขาจึงผ่านออกมาได้โดยไม่มีปัญหาอะไร
การได้ควบม้าออกมาสู่โลกกว้างทำให้เขารู้สึกสดชื่น ก่อนรุ่งสางเส้นทางสัญจรยังไร้ผู้คน มันจึงเหมือนเป็นถนนของลูก้าคนเดียว พอเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก็รู้สึกถึงกลิ่นของฤดูใบไม้ร่วง ผ่านมาครึ่งปีแล้วหลังจากที่เขาได้สูดอากาศที่แท้จริงของโลกภายนอกคราวก่อน อากาศยามนี้ไม่หนาวหรือร้อนเกินไปนัก การเดินทางของลูก้าเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีสัตว์ป่าข้างทางเข้ามาโจมตีแต่พวกมันก็ไม่ใช่คู่มือของลูก้าที่ฝึกดาบมาอย่างช่ำชอง เขาคิดว่าจะลองจับพวกมันกินเพื่อประหยัดเสบียงที่เตรียมไว้ แต่ก็รู้สึกว่าแบบนั้นมันป่าเถื่อนเกินไป
ยามสนทยาของวันต่อมา เขามาถึงเขาเท็นซัน หลังข้ามเขามาแล้วเคียโร่จะอยู่เพียงเบื้องหน้า เขาวางสัมภาระไว้บนหลังม้าแล้วจูงม้าเดินเท้าลงเขามา พอขี่ม้าไม่สวมอานนานๆเข้าก็ทำให้เขารู้สึกปวดหลัง เขารู้สึกคอแห้ง แต่น้ำที่เตรียมมาก็เหลือน้อยเต็มทนจึงฝืนเดินทางต่อไป
“เฮ่ เจ้าหนู”
เสียงที่ตะโกนเรียกทำเอาเขาชะงักไป มีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ตรงช่องทางลงเขา ชายที่อยู่ตรงหน้าจ้องมองเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร และยิ้มแบบเสแสร้ง ลูก้าพยายามไม่สนใจและจูงม้าเดินต่อไป
“เฮ้ย ทำเป็นไม่สนใจเหรอ ฉันอุตส่าห์ทักดีๆแล้วนะ ดูท่าทางเธอกับเจ้าม้าตัวงามตัวนี้จะเหนื่อยมากแล้วนะ”
พอได้ยินเขาพูดเรื่องม้าลูก้าก็หันกลับไปดูม้าของเขาที่ดูท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเต็มทน และลูก้าก็ยังไม่ได้ให้น้ำมันกินเลย
“ฉันมีอะไรดีๆมาให้ สนใจมั้ย?”
ชายผู้นั้นคว้าลูกแพร์สองผลออกมาจากถุง ถึงจะลูกเล็กแต่ก็ดูท่าทางน่ากิน
“รสมันเยี่ยมเขียวหละ แค่กัดเข้าไปคำนึงพวกเธอจะหยุดกระหายเป็นปลิดทิ้งเลย”
“ขอผมได้ไหมครับ?”
ลูก้ารับข้อเสนอของชายผู้นี้แบบไม่ต้องคิดอะไร
“เอาสิ ฉันยกให้”
เขามอบลูกแพร์ทั้งสองลูกให้ลูก้า ลูก้าเอาให้ม้าลูกนึงและกินเองอีกลูกนึงอย่างหิวโหย ลูกแพร์ไม่ได้หวานมากมายแต่ก็ช่วยให้เขาหายคอแห้งไปได้
“อร่อยใช่ไหมล่ะ?” เขากล่าวด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
“ครับ อร่อยมากเลย ขอบคุณมากนะครับ”
ลูก้าโค้งขอบคุณแต่ชายคนนี้กลับยื่นมือมา
“จ่ายมา 500 พ็อช ฉันไม่ได้บอกว่าจะให้ฟรีๆนี่นะ”
“จ่าย?”
“โอ๊ะๆๆ คิดว่ามีคนดีขนาดเสนอของฟรีให้เลยรึไง ฉันผิดเองที่ไม่ได้บอกก่อน แต่ฉันก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกันนะ เข้าใจไหม?”
ลูก้าไม่เข้าใจว่าชายคนนี้พูดเรื่องอะไรเพราะเขาไม่เคยต้องจ่ายค่าอาหารมาก่อน แต่เขาก็เข้าใจว่าพ็อชหมายถึงเงิน เขาเรียนมาว่าเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ และมีบทบาทสำคัญอย่างมากในวงการค้า
“ขอโทษครับ ผมไม่มีเงิน”
ชายผู้นี้เปลี่ยนสีหน้าทันที
“ไม่มีเงินหมายความว่าไง!? ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย! แกมากินของๆฉัน! ถ้าไม่มีเงินจะจ่ายก็เอาลูกแพร์คืนมาเดี๋ยวนี้!”
เขาตวาดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ลูก้าไม่เคยถูกตวาดแบบนี้มาก่อนเขาเลยรู้สึกว่าคนๆนี้น่ากลัวมาก
“ถ้าฉันมีกำลังสักนิดคงไม่ปล่อยให้หมอนี่ทำแบบนี้หรอก” ลูก้าคิดในใจ
“เฮ้ย มัวเงียบทำไมอยู่ แกจะใช้คืนฉันยังไง ตอบมาซิ!”
เขาคว้าคอเสื้อลูก้ามาเขย่าอย่างแรง จนลูก้ามึนหัวและหายใจไม่ออก ทั้งยังตกใจกลัว
“ข...เข้าใจแล้ว.. คุณจะให้ผมทำยังไงก็ยอม”
เขาปล่อยลูก้าลงกับพื้นแล้วเตะเข้าที่ลำตัวทำเอาลูก้าถึงกับจุกและเกือบอ้วกออกมา
“พูดงี้ซะแต่แรกก็สิ้นเรื่อง ฉันจะเอาลูกม้าของแกไปแทน”
ชายผู้นี้คว้าบังเหียนม้าไว้แล้วผูกเข้ากับรถม้า
“ฉันจะคืนสัมภาระของแกให้ นี่ฉันปราณีแล้วนะ ไปละ”
เขาเหวี่ยงข้าวของลงมาตรงหน้าลูก้า และลงเขาไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ลูก้าพูดอะไรไม่ออก แต่เขาก็ต้องเดินทางต่อไป ลูกม้าตัวนี้เป็นของขวัญวันที่ลูก้าอายุครบเจ็ดปีจากพ่อแม่ของเขา เขารู้สึกเจ็บใจตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้ “ฉันจะฆ่าแก” แว่บเข้ามาในหัววูบหนึ่ง แต่เขาก็คิดว่าการฆ่าคนเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเด็ดขาด ลูก้าเดินคอตกมาเรื่อย ในที่สุดเขาก็มาถึงเชิงเขา เขารู้สึกว่าแม่ของเขาอยู่แค่ตรงหน้านี้แล้ว ลูก้าคิดว่าจะขอให้แม่ซื้อม้าตัวใหม่ให้และคราวนี้เขาอยากได้ตัวโตๆ
“แม่อาจดุเรา แต่เธอคงดีใจที่ได้เจอเราอีกครั้ง”
พอคิดเรื่องแม่ก็ทำให้เขามีกำลังใจออกเดินอีกครั้ง เขาเดินมาเรื่อยจนผล็อยหลับไปกลางทางคืนนั้น
วันต่อมาลูก้าออกหาแหล่งน้ำ เขาเพิ่งดื่มน้ำที่เตรียมมาหมดกระติกไปเมื่อบ่ายวันนี้ เดินมาสักพักเขาก็ได้ยินเสียงน้ำไหล เขาเดินออกจากเส้นทางสายหลักมาไม่ไกลก็พบตาน้ำผุดขึ้นจากซอกหิน น้ำไหลเอื่อยเส้นเล็กเสียจนดูเหมือนเส้นผม ลูก้าพยายามเอามือจ้วงเข้าไปในรอยแยกของหินเพื่อตวงเอาน้ำแต่ก็ไม่ถึง ช่วงฤดูใบไม้ผลิน้ำอาจไหลแรงแต่ตอนนี้มันเต็มไปด้วยโคลนปนและดูไม่น่าจะดื่มได้เขาจึงละความพยายามแล้วออกเดินต่อไปจนมาถึงเคียโร่
เขาเห็นหมอกสีม่วงที่ดูแปลกตา พอเข้าไปใกล้ก็พบดอกเบญจมาศสีม่วงอ่อนสูงระดับอกบานปกคลุมพื้นที่ ตัวลูก้าเองไม่สนใจดอกไม้ แต่เขารู้ว่านี่เป็นดอกไม้ที่แม่เขาชอบ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เธอจะมากับบริวารสองสามคน ลงเขามาเก็บดอกไม้ไปตกแต่งปราสาท
“อี๋ เก็บหญ้าแบบนี้มาอีกแล้วเรอะ” พ่อของเขาจะแหย่แม่แบบนี้ประจำ และแม่ก็จะตอบว่า “ฮื่อ มันทำให้เรานึกถึงความทรงจำดีๆแต่เก่าก่อนนะ” แล้วแก้มเธอจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและยิ้มออกมาเล็กๆ
เขาจำใบหน้านั้นได้แม่น ทำให้ลูก้าอยากพบแม่ของเขาเร็วที่สุด เขารักแม่มาก เขาจะไปหาเธอและกอดเธอไว้ให้แน่น ลูก้าเก็บดอกไม้ เขาตั้งใจจะเอาไปฝากแม่ ก่อนจะออกเดินต่อไป
Chapter 4
ลูก้ามาถึงหมู่บ้านในเคียโร่ยามค่ำ ยามที่เฝ้าประตูอยู่ไม่รู้จักลูก้า แม้ลูก้าจะพยายามอธิบายว่าเขาคือเจ้าชายแห่งไฮแลนด์แต่ด้วยผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าสกปรก ยามก็ไม่ยอมให้เขาผ่านเข้าหมู่บ้าน ลูก้าพยายามคุมสติตัวเอง และโชคดีที่เขามาที่นี่ทุกปีจนรู้เส้นทางลับ เขาลอดกำแพงสูงเข้ามาในสวนของหมู่บ้าน มันดูต่างไปจากสวนที่เขาเคยเห็นในช่วงฤดูร้อน ยามใบไม้ร่วงสวนดูเหงาหงอยไร้ซึ่งชีวิตชีวา ไม่มีดอกไม้ผลิบาน แม้แต่น้ำพุก็ไม่ไหล
สักพักเขาได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดังออกมาจากทางเดินหลักของคฤหาสน์ พอหันมองตามไปก็พบแม่ของเขาอยู่ที่นั่น เธอดูซูบเซียวไปมาก มือและเท้าที่โผล่ออกนอกเสื้อนอนดูผอมแห้งเหมือนตะเกียบ แต่ท้องกลับโตขึ้น ผมที่เคยยาวสลวยถูกตัดให้สั้นลง ดูเหมือนเธอไม่ได้สางผมมานาน ผมของแม่จึงไม่มีประกายเหมือนแต่ก่อน แต่ยังไงเธอก็คือแม่ของเขาไม่ผิดเพี้ยน เธอนั่งลงบนเก้าอี้โยกแล้วร้องเพลงกล่อมลูกขณะทอตุ๊กตา
ความปิติถาโถมเข้าสู่หัวใจจนลูก้าถึงกับรู้สึกแน่นอก
“แม่ครับ!”
ลูก้ารีบวิ่งออกมาหาแม่เขาอย่างเร็ว
แต่ทว่า...
ทันทีที่เขาสัมผัสมือแม่ เธอหวีดร้องออกมาดังมาก แล้วขึ้นไปคลุมโปงอยู่บนเตียง เธอพูดพึมพำเหมือนสวดมนต์หรืออะไรสักอย่าง ก่อนจะทึ้งผมของตัวเอง
“แม่ครับ! สงบสติหน่อยสิ นี่ผมเองนะ ลูก้าไง”
ลูก้าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาคิดว่าคนคนนี้เป็นแค่ผู้หญิงที่ดูคล้ายแม่ของเขาหรืออย่างไร ลูก้าคิดว่าหากแม่ได้เห็นหน้าเขาชัดๆคงช่วยให้เธอคืนสติได้ เขาประคองหน้าเธอด้วยสองมือแล้วจ้องเข้าไปที่นัยน์ตาเธอ แต่ตาคู่นั้นไม่มีเงาสะท้อนของลูกชายหลงเหลืออยู่แล้ว
“แม่ครับ นี่ดอกเบญจมาศที่แม่ชอบไง”
เขายื่นช่อดอกไม้ให้เธอ แต่เธอก็ปัดทิ้งไป
หัวใจลูก้าแทบจะแหลกสลายเมื่อรู้ว่าแม่หวาดกลัวเขา
เธอทึ้งผมของตัวเองต่อจนดูเหมือนจะมีหนังหัวติดมาด้วย เลือดไหลชโลมหน้าผากเธอ ลูก้าพยายามหยุดไม่ให้แม่ดึงผมตัวเองแต่มือเธอก็กำอยู่แน่น ลูก้ากอดแม่เขาที่นั่งขดตัวอยู่อย่างสุดกำลัง เธอโยกตัวไปมาแล้วสวดมนต์พึมพำ ทำเอาลูก้าไม่รู้จะทำยังไง ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนเรียกซาร่า ดูเหมือนจะมีคนรู้ว่าลูก้าเข้ามาในห้องแล้ว
“คุณหญิงซาร่า มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
ต้นเสียงนั้นคือมาริเอล
ลูก้าพูดไม่ออก เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าทั้งแม่และมาริเอลจะอยู่ด้วยกันที่นี่ ผมสีเทาของมาริเอลเปลี่ยนเป็นสีขาวหงอก และร่างกายก็ซูบผอมลงไปมาก
“ลูก้า ทำไมเธอ...”
มาริเอลหยุดยืนอยู่ตรงหน้าลูก้า
“ผมอยากพบคุณมาริเอล”
ลูก้าอยากเข้ามาโผกอดมาริเอล เธอแปรงผมให้เขาเหมือนที่เคยทำ แต่ครั้งนี้ดูเธอไม่อบอุ่นเหมือนแต่ก่อน
“เธอมาที่นี่ทำไมลูก้า พ่อของเธอรู้เรื่องนี้รึเปล่า?”
มาริเอลพูดเสียงสั่น
“พ่อไม่ยอมให้ผมมาหาแม่ซะที ผมเลยมาคนเดียว...”
“ลูก้า เธอไม่ควรอยู่ที่นี่นะ” มาริเอลพูดขณะช่วยประคองแม่ขึ้นนั่งบนเก้าอี้โยกอีกครั้ง
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก แม่ของเธอจะหายดีเร็วๆนี้แหละ”
ขณะมาริเอลไกวเก้าอี้ก็ทำให้ซาร่าผ่อนคลายลง
“แล้ว...เกิดอะไรขึ้นกับแม่กันแน่ ทำไมแม่ถึงเป็นแบบนี้?”
“ทั้งหมดก็เพราะเรื่องตอนนั้นแหละ เหตุการณ์นั้นทำให้ซาร่าช็อคมาก”
“หมายถึงที่แม่ถูก ‘ย่ำยี’ น่ะเหรอ?”
ลูก้าพยายามใช้คำที่เขาจำมาจากพ่อทั้งที่ไม่ค่อยเข้าใจความหมายนัก มาริเอลชะงักไปพักหนึ่งก่อนจ้องมาในตาลูก้าแล้วตอบ
“ถูกแล้ว ซาร่าถูกพวกที่โจมตีเธอวันนั้นย่ำยี หลังจากนั้นชีวิตของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ฉันไม่สามารถบรรยายให้เธอฟังได้ว่าฉันโกรธแค้นพวกมันขนาดไหน ฉันอยากฆ่าพวกมันให้ตาย”
หน้ามาริเอลเปลี่ยนเป็นสีแดง คำที่เธอพูดประทับเข้าในหัวลูก้าไปเรียบร้อย
“ใช่แล้ว คนสารเลวพวกนั้น...มันต้องฆ่าให้ตาย...พวกมันสมควรตาย”
ในตอนนั้นเองที่จิตปีศาจฆาตกรก่อตัวขึ้นในหัวใจของลูก้าอย่างชัดเจน มาริเอลยังคงคิดเรื่องซาร่าจนไม่ทันสังเกตคำพูดเมื่อครู่ของลูก้า
“ตั้งแต่วันนั้นดวงใจซาร่าก็แหลกสลาย”
“แหลกสลาย?...แล้วมีทางรักษาได้ไหมครับ เราพาเธอไปหาหมอขอยาดีๆได้ไหม?”
“ไม่มียาใดรักษาหัวใจที่แหลกสลายได้หรอก แม้แต่หมอก็ช่วยอะไรไม่ได้”
“งั้นแม่จะต้องเป็นแบบนี้ตลอดไปงั้นเหรอ? เธอจะไม่มีวันกอดผมอีกต่อไปแล้วงั้นเหรอ?”
ลูก้าน้ำตาไหล พอเห็นแบบนั้นมาริเอลก็เริ่มร้องไห้ตาม
“ไม่มีใครบอกได้ว่าเธอจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกหรือเปล่า เธอแทบไม่กินข้าวเลยทำให้เธออ่อนแอลงไปมาก เพราะงั้นลูก้า ได้โปรดทำเหมือนพวกเราไม่ได้พบกันแล้วกลับปราสาทไปเถอะนะ”
“ไม่เอา ผมจะอยู่ที่นี่ ไม่มีแม่และมาริเอลผมก็เหมือนอยู่คนเดียว”
ลูก้ายึดผ้ากันเปื้อนของมาริเอลไว้แต่เธอก็ดึงมันกลับไป
“ลูก้า เธอเป็นเจ้าชายของไฮแลนด์ เธอจะอยู่ที่นี่ไม่ได้นะ ยายเข้าใจว่าเธอเหงา แต่เธอก็ยังมีพ่ออยู่นะ ลืมพวกเราซะ แล้วดำเนินชีวิตต่อไปเถอะ” มาริเอลพูดพร้อมมองลูก้าด้วยแววตาจริงจัง
“ฉันจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเด็ดขาด เพราะงั้นก่อนที่เรื่องมันจะวุ่นวาย รีบกลับปราสาทไปเถอะนะลูก้า”
เธอพูดลาลูก้าด้วยคำไม่กี่คำแล้วกลับไปพยุงซาร่าไปยังห้องโถง ลูก้าไม่รู้จะทำยังไงต่อ แม้คนสองคนที่เขารักที่สุดอยู่เพียงแค่เอื้อมแต่ความรู้สึกของเขาก็ไปไม่ถึงคนทั้งสอง ไม่มีท่านแม่ที่แสนดีอีกต่อไป และสิ่งสำคัญที่มาริเอลเฝ้าดูแลก็ไม่ใช่ลูก้าอีกต่อไปแล้ว เขาเคยคิดว่าเขาเหงาที่ไม่ได้พบกับทั้งสองคน แต่เมื่อทั้งคู่สูญเสียความรักและปรารถนาดีที่เคยมีให้ลูก้าไปหมดสิ้นแล้วมันทำให้เขารู้สึกเดียวดายมากขึ้นไปอีกนับพันเท่า
ลูก้าร้องไห้ขณะเดินมาตามถนนของเคียโร่ น่าเศร้าที่ผู้คนสัญจรเห็นแบบนั้นแต่กลับไม่มีใครสนใจเขาสักนิด
เดินมาสักพักเขาก็พบว่าตัวเองอยู่หน้าบ้านร้างหลังหนึ่งรอบนอกของเมือง ลูก้าลองชะเง้อมองเข้าไปข้างใน เขาคิดว่าถ้าไม่มีใครอยู่จะพักที่บ้านหลังนี้คืนนี้ แต่เขาก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน ขณะลูก้าจะไปหาที่พักที่อื่นต่อก็ได้ยินคนในบ้านเอ่ยชื่อ “อากาเรส” และ “ไฮแลนด์” ทำให้เขาชะงัก ลูก้าลองเดินดูรอบๆบ้านก็พบลูกม้าของเขารวมทั้งรถม้าของนักเดินทางที่เขาพบวันก่อนผูกอยู่กับต้นแพร์ที่ออกลูกดก
“นี่บ้านหมอนั่นสินะ”
พอเปลี่ยนมาสนใจเรื่องอื่นก็ทำให้ลูก้ารู้สึกดีขึ้นมาก เขาคิดจะแก้เผ็ดเจ้าคนนี้ซะหน่อย
“เราจะต้องพักอยู่ในนี้อีกนานแค่ไหนกันนะ”
เสียงที่ดังขึ้นจากในบ้านต่างจากเสียงชายที่เขาพบวันก่อน สักพักอีกเสียงก็ตอบขึ้นแต่ลูก้าไม่ค่อยได้ยินเลยเอาหูแนบกับผนังไว้
“ดาเรลคงไม่ทิ้งเรานะ” คราวนี้เป็นเสียงเดียวกับชายเมื่อวันก่อน
“ไม่มีทาง ถ้าเราพ่นเรื่องที่ดาเรลมันทำออกไปรับรองได้ว่าทั้งโลกต้องรุมประณามหมอนั่นแน่ อย่างเก่งมันก็โดนปลดจากตำแหน่งผู้ว่า หรือเลวร้ายที่สุดก็โดนประหาร เชื่อเหอะว่าหมอนั่นกลัวเรื่องนี้ที่สุดแล้ว” คราวนี้เป็นเสียงทุ้มต่ำของชายอีกคนหนึ่ง ดูเหมือนมีอย่างน้อยสี่คนอยู่ในบ้านนี้
“แล้วทำไมหมอนั่นไม่ส่งใบอนุญาตออกนอกเมืองให้เราล่ะ?” ชายคนแรกสงสัย
“จากคำสั่งของอากาเรส ชายแดนไฮแลนด์จะถูกปิดตายจนกว่าจะจับคนร้ายได้ทั้งหมด พวกทหารเฝ้าด่านตรวจกระทั่งสัมภาระเข้าออก” คราวนี้เป็นเสียงของคนที่เมื่อครู่ลูก้าฟังไม่ค่อยได้ยิน ดูเหมือนคนนี้จะเป็นหัวหน้ากลุ่ม
พอฟังพวกนี้คุยกันแล้วความรู้สึกลูก้าก็ประทุขึ้นมาทันที พวกนี้เรียกชื่อพ่อเขาตรงๆแสดงว่าอาจไม่ใช่ชาวไฮแลนด์ หรือไม่ก็เป็นพวกต่อต้านราชวงศ์ หรือบางทีพวกนี้อาจเป็นคนร้ายที่พวกเขากำลังตามหาอยู่
“แต่ เฮ้อ ไอ้อากาเรสนั่นขี้ขลาดชิบเป๋ง ขนาดเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นยังไม่ยอมยกทัพออกมาเลย” ชายคนเมื่อวานพูดขึ้น
“ฮื่อ แผนที่พวกเราจะลอบออกนอกประเทศตอนเกิดสงครามเลยพังไปเลย” ชายเสียงต่ำพูดขึ้น
“เอาน่า พวกแกก็ได้ทีเด็ดกันไปแล้วไม่ใช่เรอะ!” ชายหัวหน้ากลุ่มเปลี่ยนเรื่อง
“เออ ใช่ มาพูดเรื่องราชินีกันดีกว่า หน้ากับเชปคุณเธอแจ่มเป็นบ้าเลยวุ้ย จากตอนนั้นมาก็ครึ่งปีแล้วสินะ ข้าเบื่อที่จะหมกตัวอยู่แบบนี้แล้วฟ่ะ” ชายคนแรกพูดขึ้น
“จะว่าไป ตอนนี้ราชินีนั่นไม่ได้อยู่ในปราสาทแต่มาอยู่ที่เมืองนี้แล้วนี่นะ ข้าว่าหล่อนนอนคนเดียวต้องเหงาแหงเลย บางทีเราแวะไปเยี่ยมเธอดีมั้ย” ทุกคนเห็นด้วยกับที่ชายคนเมื่อวานพูด
“เชื่อได้เลย เจ้าหล่อนต้องอ้าแขนต้อนรับพวกเราแน่ๆ”
พอพูดจบพวกนี้ก็หัวเราะออกมาดังลั่น ลูก้าไม่อยากได้ยินเสียงหัวเราะต่ำช้าของพวกนี้จึงเอามือปิดหู ตอนนี้เขาเข้าใจความหมายของคำว่า “ย่ำยี” แล้ว แม่ของเขาแปดเปื้อนด้วยน้ำมืออันสามานย์ของคนพวกนี้ พวกมันทำให้แม่ที่แสนงดงามของลูก้าแปดเปื้อนมลทิน ลูก้ารู้สึกได้ว่าเลือดของเขากำลังเดือดพล่านจนเหมือนเลือดทั้งตัวเขากำลังไหลย้อนกลับ ตอนนี้เขามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสีแดง ความเคียดแค้นชิงชังมหาศาลระเบิดขึ้น
“ฉันจะฆ่าพวกแก...ฆ่าพวกแก...ตาย ตาย ตาย ตาย ตาย”
หลังกล่าวคำสาปแช่งแล้วลูก้ารีบบึ่งไปหน้าบ้านแล้วดึงประตูเปิดออกอย่างแรง
“นี่มันอะไรกัน!”
ชายสี่คนอยู่ในห้องอาหารด้านหน้าของตัวบ้าน พวกนี้เมาจนหน้าเปลี่ยนสี ทั้งสี่คนลุกยืนขึ้นแทบจะพร้อมกันด้วยความตกใจ แต่พอเห็นลูก้าเป็นแค่เด็กตัวกระเปี๊ยกก็ไม่กลัวแล้วนั่งลงอย่างเดิม
“อะฮ้า ดูสิใครมาเยี่ยม เจ้าหนูคนเมื่อวานนี่เอง อยากได้ม้าคืนเหรอหนู?”
ชายคนเมื่อวานพูดแบบเยาะเย้ย ลูก้าไม่สนใจก่อนจะเดินตรงเข้าหาชายที่นั่งอยู่หน้าสุดแล้วชักมีดเสียบเขาที่คอหอยก่อนคว้านออกมา เสียงน้ำพุเลือดกระเซ็นดังลั่น ชายคนนี้กรีดร้องเสียงเหมือนมีเสมหะติดคออยู่ เลือดกระเด็นเปรอะผนังและโดนเอาหน้าของคนที่เหลืออยู่ ขณะที่พวกมันกำลังตกใจลูก้าก็คว้าดาบยาวที่ชายที่ถูกแทงคอเมื่อครู่ทำตกไว้กับพื้น ลูก้าเข้าจัดการคนที่เหลืออยู่ได้อย่างง่ายดายเพราะพวกนี้กำลังเมาอยู่ เขาใช้ดาบได้อย่างแคล่วคล่องและเป็นการบุกเต็มรูปแบบแบบไม่สนใจป้องกัน ลูก้าเคยประดาบแต่กับครูดาบของเขาจึงไม่รู้ว่าคนธรรมดาอ่อนแอขนาดนี้ และไม่เคยรู้ว่าเขามีกำลังมากขนาดนี้
พอเห็นศพของพวกมันนอนตายเกลื่อนกลาดก็ทำให้ลูก้ารู้สึกปิติเป็นอย่างยิ่ง พอคิดว่าพวกมันจะเป็นหรือตายก็ขึ้นกับอารมณ์ของเขาแล้วมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นพระเจ้า จะมนุษย์, แมลง รึสัตว์เดรัจฉานก็ไม่ได้ต่างอะไร ด้วยกำลังขนาดนี้แล้วเขาฆ่าได้หมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว ลูก้าเพลินเพลินกับพายุคมดาบเหมือนตอนสังหารสัตว์เล็ก พอรู้สึกตัวอีกทีร่างของเขาก็อาบไปด้วยเลือด นั่งอยู่บนพื้น พยายามแยกชิ้นส่วนศพที่นอนกองอยู่ เจ้าคนนี้อ้วนดี..หั่นร่างอ้วนๆยากกว่าคนปกตินิดหน่อย ตอนนี้เหลือเพียงคนเดียวที่ยังยืนอยู่
“ผ...ผ...ผมขอโทษ...เอาลูกม้าคืนไปเลย อย่าฆ่าผมเลยนะได้โปรด..”
ชายคนเมื่อวานตอนนี้คุกเข่าลงตรงหน้าลูก้าด้วยน้ำตาคลอเบ้า ชายคนนี้พยายามค่อยๆคืบเพื่อหาทางหนี แต่ลูก้าก็รู้ เขารู้สึกสมเพชคนๆนี้ ก่อนจะฟันลำตัวชายคนนี้ขาดเป็นสองท่อน แสงอรุณส่องเข้ามาทำให้ลูก้าได้เห็นบ้านทั้งหลังถูกย้อมไปด้วยเลือด ลูก้าคิดว่าถ้าหิ้วหัวพวกมันกลับไปให้มาริเอลดูเธอคงดีใจ แต่เขาก็เดินทางกลับปราสาทตามที่เธอสั่ง
ตอนผ่านเขาเท็นซัน ลูก้าเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากเดินปกติเป็นจ้ำยาวๆ จ้ำยาวๆเป็นวิ่ง และวิ่งสุดแรงจนสะดุดเอารากไม้หน้าทิ่มพื้นดินเข้าปาก พอนึกว่าเขารีบจ้ำมาจนลืมม้าไว้ก็ทำให้เขานึกอยากหัวเราะแต่น้ำตากลับไหลออกมา ทั้งที่จากนี้ไปเขาไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีกต่อไปแล้วแต่เขากลับร้องไห้ ซึ่งลูก้าเองก็ไม่เข้าใจตัวเขาเองเช่นกัน แต่มีอยู่สองสิ่งที่เขามั่นใจ หนึ่งคือตอนนี้เขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว เพลิงที่รุมเร้าอยู่ในอกเขาไมมีวันดับมอดไป และไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรมันก็คงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขาได้กลายเป็น “ฆาตกร” แต่เขาก็พึงพอใจ
ลูก้าเผลอหลับไปในช่วงเช้าและตื่นตอนเย็น พอลืมตาขึ้นมาเขาเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงเพลิง พอรู้สึกกระหายเข้ามาเขาก็ไปตวงเอาน้ำใต้หินขึ้นมากินทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกว่ามันสกปรกเกินกว่าจะดื่มได้ พอเงยหน้าขึ้นเขาก็เห็นหมอกสีม่วงจากดงดอกเบญจมาศที่เขาเห็นก่อนหน้านี้และเก็บไปให้แม่ ลูก้าหยุดยืนหน้าดงดอกไม้ พอต้องแสงยามเย็นดอกไม้ก็ดูสวยงามเหมือนที่เคย ลูก้าชักมีดเปื้อนเลือดฟาดลงไปกลางดงดอกไม้ ยิ่งฟันดอกไม้ก็ยิ่งหลุดร่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ลูก้าหัวเราะออกมาแล้วเอาเท้าเหยียบขยี้ดอกไม้
ขณะเหยียบยืนบนแผ่นดินรกร้างนี้ ลูก้าก็แผดร้องออกมา
“....เจ้าชายลูก้า”
ลูก้าหันไปเห็นทหารคนหนึ่งคุกเข่าลงตรงหน้าเขาซึ่งเห็นเลือดบนดาบเขาก็หวาดกลัวจนไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นมอง รอบข้างเริ่มมืดลง เนินที่ลูก้าได้ย้อมเป็นสีแดงต้องแสงตะวันยามสนทยา ลูก้าเหวี่ยงดาบขณะนึกเรื่องในอดีต
ตอนนี้เขาเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว พวกที่โจมตีเขาตอนนั้นคือคนที่ดาเรลจ้างมา ที่ไม่เกิดสงครามระหว่างไฮแลนด์และโจวสตันขึ้นเพราะไม่มีหลักฐาน แต่ตอนนี้ก็เหมือนกับการลงนามสันติภาพไม่เคยเกิดขึ้นตามที่ดาเรลเคยหวังอยากให้เป็น จากเหตุการณ์นั้นทำให้แม่เขาท้องและเสียสติไป เธอเสียชีวิตหลังให้กำเนิดจิลเลีย ซึ่งแม่นมของเธอก็ฆ่าตัวตายตามไปด้วย
“เอ่อ...เราได้รับสาส์นจากเจ้ามืองมาธิลด้า...”
ลูก้าพยายามนึกหน้าโกรูโด้ ไอ้เฒ่าอ้วนเตี้ยหน้าตาเจ้าเล่ห์แล้วก็คิดถึงดาเรลขึ้นมา เขาเสียดายที่ไม่ได้จัดการดาเรลกับมือ แต่เขาก็คิดว่าจะเล่นสนุกกับโกรูโด้แทน ยิ่งไปกว่านั้นเขานึกถึงวันที่พวกเขาถูกโจมตีมีชายคนหนึ่งหลบอยู่ในปราสาททอดทิ้งเขาและแม่ให้รับเคราะห์ ตลอดสิบเจ็ดปีมานี้เขาเฝ้าครุ่นคิดถึงวาระสุดท้ายของชายคนนั้น และวันนั้นจะมาถึงในอีกไม่ช้า
“จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ลูก้าสะบัดผ้าคลุมก่อนก้าวลงจากเนินโจวสตันไป
(จบเรื่องราวของลูก้า)
เครดิตบทแปลภาษาอังกฤษ : Suikosource-translator's weblog





